วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

"มหินทรา" เปิดตัวรถแทรกเตอร์อเนกประสงค์รุ่นใหม่

📢🚜 มหินทรา เปิดตัวรถแทรกเตอร์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ “มหินทรา 5042”

นวัตกรรมใหม่ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตครั้งแรกของไทยและอาเซียน

ในงาน Agritechnica Asia 2026

 20 พฤษภาคม 2569 กรุงเทพฯ – บริษัท มหินดรา เซาท์ อีส เอเชีย จำกัด ในเครือ มหินดรา แอนด์   มหินดรา ลิมิเต็ด ผู้ผลิตรถแทรกเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกในด้านปริมาณการผลิต เปิดตัวรถแทรกเตอร์อเนกประสงค์ “Mahindra 5042” ในงาน AGRITECHNICA ASIA 2026 ที่จัดขึ้นในประเทศไทยในระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม ชูจุดเด่นด้านวิศวกรรมเครื่องยนต์เจเนอเรชันใหม่ mBULL ที่ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะการลากจูงที่ทรงพลัง พร้อมประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง ลดต้นทุนดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตในการทำการเกษตรทั้ง ไร่-นา-สวน ซึ่งภายในงาน AGRITECHNICA ASIA 2026 รถแทรกเตอร์รุ่นใหม่นี้ได้เปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นตลาดแรกในภูมิภาคอาเซียน ก่อนขยายการเปิดตัวสู่ประเทศอื่นๆ ต่อไป

คุณอนุชา โคธันดารามัน ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการต่างประเทศ - กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์การเกษตร บริษัท มหินดรา & มหินดรา ลิมิเต็ด เปิดเผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Transform Farming, Enrich Lives’ 

บริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมเครื่องจักรกลทางการเกษตร ที่ครอบคลุมทุกห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมการเกษตร โดยอาศัยความเชี่ยวชาญและความชำนาญของบริษัทฯในการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรขั้นสูง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคการเกษตรยุคใหม่ โดย Mahindra 5042 ถือเป็นการพัฒนาล่าสุดของรถแทรกเตอร์อเนกประสงค์สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ที่นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน AGRITECHNICA ASIA 2026

 Mahindra 5042 ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยเป็นรถแทรกเตอร์อเนกประสงค์ขนาด 42 แรงม้า 

ในกลุ่มผลิตภัณฑ์มหินทรา ซีรีส์ 5000 มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด mBULL แบบ 3 สูบ และเทคโนโลยี HCE หรือ High Cubic Capacity Engine ที่ให้สมรรถนะแรงบิดสูงสุด 191 นิวตันเมตร สามารถยกน้ำหนักได้สูงสุด 1.7 ตัน และรองรับการทำงานในพื้นที่การเกษตรที่หลากหลายทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำและพื้นที่ดอน ไม่ว่าเป็นไร่ นาข้าวและสวน ช่วยให้เกษตรกรสามารถทำงานได้หลากหลายพื้นที่ที่แตกต่างกัน เพื่อบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของสภาพอากาศในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในงาน Agritechnica Asia 2026 มหินทรา ยังได้จัดแสดงรถแทรกเตอร์ในรุ่นอื่นๆ 

ได้แก่  OJA 2130 รถแทรกเตอร์ขนาดคอมแพค ขนาด 30 แรงม้า ที่ถูกออกแบบเพื่อทำงานในพื้นที่เกษตรที่ต้องการความคล่องตัวสูงและควบคุมได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับพื้นที่ไร่และสวนผลไม้ และรุ่น 110 P Lux CAB รถแทรกเตอร์ขนาด 110 แรงม้า มาพร้อมห้องโดยสารปรับอากาศ ขนาดเครื่องยนต์ 4 สูบ ให้แรงบิดสูงสุด 416 นิวตันเมตร เหมาะสำหรับงานเกษตรขนาดใหญ่ เช่น ฟาร์มปศุสัตว์ และการเพาะปลูกพืชเชิงอุตสาหกรรม เป็นต้น 

