วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2567

"โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง"

กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเดินหน้า “โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง” มุ่งลดรายจ่าย
การปลูกข้าว เพิ่มรายได้ให้พี่น้องชาวนา

​ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 
25 มิถุนายน 2567 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภายใต้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 ตามที่คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต 
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 และคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 เห็นชอบในหลักการโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 
ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ภายใต้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ตามความต้องการของเกษตรกรแบบมีส่วนร่วม โดยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสมทบค่าปุ๋ยและชีวภัณฑ์ในลักษณะ “ปุ๋ยและชีวภัณฑ์คนละครึ่ง” 
เพื่อพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวให้เข้มแข็งและเกิดความยั่งยืน และลดภาระการเงินการคลังของประเทศ โดยการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ในราคาครึ่งหนึ่งไม่เกินครัวเรือนละ 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาท ตามราคาปุ๋ยที่จ่ายจริง รวมมูลค่าปุ๋ยไม่เกิน 20,000 บาท
​​​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ การสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ รวมไปถึงการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการถึงเงื่อนไขและคุณสมบัติการเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลในการลดค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อปัจจัยการผลิต และนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของเกษตรกรเป็น 3 เท่าในระยะเวลา 4 ปี 
ทำให้รายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพิ่มขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้
​นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับคุณสมบัติเกษตรผู้ปลูกข้าวที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2567/68  กับกรมส่งเสริมการเกษตร นอกจากนี้ ลูกค้า ธกส. ที่เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ด้วยเช่นกัน โดยวิธีเข้าร่วมโครงการนั้นเกษตรกรต้องใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. เข้าร่วมโครงการฯ จากนั้นระบุปุ๋ยสูตรที่เข้าร่วมโครงการฯ และชำระเงินค่าปุ๋ยและชีวภัณฑ์ครึ่งหนึ่งผ่านแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. (รัฐช่วยจ่ายค่าปุ๋ยและชีวภัณฑ์ครึ่งหนึ่งและเกษตรกรจ่ายครึ่งหนึ่ง) เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มโอกาสและบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ส่งผลให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ ขนทัพอาหารทะเลแช่แข็งลดฉ่ำ 50%   27-30 มิ.ย.นี้ ! 
ขานรับเทรนด์วัตถุดิบอาหารแช่แข็งเติบโตแรง
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขนทัพอาหารทะเลแช่แข็งลดราคา 50% ตั้งแต่วันที่ 27 - 30 มิถุนายนนี้ ที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา และแอปพลิเคชั่น โก โฮลเซลล์  ขานรับกระแสการใช้วัตถุดิบอาหารแช่แข็งมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟ หรือครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพดีที่สามารถหยิบมาสร้างสรรค์เมนูได้ในทุกสถานการณ์

โดยความนิยมอาหารแช่แข็งในเมืองไทย เริ่มได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหารในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะมองเห็นคุณค่าและการต่อยอดของอาหารประเภทนี้ ที่นอกจากจะมีคุณสมบัติในการเก็บรักษาได้นาน สะดวกต่อการใช้งานแล้ว ยังมีความได้เปรียบในการรักษาความสด ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ใช้ในกระบวนการแช่แข็งทันสมัยทำให้วัตถุดิบคงความสดไว้ได้ เวลานำมาใช้ปรุงอาหาร แค่นำไปลดอุณหภูมิก็ปรุงสดได้ทันที ทำให้ได้รสชาติที่ไม่แตกต่าง นับเป็นทางเลือกในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร

สำหรับโปรโมชั่นครั้งนี้ โก โฮลเซลล์ นำสินค้ากลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งที่ได้รับความนิยมมาลดราคามากมาย อาทิ ปลาแพนกาเซียส ปลาซาบะจากนอร์เวย์และญี่ปุ่น ปลาเทราต์จากชิลีและญี่ปุ่น หอยนางรมเกาหลี หอยแมลงภู่จีน หอยแมลงภู่ชิลี กุ้ง หมึกสาย หนวดหมึกยักษ์ รวมถึง ปลาแอตแลนติกแซลมอน โคโฮแซลมอนจากชิลี  หรือปลา(สี)ส้ม แซลมอน ที่ยังครองความนิยมตลอดกาล  ฯลฯ

ทั้งนี้ โก โฮลเซลล์ มีพื้นที่จำหน่ายวัตถุดิบอาหารแช่แข็งขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยสินค้าแช่แข็งที่หลากหลายครบครัน ทั้งอาหารทะเล เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ อาหารพร้อมปรุงพร้อมทาน ฯ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสวรรค์ของนักปรุงอีกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว  

