วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

🌊 "กรมชลประทาน"นำสื่อสัญจรลงพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี ชูแนวทางแก้แล้ง–บรรเทาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ
14 กันยายน 2569
📌 นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) และว่าที่ร้อยตรีชาญยุทธ ยูงมณีรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม สำนักงานชลประทานที่ 17 นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำภายใต้ 
“โครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรี จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา” 
🔵 โดยคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จุดแรก บริเวณปากคลองกอตอ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี รับฟังรายละเอียดโครงการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม คลองตื้นเขิน และตลิ่งพัง ต่อจากนั้นได้ไปติดตามสภาพพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองสายบุรีและประตูระบายน้ำปลายคลองไม้แก่น โดยมีแนวทางพัฒนามุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ กักเก็บน้ำ และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ
🟦 ช่วงบ่ายคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังประตูระบายน้ำปลายคลองพรุบาเจาะสายใหญ่ จังหวัดนราธิวาสติดตามแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาไฟไหม้ป่าพรุและดินเปรี้ยว พร้อมทั้งรักษาระดับน้ำใต้ดินและสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ 
📢 นายปรัชญาเปิดเผยว่า ผลการศึกษาระดับแผนหลักได้รวบรวมแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 173 โครงการ และได้คัดเลือกโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 2 โครงการดังกล่าวมาศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยภาพรวมของแผนมุ่งบรรเทาอุทกภัยประมาณ 90,000 ไร่ เพิ่มน้ำเก็บกัก 365.49 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคประมาณ 15,000 ครัวเรือน และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ประมาณ 10,875 ไร่
 
กิจกรรมสื่อสัญจรครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการรับรู้จากพื้นที่จริง เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำสายบุรี ที่มุ่งแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการบรรเทาอุทกภัย แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ดูแลระบบนิเวศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

📢 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดพิธีเปิดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค” ภายใต้แนวคิด “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร

อ.ต.ก. เปิดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค” ภายใต้ชื่องาน “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” รวมสุดยอดสินค้าเกษตรไทย เชื่อมโยงตลาด สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยทั่วประเทศ ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร ระหว่าง วันที่ 10 – 14 กันยายน 2569
องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดพิธีเปิดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค” ภายใต้แนวคิด “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร 
โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุขปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานกรรมการ
องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนเข้าร่วมงาน 
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมการเพิ่มช่องทางการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพด้านราคาผลผลิต ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภค ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดสากล
โดยส่งเสริมให้ อ.ต.ก. เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม การจัดงานในวันนี้ จึงนับเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวเป็นอย่างดี เพราะเป็นเวทีในการรวบรวมและนำเสนอสินค้าเกษตรคุณภาพจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าไทยที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีความหลากหลาย
ด้าน นายอภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กล่าวว่า 
การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพจาก 4 ภูมิภาค เพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งภายในงานจะพบกับสินค้าเกษตรสด อาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าเกษตรปลอดภัย ตลอดจนสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกซื้อสินค้าเกษตรไทยที่มีคุณภาพ 
พร้อมทั้งได้สัมผัสความหลากหลายและคุณค่าของสินค้าเกษตรจากทั่วประเทศ ร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทยจากเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพราะทุกการเลือกซื้อของท่าน คือการสนับสนุนอาชีพ สร้างรายได้ และส่งต่อกำลังใจให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทย
ขอเชิญชวนประชาชนร่วมชม ชิม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพภายในงาน อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” ระหว่างวันที่ 10-14กันยายน 2569 ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกัน

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

💧“อธิบดีฯวิทยา” ประกาศ 9 นโยบาย “ONE RID” ขับเคลื่อนองค์กรอัจฉริยะด้าน Water Security


นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เดินหน้าปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง จากสภาพภูมิอากาศ ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประกาศขับเคลื่อนกรมชลประทานสู่การเป็น “องค์กรอัจฉริยะด้าน Water Security” ภายใต้แนวคิด “ONE RID : หนึ่งพลัง เพื่อเป้าหมายเดียวกัน” พร้อมกำหนด 9 นโยบายหลัก และ 9 ภารกิจเร่งด่วนภายใน 90 วัน 
เพื่อเปลี่ยนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เห็นผลและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม หวังยกระดับการบริหารจัดการน้ำและการทำงานของกรมชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนี้
1. Smart Water นำ AI ข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลแบบใกล้เคียงเวลาจริง พัฒนา Smart Dam, Smart Canal, Telemetry และ SCADA เพื่อช่วยคาดการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจ ลดเวลาการทำงานและการสูญเสียน้ำ พร้อมยกระดับความแม่นยำในการคาดการณ์น้ำให้มากยิ่งขึ้น
2. Basin One Plan บริหารจัดการน้ำแบบมองทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลและแผนงานของทุกหน่วยงานผ่าน One Basin Dashboard เพื่อให้การตัดสินใจด้านน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลุ่มน้ำสำคัญมีแผนบริหารจัดการน้ำที่ครบถ้วน
3. Water Augmentation เพิ่มศักยภาพน้ำต้นทุนของประเทศ ทั้งการพัฒนาอ่างเก็บน้ำ โครงการตามแนวพระราชดำริ แก้มลิง ฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม เพิ่มความจุ รวมถึงการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและพื้นที่ได้รับประโยชน์ รองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคต
4. Trust RID ยกระดับกรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก พร้อมติดตามผลสัมฤทธิ์ของงานและส่งเสริมบุคลากรต้นแบบด้านคุณธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
5. High Value Agriculture ส่งเสริมการเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย สร้างรายได้สูง โดยวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน ส่งเสริมการทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) การเกษตรแม่นยำ และการจัดทำ Water Budget เพื่อเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ เป้าหมายคือเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้น้ำที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น
6. Reduce Flood and Drought ลดความเสียหายจากภัยพิบัติด้านน้ำ ด้วยการปรับปรุงระบบระบายน้ำและโครงสร้างป้องกันภัย ควบคู่ระบบคาดการณ์และแจ้งเตือนแบบ Real-time  เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ สามารถแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
7. Green RID เดินหน้าสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน  ปรับเปลี่ยนสู่ Green Office  นำเทคโนโลยีมาทดแทนเพื่อลดการใช้พลังงาน รวมถึงพัฒนาโครงการและระบบชลประทาน โดยคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
8. Together RID รวมพลังบุคลากรกรมชลประทานเป็นหนึ่งเดียว สร้างการทำงานที่เปิดกว้าง ลดข้อจำกัดของลำดับชั้น กระจายอำนาจ และส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรม พร้อมพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและสมรรถนะรองรับการบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและขับเคลื่อนภารกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
9. Participatory Governance การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เปิดให้ประชาชน ท้องถิ่น และกลุ่มผู้ใช้น้ำเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผน การจัดสรรน้ำ ไปจนถึงการติดตามและบำรุงรักษาระบบชลประทาน พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมรายงานสถานการณ์และสะท้อนปัญหา เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำตอบโจทย์พื้นที่มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้ประกาศขับเคลื่อนก้าวแรกแห่งการเปลี่ยนแปลง 9 ภารกิจเร่งด่วนภายใน 90 วัน (90 Day Quick Wins) เพื่อให้นโยบายเกิดผลในทางปฏิบัติ เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นผลประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง ทั้งการเพิ่มความปลอดภัยของอาคารและพื้นที่ท้ายน้ำ ฟื้นฟูอาคารชลประทานที่ชำรุด การขุดลอกคลองเร่งด่วนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทำให้ระบบส่งน้ำกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เกษตรกรได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง 
เปิดบริการข้อมูลน้ำผ่าน Mobile Application  ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ง่ายและรวดเร็ว ลดขั้นตอนราชการด้วย e-Workflow ลงพื้นที่พบเกษตรกรทุกลุ่มน้ำ  เพิ่มศักยภาพศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้า จัดทำข้อมูลที่ประชาชนเข้าใจง่าย เช่น แผนที่จุดเสี่ยงและสถานะแจ้งเตือน เพื่อให้ข้อมูลน้ำถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง   พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่มุ่งลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และสอดรับกับการบริหารจัดการน้ำในยุคใหม่
“ONE RID” จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบาย แต่เป็นการวางระบบการทำงานที่เชื่อมโยงคน ข้อมูล เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมเข้าด้วยกัน ซี่งจะทำให้กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