คุณอนุชา กล่าวว่า นับตั้งแต่ที่มหินทราเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2567 ได้ดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านการเงิน

ได้แก่ บริษัท ทิสโก้ ลีสซิ่ง จำกัด และบริษัท กรุงไทย มิซูโฮ ลีสซิ่ง จำกัด เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ แทรกเตอร์มหินทรา ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Tough’ และเป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพการผลิตที่แข็งแกร่งและสมรรถนะการใช้งานที่มีความโดดเด่น แม้ในสภาพพื้นที่ที่สมบุกสมบันและท้าทาย ส่งผลให้ แบรนด์รถแทรกเตอร์มหินทราเป็นที่ยอมรับระดับโลก รวมถึงยังได้รับรางวัล Deming Award และ Japanese Quality Medal โดยเป็นผู้ผลิตรถแทรกเตอร์เพียงรายเดียวที่ได้รับทั้งสองรางวัลอันทรงเกียรตินี้     

#####

เกี่ยวกับ มหินดรา

              “มหินดรา กรุ๊ป” ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2488 และเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีพนักงาน 324,000 คนในกว่า 100 ประเทศ กลุ่มบริษัทเป็นผู้นำในด้านอุปกรณ์ฟาร์ม รถอเนกประสงค์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการทางการเงินในประเทศอินเดีย และเป็นผู้ผลิตรถแทรกเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลกในด้านปริมาณการผลิต อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียน เกษตรกรรม โลจิสติกส์ การบริการ และอสังหาริมทรัพย์ “มหินดรา กรุ๊ป” มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นผู้นำด้าน ESG ของโลก ช่วยส่งต่อความเจริญไปยังชนบทและยกระดับคุณภาพชีวิตในเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

#มหินทราเปิดตัวรถแทรกเตอร์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ "มหินทรา 5042"

#นวัตกรรมใหม่ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตครั้งแรกของไทยและอาเซียน ในงาน Agritechnica Asia 2026

 

 

 

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

📢 “สุริยะ” สั่งการ กรมชลประทาน-ทุกหน่วยงาน ลุยบริหารน้ำเชิงรุก รับมือเอลนีโญ

📢 👈 “สุริยะ” สั่งการ กรมชลประทาน-ทุกหน่วยงาน ลุยบริหารน้ำเชิงรุก รับมือเอลนีโญ พร้อมจัดแผน 5 ด้าน เข้าบริหารความเสี่ยงด้านน้ำเต็มระบบ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำโครงการคลองระบายน้ำภักดี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เมือง จ.จันทบุรี และรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมี นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ว่า ไทยมีความเสี่ยงฝนน้อยกว่าค่าปกติในบางช่วงตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 จากความผันผวนของสภาพอากาศและอิทธิพลเอลนีโญ จึงได้สั่งการกรมชลประทาน รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ “บริหารน้ำเชิงรุก” ทันที ครอบคลุมเก็บกัก จัดสรร และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทั้งเกษตรกร ประชาชน และอุตสาหกรรม สำหรับพื้นที่ EEC ต้องดำเนินการสูบผันน้ำเชื่อมโยงระหว่างคลองและอ่างเก็บน้ำให้เพียงพอกับความต้องการ โดยในส่วนของการรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน และสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในปีนี้ ได้ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามข้อมูลฝนและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมความพร้อมเครื่องจักร - เครื่องมือเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและพี่น้องประชาชนได้ทันที
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เกิดน้ำท่วม ให้ทุกหน่วยงานช่วยกันป้องกันพื้นที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล วัด โบราณสถาน และสถานที่สำคัญของจังหวัดและชุมชน ให้เกิดความเสียหายและได้รับผลกระทบ “น้อยที่สุด” ถ้ามีเหตุการณ์ฝนทิ้งช่วง ได้มอบหมายให้ กรมชลประทานเข้าจัดหารถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนทันที
🌧 “น้ำไม่ใช่แค่ต้นทุนการผลิต แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยพื้นที่ EEC ต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่พลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการลงทุน“ นายสุริยะ กล่าว