ปัจจุบัน โก โฮลเซลล์ มี 7 สาขาประกอบด้วย  ศรีนครินทร์, เชียงใหม่, อมตะ ชลบุรี, พัทยาใต้, พระราม 2, รังสิต, รามคำแหง  
###

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมและโปรโมชั่น เพื่อรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ก่อนใครได้ที่ 
เว็บไซต์ :  www.centralfoodwholesale.co.th  
เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/gowholesaleth/
Line : @gowholesale 
LinkedIn : https://www.linkedin.com/company/gowholesaleth 
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น GO Wholesale และสมัครสมาชิกฟรี ที่   https://gowholesale.co/3QrFOHI                                                  

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่าย Corporate Affairs & Government Relation “GO Wholesale” 
ณฐกร ขุนทอง (ตู่) โทร.091-4546924


วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567

"สยามคูโบต้า"

สยามคูโบต้า จับมือ เกรฮาวด์ ออริจินัล 
เปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้ารักษ์โลกจากเส้นใย “ฟางข้าว”
KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL PRESENT “Turn waste to Agri-Wear”
 
สยามคูโบต้า จับมือ เกรฮาวด์ ออริจินัล เปิดตัวแคมเปญ KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL PRESENT “Turn waste to Agri-Wear” ต่อยอด “ฟางข้าว” เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มุ่งสนับสนุนงานวิจัยและงานฝีมือช่างทอผ้าไทย สู่การเป็นเสื้อผ้าสุดเท่สไตล์สตรีทแฟชั่น หวังจุดประกายการ Upcycling เศษวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ตั้งเป้าปลุกกระแส Sustainable Fashion ให้ทุกคนเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงโลกที่ดีกว่าเดิม เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมวงการแฟชั่นไทย พร้อมชวนชาวกรีน เลิฟเวอร์ อัปเดตคอลเลกชันสุดพิเศษแล้ววันนี้ ที่ เกรฮาวด์ ออริจินัล
นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญวิกฤตทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศ หรือแม้แต่ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี รวมถึงผลกระทบจากการเผาในภาคการเกษตร ดังนั้นปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญของคนทั่วโลกที่ต้องหันกลับมาตระหนักถึงแนวทางในการแก้ไข เราเชื่อว่า ทุกคนบนโลกล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง ตลอดระยะเวลา 46 ปี ที่สยามคูโบต้าอยู่เคียงข้างคนไทย เราได้ส่งมอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัยตลอดจนองค์ความรู้ ไปพร้อมๆ กับการสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนบนพื้นฐานของความยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนหรือ ESG โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งไซเคิลของธุรกิจ พร้อมเป็น Essential Innovator For Supporting Life สนับสนุนภาคเกษตรไทยให้เป็น Net Zero และ Carbon neutrality ในทุกมิติ 
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด จึงทำให้มี “ฟางข้าว” ซึ่งเป็นเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดผลกระทบจากการจัดการด้วยวิธีการเผา จากแนวคิดนี้สยามคูโบต้าจึงได้หาแนวทางบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากการนำไปใช้ในงานปศุสัตว์ ทำปุ๋ยหมัก รวมถึงทำเชื้อเพลิงชีวมวล โดยเราได้พบงานวิจัย ‘นวัตกรรมเส้นใยฟางข้าวผสมเส้นใยจากรังไหม สู่การพัฒนาสิ่งทอเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ กรณีศึกษาตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์’                     
ซึ่งมาจากการบูรณาการของทีมคณาจารย์ คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและเลี้ยงไหม ตำบลเขวาสินรินทร์ อำเภอเขวาสินรินทร์ และกลุ่มสตรีทอผ้าฝ้าย ตำบลทับน้อย อำเภอรัตนบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรทอผ้า จังหวัดสุรินทร์
สยามคูโบต้าเกิดแรงบันดาลใจที่ต้องการให้แนวคิดนี้เกิดเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน จึงได้มองหาพันธมิตรที่มีมุมมองเดียวกัน โดยมีการแชร์ไอเดียกับ เกรฮาวด์ ออริจินัล แบรนด์คนไทยที่ออกแบบเสื้อผ้าสไตล์สตรีทแวร์ ได้อย่างโดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นแคมเปญ KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL PRESENT “Turn waste to Agri-Wear” ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ผนึกเอาภาคการเกษตรผนวกเข้ากับวงการแฟชั่น” นายพิษณุ กล่าว