📢 เกษตรศาสตร์ยุคใหม่ชูแนวคิดขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของประชาชน ตั้งเป้า 4 ปีเป็น "ยาสามัญประจำบ้าน" พึ่งได้ของสังคม

📌 มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์ นำโดย ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม ("หมอคง") อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนที่ 16 แถลงนโยบายและวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กร 
มุ่งยกระดับมหาวิทยาลัยสู่การเป็น "ความหวังของประเทศ" และ "มหาวิทยาลัยของประชาชน" ผ่านการผสานแนวคิดหลัก คือ Glocalization การยกระดับจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นออกสู่เวทีสากลด้วยมาตรฐานระดับโลก ควบคู่กับ Syntegration การบูรณาการพลังความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของบุคลากรเข้าด้วยกัน และ Sustainability 
ขับเคลื่อนความยั่งยืนจากมหาวิทยาลัยสู่สังคม ผ่านจุดแข็งของ มก. ทั้ง Climate Change, Food Security, Sustainable Agriculture, Biodiversity, Energy, Water และ Circular Economy พร้อมมุ่งสู่การเป็น “Living Lab” ที่ทดลองและสร้างความยั่งยืนได้จริง โดยมีอธิการบดีทำหน้าที่เป็น "คอนดักเตอร์" (Conductor) ในการกำกับและประสานศักยภาพของนักวิจัย อาจารย์ นิสิต และเจ้าหน้าที่ให้ก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างลงตัว 
เพื่อตั้งเป้าหมายสูงสุดในระยะเวลา 4 ปี ในการทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กลายเป็น "ยาสามัญประจำบ้าน" ที่สังคมและประชาชนนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อเกิดวิกฤตหรือต้องการทางออกในการพัฒนาประเทศ  
ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยลงสู่พื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อเข้าถึง "โจทย์ที่ใช่" จากเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยตรง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุด 
พร้อมกันนี้ยังมุ่งปฏิรูปภาคการเกษตรไทย ยกระดับภาพลักษณ์ของเกษตรกรจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart Farming, AI, Drones) 
เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ (New Gen) ให้เข้าสู่สายอาชีพการเกษตรด้วยความภาคภูมิใจ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาแบรนด์ผลผลิตไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ ตลอดจนวางรากฐานความยั่งยืนทั้งในมิติการส่งต่อองค์ความรู้ระหว่างรุ่น การบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงิน และการเป็นที่พึ่งพาทางสังคมในทุกมิติ 
"ม.เกษตรฯ เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้าน แม้ไม่อาจหวือหวาที่สุด 
แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศขาดไม่ได้ เราพร้อมเป็นพื้นที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้การเกษตรเป็นอาชีพที่มีเกียรติและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างยั่งยืน"  
#เกษตรศาสตร์ยุคใหม่ชูแนวคิดขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของประชาชน #ตั้งเป้า4ปีเป็นยาสามัญประจำบ้าน
#พึ่งได้ของสังคม
#แชร์ข่าวเล่ากระแส