👈👈 ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มองเป็นวิกฤต แต่ได้ “เร่งเตรียมพร้อมล่วงหน้า” เพื่อบริหารความเสี่ยงทั้งหมดผ่าน 5 มาตรการ ได่แก่ 1) เร่งเก็บกักน้ำต้นทุนในทุกพื้นที่ ทั้งอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำชุมชน และระบบกระจายน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้ง 2) บริหารจัดการน้ำตามลำดับความสำคัญและข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำไฟฟ้า อุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) สนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะภาคเกษตร ผ่านระบบชลประทานที่แม่นยำการวิเคราะห์ดิน การวางแผนเพาะปลูก และเทคโนโลยี climate-smart agriculture 4) ติดตามและพยากรณ์สถานการณ์น้ำและผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนและให้ข้อมูลแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการล่วงหน้า ลดความเสียหายและลดความผันผวนของตลาด และ 5) สนับสนุนการเพิ่ม “ผลิตภาพการใช้น้ำ” หรือ water productivity กล่าวคือ น้ำหนึ่งหน่วย ต้องสามารถสร้างผลผลิต รายได้ และมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นในระยะต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้า” ไปสู่การ “บริหารน้ำเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อรองรับทั้งความมั่นคงอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของประเทศในระยะยาว
“ผมเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพประเทศไทยจะสามารถผ่านความผันผวนของภูมิอากาศครั้งนี้ได้ และเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการยกระดับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นายสุริยะ กล่าว

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

📢 กรมประมงประกาศ คุ้มครองสัตว์น้ำจืดมีไข่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำทั่วประเทศ ในฤดูน้ำแดง ปี 2569 นี้

กรมประมงประกาศ “ฤดูน้ำแดง ปี 2569” เริ่ม 16 พ.ค. นี้
คุ้มครองสัตว์น้ำจืดมีไข่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำทั่วประเทศ
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่แหล่งน้ำจืด หรือ “ฤดูน้ำแดง” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2507 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์น้ำจืดให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์ พร้อมติดตามและประเมินผลทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน จนล่าสุดเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา กรมประมงได้ออกประกาศฉบับใหม่โดยเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด สามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขการทำการประมงให้มีความเหมาะสมตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ และมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 - 30 พฤศจิกายน 2572) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการติดตามและประเมินผลทางวิชาการ เนื่องจากการศึกษาวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลในระยะยาวจะช่วยให้เห็นถึงแนวโน้มและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
จากการประเมินผลสำเร็จของมาตรการในปี 2568 โดยรวบรวมตัวอย่างปลาเพศเมียที่มีการพัฒนาอวัยวะสืบพันธุ์ในระยะสมบูรณ์เพศ ครอบคลุมปลาทั้งหมด 155 ชนิด ในพื้นที่ 60 แหล่งน้ำ 40 จังหวัด 18 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ สำหรับประเมินช่วงเวลาหลักในการสืบพันธุ์ ความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝน และประสิทธิภาพของการประกาศใช้มาตรการ พบว่าปลาน้ำจืดมีระยะเวลาของการสืบพันธุ์เด่นชัดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม โดยสูงสุดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมซึ่งพบปลามีระยะเข้าสู่ช่วงวางไข่สูงถึง 124 ชนิด และมีค่าความเข้มของช่วงสืบพันธุ์หลักอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนกันยายน แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาในการสืบพันธุ์มิได้จำกัดเฉพาะต้นฤดูฝนแต่ต่อเนื่องยาวไปจนถึงปลายฤดูฝนด้วย ประกอบกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ/ลานีญา ประจำเดือนเมษายน 2569 มีการคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอนโซที่อยู่ในสภาวะปกติจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนเมษายน - มิถุนายน จากนั้นจะมีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม และจะคงสภาวะนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569 อีกทั้งยังมีอิทธิพลของมรสุมในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าในภาพรวมของประเทศ จากข้อมูลข้างต้นจึงแสดงให้เห็นว่ากรอบมาตรการดังกล่าวยังควรมุ่งเน้นการคุ้มครองสัตว์น้ำจืดในช่วงต้นถึงกลางฤดูฝนเป็นสำคัญ
ดังนั้น กรมประมงจึงยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลา รวมถึงเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้เป็นไปตามมาตรการเดิม ซึ่งแบ่งพื้นที่และระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกเป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของเอกชน ตามห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้
          • ระยะที่ 1 : วันที่ 16 พฤษภาคม - 15 สิงหาคม ของทุกปี ในพื้นที่ 33 จังหวัด และ 1 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามแผนที่ท้ายประกาศ
          • ระยะที่ 2 : วันที่ 1 มิถุนายน - 31 สิงหาคม ของทุกปี ในพื้นที่ 39 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด เว้นแต่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้อยู่ภายใต้บังคับระยะเวลาตาม ระยะที่ 1 
          • ระยะที่ 3 : วันที่ 1 กันยายน - 30 พฤศจิกายน ของทุกปี ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา
          โดยมีเครื่องมือ วิธีการทำการประมงและเงื่อนไขในการทำประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงได้ ดังนี้
          1. เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวงที่ทำการประมงโดยวิธีการกระชาก หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 
          2. ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดา(ไม่เรียงหน้าไล่ต้อนสัตว์น้ำ) ตั้งแต่ 3 เครื่องมือขึ้นไป
          3. สุ่ม ฉมวก และส้อม
          4. ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน 
          5. แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร)
          ในกรณีที่คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดประกาศกำหนดมาตรการอนุรักษ์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยห้ามทำการประมงที่ใช้เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมงอย่างหนึ่งอย่างใด ตามวรรคหนึ่ง 1 – 5 ที่เข้มงวดกว่า ให้ถือปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการประมงจังหวัดนั้น
          ทั้งนี้ การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือในพื้นที่โครงการที่ดำเนินการของทางราชการ ซึ่งต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมาย หรือเพื่อเป็นการช่วยชีวิตของสัตว์น้ำโดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมงหรือภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง
          อนึ่ง คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมงไว้เป็นอย่างอื่นได้ โดยเสนอขอใช้อำนาจจากอธิบดีกรมประมง
          ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 - 50,000 บาท หรือปรับจำนวน 5 เท่า ของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง

          อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า...กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายด้วยดีเสมอมา และตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำช่วงฤดูน้ำแดงด้วยการงดใช้เครื่องมือที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำได้แพร่ขยายพันธุ์และเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนตามธรรมชาติ ทั้งนี้ กรมประมงพร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามแนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability” ในการฟื้นฟูและคืนความอุดมสมบูรณ์สู่ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องชาวประมงไทยต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

รมช.เกษตรฯ “ปิยะรัฐชย์” ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบล้งทุเรียนอ่อน พร้อมนำนวัตกรรมชุดทดสอบแคดเมียมและ BY2 ใช้ตรวจคัดกรองทุเรียนก่อนส่งออก

รมช.เกษตรฯ “ปิยะรัฐชย์” ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบล้งทุเรียนอ่อน
ตาม มกษ.
9070-2566 พร้อมผุดไอเดียนำนวัตกรรมชุดทดสอบแคดเมียมและ BY2 ใช้ตรวจคัดกรองทุเรียนก่อนส่งออก

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออก ตามมาตรฐานบังคับ เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและ
รับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.
9070-2566) และการตรวจคัดกรองสารปนเปื้อนแคดเมียม และ BY2 ที่สืบ

เนื่องจากการประเทศไทยได้รับการแจ้งเตือนการตรวจพบสารดังกล่าวในทุเรียนส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชานจีน ณ ล้งทุเรียน RSK (โกอาร์-เจ๊สาว) อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 

โดยเป็นการบูรณาการภารกิจเชิงพื้นที่การตรวจสอบร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกองควบคุมมาตรฐาน มกอช. สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ ๖ จันทบุรี
กรมวิชาการเกษตร 

สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษาเสถียรภาพด้านราคา รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สุ่มทุเรียนหมอนทอง เพื่อตรวจน้ำเนื้อแห้ง
โดยพบว่ามีค่า
36 % ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐาน (ไม่น้อยกว่า 32%) โดยยังคงเน้นย้ำให้ล้งทุเรียนทุกแห่ง
ปฏิบัติตามมาตรฐาน มกษ.
9070-2566 อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุเรียนของประเทศไทย พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในพื้นที่ดำเนินควบคุมทุเรียนอ่อนไม่ให้
ออกสู่ตลาดหรือส่งออกไปต่างประเทศ และกำชับให้บังคับใช้กฎหมายกับล้งที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน
อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายให้ มกอช. พิจารณากำหนดมาตรฐานน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน
สายพันธุ์ที่มีศักยภาพในการส่งออกเพิ่มเติม เช่น พันธุ์มูซังคิง  รวมถึงการจัดระบบการควบคุมนักคัดนักตัดทุเรียนให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนตั้งแต่ต้นทาง และให้กำลังใจพนักงานเจ้าหน้าที่ของทุกหน่วยงานในการตรวจสอบล้งทุเรียนภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.
2551

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชมการสาธิตการใช้ชุดตรวจคัดกรองแคดเมียม
และ
BY2 ในทุเรียน ซึ่งเป็นนวัตกรรมของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้ชุดทดสอบดังกล่าวเป็นทางทางเลือกในการตรวจ
คัดกรองความปลอดภัยของทุเรียนเบื้องต้นในขั้นตอนการควบคุมการผลิตของล้ง โดยทราบผลภายใน
15-20 นาที
และให้ผลทดสอบที่แม่นยำ ส่วนผลผลิตที่พร้อมจะส่งออกนั้น ต้องตรวจสารดังกล่าวทางห้องปฏิบัติการ
ตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้า โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้แนวคิดในการพัฒนา
ชุดตรวจคัดกรองดังกล่าวให้เป็นแบบ
2 in 1 เพื่อความสะดวกในการใช้งานและลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้ล้งทุเรียนปฏิบัติตามมาตรฐาน
มกษ.
9070-2566
พร้อมทั้งควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและเสถียรภาพ
ด้านราคาของทุเรียนไทยร่วมกันต่อไป

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

AgriSpark 2.0 สปอตไลท์นวัตกรรมเกษตร: GETHAC เตรียมจัดรอบชิงชนะเลิศในงาน Startup Day ณ AGRITECHNICA ASIA 2026

นวัตกรรมเกษตร: GETHAC เตรียมจัดรอบชิงชนะเลิศในงาน Startup Day ณ AGRITECHNICA ASIA 2026
โครงการความร่วมมือเยอรมัน-ไทยด้านการเกษตรจีแทค (GETHAC) เตรียมสร้างหมุดหมายใหม่ให้กับภาคการเกษตรของไทยด้วยการจัดการแข่งขัน AgriSpark 2.0 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะเป็นไฮไลท์สำคัญของกิจกรรม Startup Day ในงาน AGRITECHNICA ASIA 2026 โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา
Startup Day ในปีนี้ เป็นการยกระดับสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีสากล และถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่รวบรวมเหล่าผู้สร้างนวัตกรรม นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคการเกษตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ความยั่งยืนภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ภายในงานจะมีโซน Startup Area โดยเฉพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในภูมิภาคอย่างแท้จริง
 