นายภาคิน เพ็ญภาคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มัด แอนด์ ฮาวด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างขยะและมลภาวะเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากการผลิตเสื้อผ้านั้น ใช้ทรัพยากรอย่างมาก มีการใช้สารเคมีทั้งกระบวนการฟอกและการย้อม รวมถึงมีเศษผ้าเหลือทิ้งจากการตัดเย็บ                เป็นจำนวนมาก เกรฮาวด์ ออริจินัล จึงมุ่งส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินค้าแฟชั่นเพื่อเป็น Eco Fashion หรือแฟชั่นที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญตลอดช่วงวงจรชีวิตของสินค้าตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ ผลิต จำหน่าย สวมใส่ ไปจนถึงการทิ้งทำลาย ดังนั้นเพื่อมุ่งสร้าง Sustainable Fashion หรือความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่น เราจึงเพิ่มกลุ่มไลน์สินค้า Green Label โดยสังเกตได้จากป้ายแท็กเสื้อสีเขียวซึ่งจะติดบนเสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้ารีไซเคิล อาทิ ผ้ารีไซเคิลที่ผลิตจากขวดน้ำพลาสติก ผ้าคอตตอนออแกนิก หรือการใช้ผ้าในสต็อกเพื่อลดการผลิตผ้าใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปริมาณขยะ และลดการใช้สารเคมีเท่านั้น แต่ยังเกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด 
สำหรับความร่วมมือกับสยามคูโบต้าในการทำคอลเลกชัน KUBOTA x GREYHOUND ORIGINAL PRESENT “Turn waste to Agri-Wear นั้น เป็นการจับมือของสองบริษัทที่ทำธุรกิจอุตสาหกรรมแตกต่างกัน แต่เรามองเห็นเป้าหมาย                ที่ทำเพื่อสังคมเช่นเดียวกัน ซึ่งความพิเศษของโปรเจกต์นี้ เราได้ออกแบบและผลิตเป็นสินค้าเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์              คนรุ่นใหม่ที่เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมในสไตล์สตรีทแฟชั่นและมีความเป็น Unisex เสริมความโดดเด่นของลวดลาย Freehand และ Silhouette ที่ปักสไตล์ Handicraft บนตัวผ้าที่ตัดเย็บแบบ Modern Craft เพิ่มมิติด้วยการนำมาออกแบบผสมผสานกับเนื้อผ้าคอตตอนออแกนิก และผ้าร่มรีไซเคิล” 
นายภาคิน กล่าว
“เราเชื่อว่าแฟชั่นจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเข้าถึงได้ง่าย เพราะเสื้อผ้าเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นถึงเบื้องหลังความตั้งใจมากมายก่อให้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เปลี่ยนเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนให้แก่โลก นอกจากนี้รายได้ส่วนหนึ่งหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อให้ทุกคนที่ซื้อสินค้าจะได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของภาคการเกษตร สำหรับในอนาคตสยามคูโบต้าจะยังต่อยอดแนวคิดที่ให้ความสำคัญต่อความยั่งยืน และส่งเสริมการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทั้งฟางข้าว หรือในกลุ่มพืชชนิดอื่นๆ มาสร้างไอเดียด้วยวิธี upcycling ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในหลากหลายสินค้าเพื่อช่วยลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยวิธีการเผา ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy พร้อมมุ่งมั่นเป็นองค์กรที่ตอบแทนสังคมและสานต่อความยั่งยืน” นายพิษณุ กล่าวปิดท้าย 
พบกับคอลเลกชันสุดพิเศษได้แล้ววันนี้ ที่ GREYHOUND STORE สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว  และ EVERYTHINGHOUND STORE สาขาสยามพารากอน สาขาเมกาบางนา และเว็บไซต์ www.greyhound.co.th
* * * * *
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด : คุณรัชวรรณ ธีรนรเศรษฐ์ 08-5185-8811 ratchawan.t@kubota.com
บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ : คุณสุดา ศรีบุศยดี 08-9068-4345 suda@neotarget.com

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2567

"กรมประมง"



วิจัยสู่ความยั่งยืน! กรมประมงเตรียมจัดประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2567 
มุ่งใช้ผลงานวิจัยเป็นก้าวสำคัญสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
กรมประมงเตรียมเปิดเวทีการประชุมวิชาการประมงประจำปี 2567 ภายใต้หัวข้อ “วิจัยสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการเติบโตของภาคประมงไทยอย่างยั่งยืน” โชว์งานวิจัยคุณภาพกว่า 99 เรื่อง ระหว่างวันที่ 23-25 กรกฎาคม 2567 ในรูปแบบ Hybrid Meetings
 
