วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2566

3 ปี ของความสำเร็จโครงการ “ประมงร่วมอาสา...พาปลากลับบ้าน”
เพิ่มประชากรปลาไทยกว่า 103 ล้านตัว คืนสู่ หนองหาร / กว๊านพะเยา / บึงบอระเพ็ด สร้างรายได้กว่า 10.31 ล้านบาท พร้อมผุดไอเดียช่วงฤดูน้ำหลาก เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ใช้ 15 พื้นที่รับน้ำ จัดโครงการ“ปล่อยปลาลงทุ่ง” สร้างแหล่งอาหาร สร้างรายได้
จากความสำเร็จของโครงการ “ประมงร่วมอาสา...พาปลากลับบ้าน” ที่กรมประมงดำเนินการมา กว่า 3 ปี ในการที่จะพัฒนาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่หนองหาร จังหวัดสกลนคร กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ 
โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่บริเวณรอบแหล่งน้ำ ด้วยการส่งเสริมให้ชาวบ้านนำเทคนิคการผสมพันธุ์ปลาโดยใช้ชุดอุปกรณ์เพาะพันธุ์ปลาแบบเคลื่อนที่ (Mobile hatchery) และนำผลผลิตลูกปลาที่ได้ไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น ผลปรากฏว่า การดำเนินการกว่า 3 ปี สามารถเพิ่มจำนวนประชากรปลาไทยประจำถิ่นได้ถึง 103,056,000 ตัว 
ประชาชนในชุมชนโดยรอบแหล่งน้ำกว่า 49 ชุมชน ได้ใช้ประโยชน์ในการทำประมง พร้อมต่อยอดขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ภายใต้โครงการ “ปล่อยปลาลงทุ่ง” ในช่วงฤดูน้ำหลาก กว่า 15 พื้นที่ลุ่มต่ำและลุ่มเจ้าพระยาเป็นที่รองรับมวลน้ำป้องการการเกิดอุทกภัย และใช้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง ให้กลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำคัญของประชาชนอีกด้วย
นายบัญชา  สุขแก้ว  รองอธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า หลังกรมประมงดำเนินโครงการ “ประมงร่วมอาสา...พาปลากลับบ้าน” มากว่า 3 ปี  โดยนำร่องโครงการใน 3 แหล่งน้ำสำคัญ ได้แก่ หนองหาร จังหวัดสกลนคร กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา และบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพัฒนาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำให้คงความหลากหลายในพื้นที่
แหล่งน้ำธรรมชาติ และจากการสำรวจ พบว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตปลาไทยที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำในหลายปีที่ผ่านมาทั้งจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ อาทิ ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลากระแห ปลาสร้อยขาว ปลากาดำ ปลาชะโอน และปลากดเหลืองขี้ลิง ฯลฯ ได้จำนวนมากถึง 103,056,000 ตัว สามารถสร้างรายได้กว่าปีละ 10.31 ล้านบาท  อีกทั้งเป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมั่นคง และยังได้มีการขยายการดำเนินโครงการไปยังลำน้ำสำคัญที่เป็นสาขาของแม่น้ำสายใหญ่ในประเทศ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำเจ้าพระยา อีกหลายแห่ง 
การดำเนินโครงการในปี 2566 กรมประมงยังได้เล็งเห็นความสำคัญของการฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำสำคัญอย่างต่อเนื่อง จึงได้ริเริ่มดำเนิน โครงการปล่อยปลาลงทุ่ง เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ ในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งสุโขทัย ทุ่งบางระกำ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง ได้แก่ ทุ่งบางระกำ ทุ่งเชียงราก ทุ่งชัยนาท-ป่าสัก (ฝั่งซ้าย) ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งผักไห่ โครงการชลประทานโพธิ์พระยา ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการชลประทานพระยาบันลือ และโครงการชลประทานรังสิตใต้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวนี้ เป็นพื้นที่ที่กรมชลประทานดำเนินการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้เป็นที่รองรับและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูช่วงแล้งและชะลอมวลน้ำไม่ให้เกิดอุทกภัยช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในช่วงเวลาน้ำหลาก 
          ทั้งนี้ การปล่อยน้ำเข้าพื้นที่นาข้าวหลังฤดูการเก็บเกี่ยว (เดือนกันยายน – ตุลาคม) น้ำจะท่วมเศษซากของต้นข้าวครอบคลุมเป็นบริเวณกว้าง เกิดแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ จึงกล่าวได้ว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนจากการเสียสละให้พื้นที่นาข้าวกลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำ ด้วยการสร้างพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นแหล่งจับปลาสร้างอาชีพและรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้
          รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การดำเนินการ 2 โครงการดังกล่าว จะสามารถฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำสำคัญ อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความมั่นคงของแหล่งอาหารชุมชน สร้างอาชีพสร้างรายได้จากการทำประมงของประชาชนในพื้นที่ ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืนอีกด้วย 
กรมการข้าว นำสื่อมวลชน บุกพิสูจน์กระบวนการผลิตข้าวคุณภาพ ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด การันตี           ข้าวคุณภาพทุกเมล็ดต้องได้มาตรฐานของกรมการข้าว ก่อนจำหน่ายสู่ตลาดข้าวคุณภาพ
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว มอบหมายให้ 
นายชิษณุชา  บุดดาบุญ       รองอธิบดีกรมการข้าว นำสื่อมวลชน เยี่ยมชม “การผลิตข้าวคุณภาพ ตามมาตรฐานสินค้าข้าว Q ครบวงจร (GAP Seed – GAP ข้าวหอมมะลิไทย – GMP โรงสีข้าว -สินค้าข้าว Q) และการใช้เครื่องหมายรับรองพันธุ์ข้าวแท้” ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อให้เห็นขั้นตอนการขอรับรองสินค้าข้าว Q จนเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการขออนุญาตใช้เครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้ 
นายชิษณุชา  บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและรายได้ของชาวนา นับว่าเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นการแก้ปัญหาด้านการผลิตและการตลาดข้าว โดยจะต้องจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร 
เพื่อบริหารจัดการข้าวตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว การยกระดับคุณภาพข้าวและการบริหารจัดการระบบการผลิตถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในระบบการผลิตข้าวครบวงจร 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าข้าว พัฒนาการผลิตด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต 
พัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตข้าวครบวงจร และสร้างทางเลือกในการเพิ่มรายได้โดยมีตลาดเป็นตัวนำการผลิต ซึ่งแนวทางการยกระดับคุณภาพข้าว จะมุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่มีการนำเมล็ดข้าวพันธุ์ดีที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP Seed มาใช้ เพื่อผลิตข้าวเปลือกคุณภาพดีที่ผ่านมาตรฐาน GAP สำหรับการแปรสภาพเป็นข้าวสารคุณภาพผ่านโรงสีหรือโณงปรับปรุงสภาพข้าวที่ได้รับมาตรฐาน GMP หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า เพื่อให้ได้สินค้าข้าวคุณภาพที่เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าข้าว Q 
กรมการข้าว เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการโครงการเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพข้าว และการเชื่อมโยงตลาดข้าวครบวงจร ได้แก่ โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า 
โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และโครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายใน สำหรับสินค้าข้าว โครงการสำคัญเหล่านี้ ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน 
โดยมีการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ ซี่งกรมการข้าว โดยกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ มีภารกิจในการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว ตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Certification Authorize : CA) และกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ในฐานะหน่วยรับรอง (Certification Body : CB) ที่ได้รับการรับรอง จากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ตามระบบ ISO/IEC 17065 ได้ขับเคลื่อนงานด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวคุณภาพครบวงจร 
ตั้งแต่การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว (GAP Seed) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวและข้าวหอมมะลิไทย หรือข้าว GAP ระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าวและโรงปรับปรุงสภาพข้าว (GMP) และการผลิตข้าวสาร Q (Q Product) ทำให้เกิดระบบตามสอบ (Traceability) ของข้าวคุณภาพตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการขับเคลื่อนงานดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร เพื่อให้โครงการสำคัญต่าง ๆ ของรัฐบาลบรรลุผลสัมฤทธิ์
“การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อต้องการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ “การผลิตข้าวคุณภาพ ตามมาตรฐานสินค้าข้าว Q ครบวงจร (GAP Seed – GAP ข้าวหอมมะลิไทย – GMP โรงสีข้าว – สินค้าข้าว Q) และการใช้เครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้”
 โดยนำเสนอกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวตามมาตรฐานสินค้าเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่กระบวนการการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีมพันธุ์ข้าว (GAP Seed) การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับข้าวและข้าวหอมมะลิไทย หรือข้าว GAP กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ กระบวนการการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าวและโรงปรับปรุงสภาพข้าว (GMP) และกระบวนการผลิตข้าวสาร Q (Q Product) ผ่านการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ตามนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการใช้เครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้บนบรรจุภัณฑ์ข้าวสาร Q เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงสีข้าว เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ส่วนราชการ และประชาชนทั่วไป ได้รับรู้และสร้างความเข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ ของการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าวทุกมาตรฐาน จนเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวสาร Q เพื่อบริโภค และส่งเสริมการนำเครื่องหมาย Q และเครื่องหมายรับรองข้าวพันธุ์แท้ไปใช้บนบรรจุภัณฑ์ข้าวสาร Q ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของภาคการผลิตข้าวคุณภาพทั้งระบบของประเทศ เป็นผลให้เกิดการพัฒนา และยกระดับข้าวคุณภาพดีของประเทศไทยต่อไป”นายชิษณุชา กล่าวทิ้งท้าย
                      //////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เอลนีโญลากยาว วอนทุกฝ่ายประหยัดน้ำ ทางรอดฝ่าวิกฤตภัยแล้ง
วันนี้ (28 ส.ค. 66) ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ 
ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ(กรุงเทพมหานคร) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นต้น เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ
ในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสม
ในแต่ละพื้นที่ต่อไป 
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (28 ส.ค. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 41,949 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 34,388 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,172 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 
ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 14,699 ล้าน ลบ.ม. 
สำหรับการทำนาปี จนถึงขณะนี้มีการทำนาปีทั่วประเทศไปแล้วประมาณ 14.76 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 87 
ของแผนฯ เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 2 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาปีไปแล้ว 7.43 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 92 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวไปแล้ว 1.77 ล้านไร่ ในส่วนของสถานการณ์ค่าความเค็มใน 4 ลำน้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า สถานการณ์เอลนีโญ ยังคงมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี 2566 และอาจลากยาวไปจนถึงปีหน้า จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่ง เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี ควบคู่ไปกับการดำเนินการตาม 5 มาตการในการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนของกรมชลประทาน ได้แก่ 1. น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคต้องเพียงพอตลอดทั้งปี 2.บริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก 4.กักเก็บน้ำในเขื่อนไว้ให้ได้มากที่สุด 5.บริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เพื่อบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรกและเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ให้งดเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด การจัดหาแหล่งเก็บกักน้ำหรือภาชนะสำรองน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคในครัวเรือนให้ได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
28 สิงหาคม 2566 
กรมชลประทาน 
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2566