ต่อยอดจากความสำเร็จของ AgriSpark 2025 – Hack the Hills ที่เฟ้นหานวัตกรรมเกษตรเพื่อลดการเผาวัสดุเหลือใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในที่สูง สู่ AgriSpark 2.0 – AI Edition: Farm Smarter ในปีนี้ที่มีการแข่งขันเข้มข้นขึ้นด้วยการมุ่งเน้นไปที่การประยุกต์ใช้ AI สำหรับเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ซึ่ง GETHAC มีเป้าหมายที่จะบ่มเพาะไอเดียและผลงานที่ใช้งานได้จริง มีความพร้อมทางเทคนิค และสามารถตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรรายย่อยและภาคส่วนงานที่ปรึกษาด้านการเกษตรได้
ในรอบชิงชนะเลิศ ทีมที่ผ่านเข้ารอบมาจนถึงรอบนี้จะได้นำเสนอผลงาน (Live Pitch) ต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยทีมที่ชนะจะถูกคัดเลือกจากศักยภาพในการนำไปใช้งานได้จริงและการขยายผล และจะมีการมอบรางวัลอย่างเป็นทางการบนเวทีในพิธีมอบรางวัล
ไฮไลท์สำคัญของ Startup Day
• AgriSpark 2.0 Finals - ร่วมเป็นสักขีพยานในการแข่งขันรอบตัดสินของทีมผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้น
• NIA Startup Area - พบกับบูธนิทรรศการจากสตาร์ทอัพทั้งไทยและต่างประเทศ ที่พร้อมนำเสนอนวัตกรรมการใช้งานสำหรับเกษตรกรยุคใหม่
• AgriFuture Stage - รับฟังการเสวนาเกี่ยวกับอนาคตของเครื่องจักรกลเกษตรและดิจิทัลแพลตฟอร์มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
คุณซาร่าห์ ทาเลีย เค็ทชแมร์ (Ms. Sarah Talea Kretschmer) ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเครือข่ายของ GETHAC เน้นย้ำถึงความสำคัญของแพลตฟอร์มนี้ว่า "เราเชื่อในพลังของการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรในพื้นที่ การจัดกิจกรรมที่ให้ทุกภาคส่วนได้มาร่วมมือกันอย่างการจัด agricultural hackathons เป็นสิ่งสำคัญในการนำคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพขึ้นสู่เวทีระดับโลกที่งาน AGRITECHNICA ASIA เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ และทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีในการทำเกษตรยุคใหม่"
ขอเชิญชวนสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสเส้นทางแห่งนวัตกรรมนี้ได้ในงาน AGRITECHNICA ASIA 2026

"สยามคูโบต้า" ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน

สยามคูโบต้า คว้า 2 รางวัลใหญ่จาก Stevie Awards 2026 ตอกย้ำศักยภาพการบริการหลังการขายระดับโกลบอล พร้อมมุ่งสู่ KUBOTA Agri Solutions แห่งอาเซียน
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด คว้ารางวัลความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมการบริหาร วางแผน และจัดการการบริการลูกค้า (Award for Innovation in Customer Service Management, Planning & Practice – All Other Industries) ระดับ Gold ประจำปี 2569 จากเวที Asia-Pacific Stevie® Awards 2026 ครั้งที่ 13 ณ มาเก๊า ต่อเนื่องจากรางวัลความเป็นเลิศในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้า (Achievement in Customer Experience) ระดับ Gold จากเวที The Stevie® Awards for Sales & Customer Service 2026 ครั้งที่ 20 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตอกย้ำศักยภาพการบริการหลังการขายอันแข็งแกร่งในระดับสากล พร้อมยกระดับสู่การเป็น KUBOTA Agri Solutions ศูนย์กลางด้านโซลูชันการเกษตรครบวงจรแห่งภูมิภาค
นายไวพจน์ หามาลา  Head of Customer Solutions บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่าสยามคูโบต้ายังคงมุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้จุดยืนที่มุ่งสู่แบรนด์อันดับหนึ่งในใจเกษตรกรชาวไทยมาอย่างยาวนานกว่า 48 ปี ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่การเป็น ‘Global Major Brand’ อย่างเต็มตัว 
ล่าสุด สยามคูโบต้าคว้ารางวัลความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมการบริหาร วางแผน และจัดการการบริการลูกค้า (Award for Innovation in Customer Service Management, Planning & Practice – All Other Industries) ระดับ Gold ประจำปี 2569 จากเวที Asia-Pacific Stevie® Awards 2026 ครั้งที่ 13 ณ มาเก๊า ในฐานะที่เป็นต้นแบบด้านนวัตกรรมการสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้าในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากโครงการ “Zero-Downtime Harvesting: SKC’s Innovation Blueprint for Customer Service Excellence”
 โดยจัดการเพื่อลดเวลาที่เครื่องจักรหยุดทำงานในฤดูเก็บเกี่ยวของคูโบต้า รางวัลดังกล่าวถือเป็นเครื่องหมายการันตีศักยภาพด้านการบริการหลังการขายของสยามคูโบต้า ในฐานะพันธมิตรเคียงข้างเกษตรกรไทย ที่มุ่งมั่นยกระดับการดูแลลูกค้าเสมอมาแม้เผชิญกับสถานการณ์อันท้าทาย 
 