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า... กรมประมงให้ความสำคัญในการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่า ซึ่งนอกจากจะถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้สู่เกษตรกรแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับและขับเคลื่อนวงการประมงไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การจัดประชุมวิชาการประมงถือเป็นเวทีสำคัญให้นักวิชาการและนักวิจัยทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ที่สนใจ ได้นำเสนอผลงานวิชาการและแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การร่วมกันคิดค้นและพัฒนาจนเกิดนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ให้สอดคล้องกับนโยบายของ
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรพี่น้องชาวประมงไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความมั่นคงให้วงการประมงไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับการประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2567 นี้ จะจัดขึ้นในรูปแบบ Hybrid Meetings ณ ห้องประชุมอานนท์ และห้องประชุมกุลาดำ กรมประมง รวมถึงออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings และ YouTube Channel สถานีประมงต้นแบบ ภายใต้หัวข้อ “วิจัยสู่การใช้ประโยชน์เพื่อการเติบโตของภาคประมงไทยอย่างยั่งยืน” พบกับการนำเสนอผลงานวิจัยคุณภาพรวมกว่า 99 เรื่อง แบ่งเป็นภาคบรรยาย 53 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ 46 เรื่อง โดยมีเนื้อหาครอบคลุม 9 สาขา ได้แก่ สาขาการประมงทะเล สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สาขาการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมง สาขาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สาขาพันธุกรรมสัตว์น้ำ สาขาโรคสัตว์น้ำ สาขาอาหารสัตว์น้ำ และสาขาเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจ อาทิ นวัตกรรมการออกแบบและการใช้ประโยชน์จากวัคซีนปลา ชนิด Chimeric multiepitope vaccine การผลิตเซลล์ไลน์จากสมองปลานิล การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมแบบผสมผสานกับปูม้า  การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อการเลี้ยงปลากัดขนาดตลาดอย่างแม่นยำ และการศึกษาผลการดำเนินงาน ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยตามหลักการประเมินขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในพิธีเปิดการประชุมฯ วันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ยังมีไฮไลต์การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางงานวิจัย ความท้าทายในการพัฒนาภาคการประมง” โดยอธิบดีกรมประมง นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษที่น่าสนใจ ได้แก่ “เทคโนโลยีดิจิทัลกับการวิจัยในภาคประมงไทย”และ “ESG (Ecology Social and Governance) กับผลกระทบต่อ Thailand Fisheries Development” จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นแนวทางสำรวจอนาคตการประมงไทยด้วยงานวิจัยล้ำสมัยร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล และพลังของ ESG ที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงขอเชิญชวนนิสิตนักศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ เกษตรกร ประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจ เข้าร่วมการประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2567 ได้ระหว่างวันที่ 23-25 กรกฎาคม 2567 โดยเปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป ซึ่งระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน – 10 กรกฎาคม 2567 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ทั้งแบบ Online และ Onsite และตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป จะลงทะเบียนเข้าร่วมได้เฉพาะแบบ Online เท่านั้น สามารถสอบถามรายละเอียดการลงทะเบียนได้ที่ กลุ่มบริหารงานวิจัย กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมประมง โทร. 0 2561 0834  เว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/rag