“ซินเจนทา ประเทศไทย” ผู้นำด้านการเกษตร
รับรางวัล องค์กรดีเด่น ด้าน “ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรม” ประจำปี 2566
ซินเจนทา ประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้เข้ารับรางวัล “บริษัท/องค์กรดีเด่น” ด้าน “ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรม” ประจำปี 2566 จากสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย 
โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรและอดีตนายกรัฐมนตรีให้เกียรติในการมอบรางวัล และนายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมคิงปาร์ค อเวนิว 
โดยรางวัลนี้พิจารณาจากการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน การเพิ่มความรู้และทักษะของเกษตรกรหลากหลายด้าน พร้อมส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร อีกทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างการควบคุมอาหารที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
นางสาวกล้วยไม้ นุชนิยม กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย  บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด กล่าวว่า "เรามีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความพยายาม ความทุ่มเทในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาการเกษตร ให้กับภาคเกษตร ให้พี่น้องชาวเกษตรกรได้มีความรู้ ความเข้าใจในการทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีคุณภาพบนความปลอดภัย สร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพอย่างยั่งยืน”
“ซินเจนทามุ่งส่งเสริมทักษะแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด และเรามุ่งมั่นที่จะ พัฒนาความยั่งยืนและความปลอดภัยทางการเกษตรในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจของเราในการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรของไทยให้ก้าวหน้าเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยอย่างยั่งยืน และรางวัลนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างประโยชน์ให้กับภาคเกษตรกรรม พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ความรู้และช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” นางสาวกล้วยไม้ กล่าวเสริม
# # #


สำหรับสื่อมวลชน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริษัท 124 คอมมิวนิเคชั่นส คอนซัลติ้ง จำกัด 
นิรชา รื่นเริง (นุช)                                   โทร. 095-494-9878              nirachcha@124comm.com
หฤชา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา (เดช)           โทร. 091-565-4556              harucha@124comm.com 


วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566

กรมประมง...เปิดตลาด ซื้อ-ขาย สินค้าประมงคุณภาพ 
ตอบโจทย์วิถีสมัยใหม่ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ 
“Fisheries shop by Fisherman” 
กรมประมง...เปิดตัวแพลตฟอร์ม “Fisheries shop by Fisherman” สำหรับซื้อ-ขายสินค้าประมงคุณภาพเต็มรูปแบบ หนุนเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าให้เกษตรกรชาวประมงได้จำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคได้โดยตรง ตอบโจทย์วิถีสมัยใหม่ (New Normal) รับส่งสินค้าสะดวก ง่ายดาย ด้วยการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปแบบ e – Commerce 
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเป็นแบบวิถีสมัยใหม่ (New Normal) โดยมีการใช้ระบบออนไลน์ต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเงิน รวมถึงการค้าขาย  ซึ่งกรมประมงได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการนำระบบออนไลน์มาใช้เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าให้เกษตรกรชาวประมงได้จำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Fisheries Shop by fisherman” เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าว สามารถกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคผ่านระบบออนไลน์ได้โดยตรงอย่างเต็มรูปแบบ โดยจะมีการซื้อขายสินค้าประมงในระบบได้อย่างครบวงจร และเป็นสินค้าที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่กรมประมงกำหนด 
สำหรับรูปแบบของแพลตฟอร์ม “Fisheries shop by Fisherman” นั้น เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถซื้อ – ขายสินค้าประมงในรูปแบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมในประเทศ ซึ่งออกแบบให้อำนวยความสะดวกกับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยการให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน และเข้าสู่ระบบได้อย่างปลอดภัย ซึ่งในส่วนของผู้ซื้อจะสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการและเพิ่มสินค้าลงในตะกร้าได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการติดตามสถานะเมื่อสั่งซื้อสินค้า และการเขียนรีวิวสินค้าได้ ส่วนในด้านของผู้ขายนั้น จะสามารถใส่ข้อมูลของร้านค้าตนเองเพื่อเป็นการแนะนำร้าน และสามารถจัดการคำสั่งซื้อสินค้าและคลังสินค้าของตนเองได้ อีกทั้งยังสามารถติดตามการขนส่งสินค้าเมื่อมีผู้สั่งซื้อ นอกจากนี้ ร้านค้ายังสามารถจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายให้กับตนเองได้อีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้หากมีข้อสงสัยจะมีคู่มือสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายให้ดาวน์โหลดเพื่อทำความเข้าใจในทุกขั้นตอน
ส่วนด้านของผลิตภัณฑ์ประมงที่จำหน่ายในแพลตฟอร์ม 
“Fisheries shop by Fisherman” มีให้เลือกอย่างครบครัน ทั้งผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค ผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง ผลิตภัณฑ์แช่เย็น และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ เช่น ปลากุเลาเค็มโอรังปันตัย จังหวัดปัตตานี นวลจันทร์ต้มเค็มหวาน จ๊อปลานิล ปลาสลิดแดดเดียว แมงกะพรุนฟรีซดราย จ๊อกรรเชียงปู น้ำพริกมันปูนา น้ำพริกเผามันกุ้ง กะปิเคยแท้ หมึกอบกรอบ หมึกย่างอบเนย บะหมี่ผักกาดทะเล
เนื้อจระเข้ฝอย ยาหม่องจระเข้ ฯลฯ โดยสามารถเข้าชมหรือเลือกซื้อสินค้าเพิ่มเติม ได้ที่ https://fishshop.fisheries.go.th 
สำหรับเกษตรกร ชาวประมงที่ประสงค์จะจำหน่ายสินค้าต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้  
 (1) เป็นผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ทบ.1) หรือ
 (2) เป็นผู้ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) หรือ
 (3) เป็นผู้ขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมง (ทบ.3) หรือ
 (4) เป็นผู้ขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น และ 
 (5) เป็นเจ้าของสถานแปรรูปสินค้าประมง หรือ
 (6) เป็นเจ้าของสัตว์น้ำ ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงหรือการประมงของตนเอง แล้วนำไปแปรรูปในสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย  
(7) เป็นเจ้าของสินค้าประมงที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐหรือสถาบันการศึกษา 
ซึ่งจากการคัดเลือกและคัดสรรร้านค้าด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในสินค้าประมงของร้านได้ และกรมประมงยังการันตีในด้านความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า  กรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าช่องทางการค้าขายแบบออนไลน์ “Fisheries shop by Fisherman”  จะอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องเกษตรกร ชาวประมง และผู้บริโภคทุกคน ให้มีช่องทางการซื้อขายสินค้าประมงที่เพิ่มขึ้นและหลากหลาย 
          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยเเละพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ อาคารปลอดประสพ กรมประมง โทร 0 2940 6130 - 45 ต่อ 4213

วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ชป. พร้อมรับมือฝนตกหนักต่อเนื่อง ช่วง 20-25 ส.ค.66
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ยังคงเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลาก ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ประกาศแจ้งเตือนเรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 20 - 25 สิงหาคม 2566 
สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และพื้นที่ชุมชนที่เคยเกิดน้ำท่วมขัง ได้แก่ 
🚨ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน และเพชรบูรณ์

🚨 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร อุดรธานี อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
🚨 ภาคตะวันออก : จังหวัดจันทบุรี และตราด

🚨 ภาคใต้ : จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต สตูล ตรัง และสุราษฎร์ธานี
ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พิจารณาปรับการระบายให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือให้เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 66 ตามที่ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566

โครงการอบรมอาชีพ-เกษตร เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรและอาชีพ
จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน  ส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโควิดที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง  จึงทำให้ประชาชนต้องปรับตัวทั้งการปรับเปลี่ยนอาชีพ การสร้างรายได้จากอาชีพใหม่ๆ ที่ต่างออกไปจากอาชีพเดิม   ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพดังกล่าวต้องได้รับความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องจากหน่วยงาน องค์กรตลอดจนผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง  สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยจึงได้จัดโครงการอบรมอาชีพ-เกษตร ขึ้น เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรและอาหาร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ต่อไป 
เราได้คัดเลือกหลักสูตรที่ได้รับความสนใจและคัดเลือกวิทยากรที่ที่มีความรู้  ความสามารถ ในวิชานั้นๆ รวมถึงคัดเลือกอาหารจากร้านอร่อยที่มีชื่อเสียงมาเปิดเผยสูตรลับความอร่อยที่ไม่สามารถหาเรียนได้จากที่อื่นได้  ทุกวิชาสามารถนำไปสร้างอาชีพได้จริง
หลักสูตรที่เปิดอบรมหลักสูตรที่เปิดอบรม
1.ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาสูตรโบราณ - โดย โอฬารก๋วยเตี๋ยวเรือ ค่าอบรม 1,500 บาท
2.สเต๊ก/สปาเก็ตตี้...โดย THE ONE STEAK  ค่าอบรม 1,500 บาท
3.ชา กาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ  ค่าอบรม 1,500 บาท 
4.ซีฟู้ด(กุ้ง ปลาแซลมอน ปู)ดองซีอิ้ว ค่าอบรม 1,000 บาท
5.ข้าวขาหมู ค่าอบรม 1,000 บาท
6.บ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน/วอฟเฟิล ค่าอบรม 700 บาท
7.กระหรี่ปั๊บ ค่าอบรม 700 บาท
8.ซาลาเปา ค่าอบรม 700 บาท
9.การปลูกผักไฮโดรโปรนิคส์ โดย เฟรชวิลล์ ฟาร์ม ค่าอบรม 1000 บาท
10.สวนผักคนเมือง/ผักในกระถาง  ค่าอบรม 700 บาท
11.การปลูกและขยายพันธุ์อะโวกาโด ค่าอบรม 700 บาท
การอบรมจะมีการจัดห้องย่อยเพื่ออบรมในหลักสูตรต่างๆ  จำนวน  12  ห้องย่อย ตามหลักสูตรที่เปิดอบรมข้างต้น แต่ละวิชารับจำนวนไม่เกิน 30 คน วิชาที่มีคนลงทะเบียนน้อยกว่า 10 คน ขอปิดหลักสูตรนั้น
เปิดอบรมวันพฤหัส ที่ 7 กันยายน 2566 เวลา 9.00-14.00 น. ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
สอบถามรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ คุณเยือน งามเลิศ  โทร.08-6340-1713 คุณหนึ่งฤทัย แพรสีทอง  โทร.08-9783-5887

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2566

วช. น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมาเป็นหลักในการวิจัย 
โดย เชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา มากล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แก่นการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2566 
        