พร้อมกันนี้ สยามคูโบต้ายังได้รับรางวัลต่อเนื่องในสาขาความเป็นเลิศในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้า (Achievement in Customer Experience) ระดับ Gold จากเวที The Stevie® Awards for Sales & Customer Service 2026 ครั้งที่ 20 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากโครงการ “Protecting Farmers’ Golden Time: SIAM KUBOTA Customer-Centric Model for Non-Stop Harvesting” ต้นแบบนวัตกรรมบริการที่ผสานเทคโนโลยีและการบริหารจัดการแบบไร้รอยต่อ เพื่อปกป้องนาทีทองของเกษตรกรไทยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว โดยสยามคูโบต้ายังถือเป็นองค์กรไทยแห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลในระดับ Gold ในสาขาดังกล่าว
“สยามคูโบต้าให้ความสำคัญในการยกระดับศักยภาพหลังการขายอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การให้บริการคุณภาพระดับสากลให้แก่เกษตรกรไทยในทุกระดับ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และสร้างมาตรฐานใหม่ของการบริการในภาคการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาทีมช่างผู้เชี่ยวชาญกว่า 2,000 คน เครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และศูนย์บริการทั่วประเทศให้มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการดูแลรักษาเครื่องจักรอย่างครบวงจร เพื่อก้าวสู่การเป็น KUBOTA Agri Solutions แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มรูปแบบ” นายไวพจน์ กล่าวสรุป
ทั้งนี้ The Stevie® Awards for Sales & Customer Service 2026 ครั้งที่ 20 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวทีระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการลูกค้าและการขาย โดยมีองค์กรจาก 41 ประเทศและดินแดนทั่วโลกส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 2,100 รายการในปีนี้ ขณะที่เวที The Asia-Pacific Stevie® Awards 2026 ครั้งที่ 13 ณ มาเก๊า เป็นเวทีมอบรางวัลด้านนวัตกรรมขององค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งปีนี้มีหน่วยงานทั่วภูมิภาคส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 1,000 แห่ง จากทั้งหมด 29 ประเทศ

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

"กรมประมง ชูต้นแบบสุดยอดเกษตรกรไทย"

📢 กรมประมง..ชูต้นแบบสุดยอดเกษตรกรไทย 
ผู้คว้ารางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ด้านการประมง ประจำปี 2569  
 กรมประมง..เชิดชูสุดยอดเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ด้านการประมง 5 สาขา ครอบคลุมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ต้นแบบความสำเร็จด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นแบบอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรและชาวประมงในระดับประเทศ โดยเตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 นี้
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเกษตรกรและบุคคลทางการเกษตร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ที่มีผลงานโดดเด่นในสาขาต่าง ๆ เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ และเผยแพร่ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน รวมถึงเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการพัฒนาผลงานต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรรายอื่น ๆ ได้ยึดถือเป็นแบบอย่างในการพัฒนาศักยภาพการประกอบอาชีพพร้อมร่วมขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
 กรมประมงได้ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นด้านการประมง ระดับประเทศ เป็นประจำในทุกปี ผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ ด้วยเกณฑ์การตัดสินที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เหมาะสมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง ผลการคัดเลือกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ด้านการประมง 5 สาขา มีดังนี้ 

 ประเภทเกษตรกรและบุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 3 สาขา ประกอบด้วย
          
1) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายอมร  เหลืองนฤมิตชัย จังหวัดเพชรบุรี 
          ผู้มุ่งมั่นต่อยอดกิจการจากฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลของครอบครัวพัฒนาสู่ธุรกิจเพาะเลี้ยงปลานิลแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์จนถึงการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการผลิต ผลผลิต ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ  Good Agricultural Practices (GAP) จากกรมประมง เป็นฟาร์มปลานิลแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Best Aquaculture Practices (BAP) และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมภาพลักษณ์การบริโภคปลานิลของไทยซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสและขยายช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลมากยิ่งขึ้น
         
 2) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายประโยชน์ โสรัจจกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา 
          ผู้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาฟาร์มปลากะพงขาวสู่มาตรฐานสากล จนเป็นฟาร์มปลากะพงขาวแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ทันสมัยตามแนวทาง BCG Model และ Zero Waste ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
         
 3) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นางสาวภัทรนิษฐ์  ศิระวัฒนารุจน์ จังหวัดกาญจนบุรี 
          ผู้พัฒนาสายพันธุ์กุ้งแคระใหม่ภายในฟาร์ม อาทิ Green Emerald และ Green Rili จนประสบความสำเร็จ ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP มาตรฐานสถานประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก (สอ.3) และมาตรฐานสถานประกอบการรวบรวมสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก (สอ.4) จากกรมประมง และก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกกุ้งแคระอันดับ 1 ของประเทศไทย 
          ประเภทสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 2 สาขา ประกอบด้วย
          1) กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม จังหวัดตราด
          ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงหอยนางรมในพื้นที่ ด้วยสมาชิกเพียง 44 ราย ในปี 2563 และสามารถพัฒนาอาชีพจนเกิดความเข้มแข็ง จนสามารถยกระดับสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสมมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 79 ราย มีการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีและแนวคิด Zero Waste และ BCG Model ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จนได้มาตรฐานและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ “หอยนางรมท่าโสม” ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง
          2) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงบ้านสมสะอาด จังหวัดบึงกาฬ 
          เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มเป็นศูนย์เครือข่ายด้านการประมง ในการเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนขาว เมื่อปี 2564 จนสามารถยกระดับสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาส้ม และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านการแปรรูปสัตว์น้ำกับกรมประมงในปี 2565 จนปัจจุบัน กลุ่มมีสมาชิกจำนวน 34 ราย สามารถพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นปลาส้มปลาตะเพียน ได้เดือนละกว่า 400-600 กิโลกรัม สร้างอาชีพและรายได้ให้กับสมาชิกจนมีผลกำไรเติบโตโดดเด่นจากหลักพันสู่หลักแสนบาทต่อปี พร้อมทั้งสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตจนได้รับการรับรองสถานที่แปรรูปอาหารตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) และได้รับเลขสารบบอาหาร (อย.) ถึง 10 รายการ จากกระทรวงสาธารณสุข เป็นศูนย์เรียนรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปสัตว์น้ำให้แก่คนในชุมชนและเยาวชนในพื้นที่และยังมีการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบสัตว์น้ำคุณภาพ ตามมาตรฐาน GAP 
          ทั้งนี้ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมงที่ได้รับการคัดเลือกดังกล่าว ต้องผ่านการพิจารณาจากหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1) ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน 2) ผลงานและความสำเร็จของผลงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ 3) ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ 4) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในส่วนของสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมงที่ได้รับการคัดเลือกนั้น จะพิจารณาจาก 1) ความคิดริเริ่ม 2) ความสามารถในการบริหารและการจัดการสถาบัน 3) บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน 4) ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน และ 5) การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

          อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า เกษตรกรดีเด่น และสถาบันเกษตรกรดีเด่นที่ได้รับรางวัลทุกสาขา ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จที่เกิดจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเทในการพัฒนาศักยภาพการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยกรมประมงพร้อมที่จะสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี รวมถึงโอกาสทางการตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวประมงรายอื่น ๆ ได้พัฒนาตนเองให้เกิดความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับภาคการประมงของไทยให้เติบโตและมั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป ภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability”

          ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้แทนสถาบันเกษตรกร ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมงทั้งหมด จะเข้าเฝ้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 นี้

🌊 กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก เมื่อวันที่ 8 ตุล...