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ เดินหน้าลุย สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นภาคใต้ บุกค้นหาวัตถุดิบคุณภาพถึงแหล่ง เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ กระจายผลผลิตชุมชน
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) เดินหน้าพันธกิจส่งเสริมผลผลิตเกษตรกรไทย ชูความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตะลุยค้นหาวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยถึงแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตและใกล้เคียง ดันไฮไลท์จากประมงพื้นบ้าน – วิสาหกิจชุมชนผักผลไม้ อาทิ กุ้งมังกรเจ็ดสี, ปูม้า, กุ้งขาว, สับปะรดภูเก็ต เพิ่มช่องทางจำหน่ายสร้างรายได้ที่มั่นคง
นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ  บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  กล่าวว่า โก โฮลเซลล์ ให้ความสำคัญกับนโยบายสนับสนุนเกษตรกรไทยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การรับซื้อผลผลิต การพัฒนามาตรฐานให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่มีกลุ่มลูกค้าเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งเรามีทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่คัดเลือกสินค้าจากท้องถิ่นถึงแหล่งผลิตทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกรไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เราเปิดสาขา
“ยกตัวอย่าง สินค้าเกษตรในจังหวัดภูเก็ตและใกล้เคียง อาทิ กุ้งมังกรเจ็ดสี, กุ้งขาว, ปูม้า, ผักไฮโดรโปนิกส์, สับปะรดภูเก็ต ที่มีการลงพื้นที่ถึงแหล่ง   เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบคุณภาพปลอดภัยและตอบรับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง โดยทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของเรา ที่รู้ลึกและรู้จริงถึงคุณสมบัติและความต้องการวัตถุดิบสำหรับผู้ประกอบการแต่ละประเภท นอกจากทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร เชฟ เกิดทางเลือกในการใช้วัตถุดิบแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย”
ด้าน นายระวี รองแก้ว  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสับปะรดภูเก็ต กล่าวว่า “โก โฮลเซลล์ เป็นช่องทางจำหน่ายใหม่ที่จะทำให้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกสับปะรดภูเก็ตของเราได้ขยายตลาดต่อไปได้อีก เพราะสับปะรดภูเก็ตเป็นสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ที่มีชื่อเสียง รสชาติมีเอกลักษณ์แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นๆ เนื้อมีรสชาติหวานแหลมอมเปรี้ยว สีเหลืองจัดทั้งผล มีกลิ่นหอม ไส้กรอบ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมาก”  
ถ้าจะรับประทานให้อร่อยที่สุด ต้องรับประทานในช่วงที่ผลสับปะรดสุกประมาณ 50% เพราะจะได้รสชาติที่ครบถ้วนพอดีทั้งหวานและเปรี้ยว
ขณะที่ กุ้งมังกรเจ็ดสีภูเก็ต หรือ Phuket Lobster หรือ ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล ที่บรรดาเชฟระดับโลกพากันกล่าวขานนั้น ก็เป็นวัตถุดิบที่ โก โฮลเซลล์ เสาะแสวงหาแหล่งเพาะเลี้ยงคุณภาพ และนำส่งกุ้งมังกรเจ็ดสีภูเก็ตเป็นๆ ไปแหวกว่ายในตู้ปลาของ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา เพื่อให้บรรดา เชฟ  ผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหาร  ที่ติดใจในรสชาติและความเด้งของเนื้อกุ้ง ได้เลือกซื้อไปสร้างสรรค์เมนูต่างๆ 
นางสาวกรรณิกา สาลี ตัวแทนกลุ่มประมงพื้นบ้านเกาะยาว กล่าวว่า “กุ้งมังกรเจ็ดสี ถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ชาวภูเก็ตภาคภูมิใจ เป็นสินค้าจากประมงพื้นบ้านในท้องถิ่นเกาะยาว ชาวบ้านดีใจที่โก โฮลเซลล์ เข้ามาติดต่อนำสินค้าไปจำหน่าย เป็นการช่วยเหลือกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน  ที่ทำให้มีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น มีรายได้เลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ยังทำให้กุ้งมังกรเจ็ดสีของภูเก็ต ได้ไปจำหน่ายที่สาขาต่างๆ ของโก โฮลเซลล์ด้วย”
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า “ ในทุกสาขาของเรา แผนกอาหารสด เป็นไฮไลท์ที่ทำให้ผู้ประกอบการ และลูกค้าทุกกลุ่มที่เข้ามาภายในสาขาตื่นตาตื่นใจกับสินค้าคุณภาพมาตรฐานที่มีความหลากหลาย ที่สำคัญ มีผลผลิตจากท้องถิ่นที่ผลิตโดยเกษตรกรไทยอยู่เป็นจำนวนมาก  ตอกย้ำถึงการเป็นอาณาจักรค้าส่งวัตถุดิบอาหารสด หรือ King of Fresh ที่ครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการของทุกกลุ่มลูกค้าได้”

ปัจจุบัน โก โฮลเซลล์ มีสาขา 7 แห่ง ประกอบด้วย ศรีนครินทร์, เชียงใหม่, อมตะ ชลบุรี, พัทยาใต้, พระราม 2, รังสิต และ รามคำแหง โดยในเร็วๆ นี้ จะเปิดสาขาเพิ่มที่จังหวัดภูเก็ต สาขาราไวย์