ที่ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) ได้ให้การต้อนรับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในโอกาสเดินทางมาร่วมปาฐกถาพิเศษ เนื่องในงาน “มหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2566” ในหัวข้อ “แก่นการพัฒนาประเทศบนพื้นฐาน SEP for SDGs” 
       
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ขอขอบคุณ (วช.) ที่ได้เชิญมาให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่อง การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่ได้มีโอกาสเรียนจากปราชญ์ของโลก คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยไม่ได้นึกฝัน เป็นเวลา 35 ปี วันนี้จึงขอน้อมนำเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงกับความยั่งยืน” มาให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพราะนับตั้งแต่ปี 2542 เราได้พบคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” แล้วใช้กันเรื่อยมา เราพูดเรื่องนี้กันมาตลอดตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงชาวไร่ชาวนา เราพูดกันแต่จะมีใครรู้บ้างว่า เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร 
    
"พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบิตร ทรงรับสั่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปี 2542 จนถึงบัดนี้ 20 ปีแล้ว วันนี้ตนก็ยังได้รับเชิญมาพูดเรื่องนี้อีก ประเทศไทยแปลกตรงที่เรามีแผน แต่แผนก็คือแผน คนทำแผนก็ทำไป ประกาศใช้ก็ประกาศไป แต่ไม่มีคนนำไปใช้จริง"
    
วันนี้จึงขออัญเชิญมาอย่างเป็นทางการถึงคำจำกัดความคำว่า “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือ Sufficiency Economy Phylosophy ซึ่งคนทั่วไปยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นข้อความ 3 ประโยค ที่ทรงเตือนถึง 3 ครั้ง ยิ่งอ่านยิ่งทำให้เข้าใจ ทรงเตือนไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว ทั้งสถานการณ์ โควิด-19 การบ้านการเมือง แต่เราไม่สนใจ ได้แต่พูดเท่านั้น และเราทำอย่างผิวเผิน ทรงรับสั่งว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดำรงอยู่ของประชาชนทุกระดับ ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับรัฐ การพัฒนาโดยเดินบนทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นการเตือนครั้งที่หนึ่ง เพื่อให้ก้าวทันโลกยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่ให้ก้าวตามแต่ให้รู้ทันโลกาภิวัตน์ เพราะโลกาภิวัตน์เป็นเหรียญสองด้านที่มีทั้งดีและร้าย ถ้าเป็นด้านร้ายเราก็ไม่ควรรับไว้ 
   
“พอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผลมีภูมิคุ้มกัน เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน จึงทรงสอนต่อไปอีกว่า เราจะต้องมีความรอบคอบระมัดระวังอย่างยิ่งในด้านการนำวิชาการมาวางแผน ขณะเดียวกันจะต้องเสริมด้วยจิตใจของคนในชาติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี นักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีความสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และใช้ชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ มีปัญญา และความรอบคอบ เป็นการเตือนอีกครั้งส่งท้าย แสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้เรื่องเดียวทรงเตือนถึง 3 ครั้ง จึงเห็นว่า ทั้งเรื่องโควิด-19 สถานการณ์การเมืองไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงขั้นคน 2 เจเนอเรชั่นพูดกันไม่รู้เรื่อง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ทรงเตือนพวกเราแล้วทั้งสิ้น”
    
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวต่อไปว่า อยากให้ทุกคนกลับมาพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาจะพบว่า ปัจจุบันมนุษย์ไม่ว่าอยู่ที่ไหน กำลังใช้ชีวิตด้วยการบริโภคเกินเหตุ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ตะกละที่สุดบริโภคอย่างไม่มีข้อจำกัด ทะเยอทะยานกระหายตลอดเวลา ทำให้เกิดโรคต่างๆ ที่เกิดจากการบริโภคเกินทั้งสิ้น ยาที่เรากินเข้าไปหมอไม่ได้รักษา เป็นยาลดไขมัน ยาลดน้ำตาลเท่านั้น เพียงแค่ลดการนำอาหารใส่ปากอาการป่วยก็จะหายไป ลองเหลียวดูสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน มีสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อยู่ถึงร้อยละ 70 เราไม่สามารถเอาชนะกิเลสได้ สิ่งสำคัญ คือ จำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบ 60 ปี จากจำนวน 2,500 ล้านคน เป็น 8,000 ล้านคน เมื่อไม่กี่วันมานี้ ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ จนป่าไม้และป่าชายเลนหมดไป แม่น้ำเน่าเสีย สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม แม้แต่ PM 2.5 ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมีก็กลายเป็นปัญหา
     