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569

🌊 สทนช. ยกระดับแผนแม่บทลุ่มน้ำโตนเลสาบ ชูยุทธศาสตร์ SEA เน้น "องค์กรผู้ใช้น้ำ" ร่วมขับเคลื่อน พร้อมเร่งดันอ่างฯ คลองพระพุทธ เฟส 3 ยกระดับเกษตรตะวันออก
📌 จังหวัดจันทบุรี  สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำโตนเลสาบ ระยะ 15 ปี (พ.ศ. 2566-2580) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สระแก้ว และตราดตอนบน โดยนำกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาเป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ชุมชน และรับมือกับความท้าทายจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนผู้ใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไป
📢 นายไวฑิต โอชวิช รองเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ซึ่ง อยู่ในพื้นที่ของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 2 เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญด้านการผลิตพืชเศรษฐกิจ สทนช. 
ได้วางแผนดำเนินโครงการก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดกลางแห่งใหม่จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองเครือหวาย ความจุประมาณ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร (คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2572) และ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโป่งน้ำร้อนตอนบน ความจุ 21 ล้านลูกบาศก์เมตร (แผนดำเนินการช่วงปี 2572-2575) โครงการเหล่านี้จะเข้ามาช่วยกระจายน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และเป็นหลักประกันแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อผลิตอาหารและสินค้าเกษตรป้อนสู่ตลาดโลก
🟦 สำหรับการบริหารจัดการแหล่งน้ำเดิมอย่าง อ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสายหลักที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2557 สทนช. ได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีฝายพับได้บริเวณอาคารระบายน้ำ ส่งผลให้สามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้อีกราว 1 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บสูงถึงร้อยละ 98 ของความจุ ซึ่งเพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ การอุปโภคบริโภคของประชาชน และการทำเกษตรกรรมตลอดฤดูแล้งไปจนถึงปี 2570 อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพการใช้งานที่ยาวนานทำให้อ่างเก็บน้ำเริ่มตื้นเขินจากตะกอนดินสะสม สทนช. จะได้ดำเนินการแก้ไขและซ่อมแซมระบบส่งน้ำ เพื่อฟื้นฟูศักยภาพการกักเก็บให้กลับมาสมบูรณ์สูงสุด
🔵 ด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นายไทยพิชิต ดวงตา รองประธานคณะกรรมการจัดการชลประทานอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ และนายกเทศมนตรีตำบลเทพนิมิต กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้ดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) เพื่อให้กลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ได้มีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง 
โดยแบ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำออกเป็น 4 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน ได้แก่ 1. กลุ่มน้ำคลองธรรมชาติ 2. กลุ่มฝั่งขวา 3. กลุ่มฝั่งซ้าย และ 4. กลุ่มผู้ใช้น้ำนอกเขตชลประทานและภาคอุตสาหกรรม การจัดโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้การจัดสรรน้ำเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ลดความขัดแย้ง และตอบสนองความต้องการของน้ำเพื่อการยังชีพของประชาชนทั่วไป ควบคู่ไปกับน้ำเพื่อการเกษตรได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ท้องถิ่นได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับตะกอนดินไว้พร้อมแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกหากภาครัฐเริ่มดำเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ
💧สอดคล้องกับ นายเอ็นดู ผ่องศรี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ (ฝั่งซ้าย) ที่ระบุว่า ประชาชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ต่างขานรับและให้การสนับสนุนโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่ทั้ง 2 แห่ง 
โดยไม่มีความขัดแย้งในพื้นที่ เนื่องจากทุกฝ่ายเล็งเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต และเป็นกลไกสำคัญในการรักษามาตรฐานของพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อนและสอยดาว ในฐานะฐานการผลิตและส่งออกลำไยอันดับ 1 ของประเทศไทย รวมถึงรองรับการขยายตัวของการปลูกทุเรียนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
🌀 ทั้งนี้ สทนช. ยังได้จัดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 2 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรผู้ใช้น้ำ และประชาชนผู้บริโภค เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่มาบูรณาการร่วมกับการประเมิน SEA ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการและทางเลือกในการพัฒนาลุ่มน้ำโตนเลสาบ ให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด ครอบคลุมทั้งมิติด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
#สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ  #เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำโตนเลสาบ #ระยะ15ปี 
#แชร์ข่าวเล่ากระแส

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

📢 กรมชลประทาน นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

กรมชลฯ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี
 
วันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน 
พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ภายใต้งานจ้างสำรวจ ออกแบบโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำสาขา จังหวัดปราจีนบุรี 
โดยจัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 
โดยได้รับเกียรติจากนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมธารทิพย์ ชั้น M โรงแรมแคนทารี โฮเตล กบินทร์บุรี ตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 
มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อสรุปโครงการ ขั้นตอนการออกแบบ รายละเอียดและรายงานผลการ การดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น ตอบข้อสงสัยและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุมและสรุปประเด็นจากการรับฟังในครั้งนี้
นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชาวปราจีนบุรี ที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ซึ่งทางจังหวัดได้พยายามหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมาโดยตลอด รวมถึงปัญหาภัยแล้งด้วย 
อย่างไรก็ตาม จังหวัดปราจีนบุรีมีอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนทั้งในด้านอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการเกษตร ตลอดจนการรักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็ม 
ซึ่งโครงการดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการผันน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วม ทะลักเข้าสู่พื้นที่ในเขตเทศบาล กบินทร์บุรี หรือในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รวมทั้งการเวนคืนที่ดิน กรมชลฯ จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ รวมถึงข้อดี ข้อเสีย และประโยชน์ที่จะได้รับในภายภาคหน้า ถ้าหากโครงการนี้แล้วเสร็จเป็นรูปธรรม ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี จะมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการน้ำก็จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยจะบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มผู้ใช้น้ำด้วย 
"โครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณ มหาศาล ซึ่งการประชุมในวันนี้จะเป็นการรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จึงอยากจะให้พี่น้องประชาชนที่มาร่วมรับฟังในวันนี้ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ อยากจะให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนชาวปราจีนบุรี และสร้างความมั่นคงยั่งยืนไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป ขอให้การประชุมในวันนี้จงประสบความสำเร็จและบรรลุตามเป้าหมายต่อไป" รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี กล่าว
นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน กล่าวว่า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี อยู่ในลุ่มน้ำบางประกงตอนบน 
มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง และป่าทึบสลับซับซ้อนและเป็นแหล่งกำเนินต้นน้ำหลายสาย ทิศเหนือเต็มไปด้วยเทือกเขา มีลำน้ำแควหนุมานและคลองพระปรงมาบรรจบกันในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรีเป็นแม่น้ำปราจีนบุรี 
ลักษณะพื้นที่ในลุ่มน้ำมีแหล่งเก็บกักน้ำน้อยมากและความสามารถในการระบายน้ำของลำน้ำไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้งเป็นประจำเกือบทุกปี ประกอบกับมีปริมาณน้ำเก็บกักเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำท่ารายปีและไม่มีอาคารบังคับน้ำที่เพียงพอ ในทุกปีเมื่อเข้าช่วงฤดูแล้งพื้นที่ลุ่มน้ำบางประกงจึงประสบปัญหาน้ำแล้งและน้ำเค็มจากน้ำทะเลหนุน
จากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2556 ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในพื้นที่ ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง กรมชลประทานจึงพิจารณาถึงการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และคลองผันน้ำ เพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในจังหวัดปราจีนบุรีในอนาคต โดยในปี 2556 กรมชลประทาน ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำสาขา จังหวัดปราจีนบุรี แล้วเสร็จ ในปี 2559
ต่อมาในปี 2567 กรมชลประทาน ได้ว่าจ้างให้กิจการร่วมค้า FCSPB JV ดำเนินการสำรวจ ออกแบบ โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำสาขา จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งโครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าว
"การพัฒนาโครงการคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบเกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี โดยเฉพาะบริเวณตลาดเก่า 100 ปี และบริเวณเขตเทศบาล ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่กบินทร์บุรีและพื้นที่ใกล้เคียง" นายพิเชษฐ กล่าว
อย่างไรก็ตามกรมชลประทานได้วางกรอบการดำเนินงานก่อสร้างโครงการดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในช่วงงานสำรวจ ออกแบบ มีกำหนดระยะเวลา 720 วัน (ปี 2567-2569) เริ่มต้นสัญญา
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 และสิ้นสุดสัญญาวันที่ 20 กันยายน 2569 หลังจากนั้นจะนำเสนอโครงการฯ ต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอเปิดโครงการต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดเตรียมเอกสารประมูล เตรียมการก่อสร้าง และดำเนินการก่อสร้างโครงการต่อไป
ด้านนายเกรียงศักดิ์ พุ่มนาค รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า ลักษณะและองค์ประกอบของโครงการ ประกอบด้วย 1.การออกแบบคลองผันน้ำ 2 สาย ได้แก่ คลองผันน้ำแควหนุมานและคลองผันน้ำคลองพระปรง โดยมีอัตราการไหลควบคุม 470 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 2. การออกแบบ ปตร.ในลำน้ำสายหลัก 3 แห่ง ได้แก่ ปตร.แควหนุมาน อัตราการไหลควบคุม 470 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปตร.คลองพระปรง อัตราการไหลควบคุม 470 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปตร.แม่น้ำปราจีนบุรี พร้อมอาคารประกอบที่เกี่ยวข้อง อัตราการไหลควบคุม 940 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 3. การออกแบบอาคารควบคุมน้ำ ในคลองผันน้ำแควหนุมาน อัตราการไหลควบคุม 470 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคลองผันน้ำคลองพระปรง อัตราการไหลควบคุม 470 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 4. การออกแบบปรับปรุงระบบระบายน้ำในเขตพื้นที่ปิดล้อม เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ปิดล้อม 5. การออกแบบคันกั้นน้ำด้านต้นน้ำของชุมชนกบินทร์บุรี ปรับปรุงถนนเดิมเพื่อยกระดับให้สามารถป้องกันน้ำท่วม ที่ระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2556 รวมระยะทาง 5.6 กิโลเมตร 
ทั้งนี้ หากการดำเนินงานก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยบรรเทาอุทกภัย ทำให้พื้นที่ปิดล้อมภายในแนวคลองผันน้ำและประตูระบายน้ำได้รับการป้องกันน้ำท่วมอย่างสมบูรณ์ พื้นที่รวมประมาณ 4,262 ไร่ ทำให้มีน้ำขังในพื้นที่กักน้ำชั่วคราวจนถึงเดือนมกราคม รวม 4.043 ล้านลูกบาศก์เมตร ในฤดูแล้งมีน้ำเก็บกักใช้ได้เพิ่มขึ้นในแควหนุมานและคลองพระปรง รวม 8.578 
ล้าน ลบ.ม. ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่กบินทร์บุรี และพื้นที่พระปรง การเพาะปลูกพืชไร่ และเพาะปลูกผักในพื้นที่กบินทร์บุรีเพิ่มขึ้น
ขณะที่นายสมชาย สมบูรณ์กุล รองนายกเทศมนตรีตำบลกบินทร์ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวเสริมว่า โดยบริบทของเทศบาลตำบลกบินทร์จะเป็นพื้นที่ลุ่มมี 2 แม่น้ำไหลมาบรรจบกันคือแม่น้ำพระปรงและแควหนุมาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำบางปะกง เมื่อฝนตกหนักจึงทำให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลกบินทร์เป็นเวลานานหลายปีติดต่อกัน จนกระทั่งเมื่อปี 2556 เกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ รวมถึงพื้นที่ตลาดเก่า 100 ปี ระดับน้ำสูงมาก สร้างความเดือดร้อนเสียหายเป็นอย่างมาก ทั้งภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสภาพความเป็นอยู่ มาวันนี้ได้รับการแก้ไขปัญหาจากกรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกแบบโครงการ มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลตำบลกบินทร์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
"ก็ต้องขอขอบคุณกรมชลประทานที่เข้าใจถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในเขตเทศบาลตำบลกบินทร์พอถึงฤดูน้ำ หลากน้ำก็จะท่วมทุกปี โดยไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ในการป้องกันน้ำท่วม เนื่องจากในเขตเทศบาลตำบลกบินทร์ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงฤดูน้ำหลากในปี 2556 เกิดปัญหาน้ำท่วมถึง 3 ครั้ง ๆ ละ 1 เดือน ทำให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลฯ จำนวน 100 กว่าคูหาต้องอพยพออกจากพื้นที่ สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมาก คิดเป็นมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท" รองนายกเทศมนตรีตำบลกบินทร์ กล่าว
ดังนั้น หากโครงการนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันน้ำท่วมได้เป็นอย่างดี และจะเกิดประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ทั้งภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการเกษตร จึงอยากจะให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว เพราะประชาชนจะไม่เดือดร้อนอีกต่อไป

🌊 กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก เมื่อวันที่ 8 ตุล...