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า ระบบทุนนิยมและการคิดถึงแต่เรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการวัดจาก GDP ทำให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดการแย่งชิงและตามมาด้วยสงคราม โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าอาจจะเจอกับสงครามแย่งน้ำได้ และถ้าจะกล่าวถึงการเดินทางที่ผิดพลาดของไทย บางทีอาจจะเริ่มตั้งแต่เมื่อตั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ใช้ชื่อว่า สภาการเศรษฐกิจ ยังไม่มีสังคม พึ่งจะมาเติมคำว่าสังคมเมื่อเข้าสู่แผนพัฒนาฉบับที่ 3 โดยตนได้เข้ามาทำงานที่สภาพัฒน์ฯ ในปี 2512 และเห็นว่า เราจะคิดถึงเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่พอ ต่อมาในปี 2538 เมื่อมีการจัดทำแผนพัฒนาฉบับที่ 8 ในฐานะเป็นนักรัฐศาสตร์คนแรกที่มาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ จึงเกิดแนวคิดที่จะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางและมองปัญหาสังคมให้มากขึ้น และต่อไปอาจจะต้องต่อท้ายสภาพัฒน์ฯ เป็นสิ่งแวดล้อมและการเมืองด้วย
      
ในตอนท้าย เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล ทรงรับสั่งถึงความสุขมวลรวมของพลเมืองมาตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งเป็นทั้ง good governance และ SDGs แต่ทรงคิดเรื่องเหล่านี้ก่อนที่สหประชาชาติจะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ในระดับโลก รวมถึง ทศพิธราชธรรมที่ทรงใช้เป็นหลักปฏิบัติตลอดพระชนม์ชีพ

นอกจากนี้ ยังทรงรับสั่งถึงงานด้านวิจัยและนวัตกรรมซึ่งน่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่ฝากไว้ให้ (วช.) ว่างานวิจัยและนวัตกรรมควรคิดไปถึงการทำเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ และอย่าคิดถึงแค่นวัตกรรมจะให้เป็นตัวเงินหรือเศรษฐกิจ แต่ต้องถามด้วยว่า สังคมจะได้อะไรจากนวัตกรรม


วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566

วช. ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย MOU ขับเคลื่อนและสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนด้านเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การขับเคลื่อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน ด้านเกษตรอินทรีย์เชิงธุรกิจในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเชิงบูรณาการ”
 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) 
พร้อมด้วย นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ,
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,นายเตชพล ฐิตยารักษ์ รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา,นางสาววัชรี ชูรักษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน,นายปรัชญ์ลือ พิณกาญจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และ นายอรุษ นวราช นายกสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย ณ เวที Highlight Stage มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ได้สนับสนุนงบประมาณให้กับ ผศ.ดร.สุพจน์ กาเซ็ม แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการดำเนินโครงการ “การเพิ่มศักยภาพการผลิตและห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน” มาตั้งแต่ปี 2564 และในปี 2565 (วช.) ได้สนับสนุนงบประมาณต่อเนื่องเพื่อดำเนินโครงการ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนแก่กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี เชิงบูรณาการ” โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ (วช.) จึงเห็นควรให้มีการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมโดยเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่หน่วยงานบริหาร และจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานผู้ดำเนินงานวิจัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษา และหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ/ภาคเอกขน รวมถึงภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนดังกล่าวเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ (วช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิชัยพัฒนา องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย จัดขึ้นเพื่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปยกระดับโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าให้เป็นโช่คุณค่าด้วยนวัตกรรมการเกษตรในมิติความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการกระบวนการผลิต การควบคุมชนิดและปริมาณผลผลิตที่สมดุลกับการตลาดรับซื้อ พัฒนารูปแบบนำร่องในการขยายผลระบบการจัดการองค์กรหรือวิสาหกิจชุมชนเชิงธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการรวมตัวกันขึ้นเป็นเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง เพิ่มศักยภาพและขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ การเชื่อมโยงตลาดรับซื้อรูปแบบต่างๆ ที่สมดุลกับการผลิต การสร้างแบรนด์และราคาที่เป็นธรรม เพื่อยกระดับให้ชุมชนมีระดับรายได้ที่สูงขึ้น รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ และสุขภาพ พร้อมผลักดันให้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่พื้นที่อื่นภายในจังหวัดสมุทรปราการต่อไป


 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...