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567

2 มหาวิทยาลัย MOU ร่วมบูรณาการ

ผสานพลังพลิกโฉมควายไทย MOU ร่วม 2 มหาวิทยาลัย บูรณาการความเชี่ยวชาญเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกระบือ ในวันที่ 14 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุม 8ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะใช้เป็นกรอบและแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกันด้านวิชาการ งานวิจัย และการบริการวิชาการสู่สังคม โดยจะมีการต่อยอดพัฒนาไปสู่หลักสูตร Non-Degree และการผลิตบทเรียนออนไลน์ KUMOOC ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ มีประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรม พร้อมเปิดตัวกิจกรรมร่วมมือแรกเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสวนา เรื่อง “คนค้นควายพลิกโฉมควายไทย” วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 น. -12.00 น. ในงานมหกรรมการประกวดควายงาม ควายยักษ์ ควายแคระ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 28 -30 มิถุนายน 2567 ณ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ทั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ทั้งสองมหาวิทยาลัยต่างมีคณาจารย์ และบุคลากรที่เชี่ยวชาญและชำนาญทางด้านกระบือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะสถาบันการอุดมศึกษามีหน้าที่ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม สร้างองค์ความรู้จากงานวิจัย นวัตกรรม สร้างสมรรถนะกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของประเทศและของโลก และมีบทบาทสำคัญในการศึกษา การวิจัย การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับกระบือสู่เกษตรกร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิต สังคม และชุมชนบนพื้นฐานของศาสตร์แห่งแผ่นดิน
การลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ได้กำหนดกรอบและแนวทางความร่วมมือทางวิชาการให้มีการบริการวิชาการที่ตอบโจทย์แก่ผู้สนใจ ร่วมกันดำเนินโครงการฝึกอบรม เสวนาทางวิชาการ หรือกิจกรรมพัฒนาความรู้ ทักษะ มีการประสานความร่วมมือแลกเปลี่ยนความรู้ในการศึกษา การวิจัย พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ อีกทั้งร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์และการพัฒนาพันธุ์กระบือของไทย” 
รศ.ดร.วีระเกษตร สวนผกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า 
“การถ่ายทอดความรู้ซึ่งเป็นผลจากการศึกษา วิจัยร่วมกันนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานบริการวิชาการ จะนำมาจัดทำองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่เกษตรกร และผู้สนใจผ่านการพัฒนาเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) และการผลิตบทเรียนออนไลน์ KUMOOC ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนด้วยตนเองได้โดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลาตามความต้องการ มีประกาศนียบัตรผ่านการฝึกอบรม”  และสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีศูนย์สนเทศทางกระบือนานาชาติ (IBIC) ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์พัฒนาการวิจัยระหว่างประเทศ (IDRC) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มีบริการสารสนเทศเกี่ยวกับควายในรูปแบบฐานข้อมูล และเอกสารดิจิทัลด้วยระบบออนไลน์ ให้ผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา
ด้าน รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างกันว่า “มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีคณาจารย์ และบุคลากรที่เชี่ยวชาญและชำนาญทางด้านกระบือ และในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2567 นี้จะมีการจัดเสวนาและประกวดกระบือในมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงมีความประสงค์ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และมีผลงานผลงานวิจัยและวิชาการทางด้านกระบือ และมีประสบการณ์ในการจัดเสวนา การประกวดกระบือ มาร่วมจัดงานดังกล่าว ดังนั้นหน่วยงานทั้งสองจึงได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกันในการดำเนินงานด้านกระบือ ทั้งด้านวิชาการ วิจัยและบริการวิชาการ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบือ
จึงถือโอกาสนี้เชิญชวนผู้สนใจแนวทางการทำธุรกิจเกษตรเกี่ยวกับการเลี้ยงควายทั่วประเทศ ร่วมการเสวนา เรื่อง “คนค้นควายพลิกโฉมควายไทย” ในวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 -12.00 น. รับชมถ่ายทอดสด online ผ่านเฟซบุ๊กสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ https://www.facebook.com/llldo และเข้าร่วมงานมหกรรมการประกวดควายงาม ควายยักษ์ ควายแคระ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระขนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 28 -30 มิถุนายน 2567 ณ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ด้วย”
ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร 0 2942 8822 www.llldo.ku.ac.th หรือ Facebook : สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ inbox : m.me//llldo***

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2567

#มีข่าวดีมาบอก..สำหรับผู้ที่อยากไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น ติอต่อสอบถามแอดไลน์ได้เลยครับ

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567

"มกอช. รุกQ Market"

มกอช. รุก Q Market ร่วมรณรงค์เลือกสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย
วันความปลอดภัยอาหารโลก 
นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ทุกๆ วันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี สมัชชาสหประชาชาติ กำหนดให้เป็นวันความปลอดภัยอาหารโลก (World Food Safety Day) และได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์หลักของหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับประเด็นความปลอดภัยอาหาร และในปี 2567 มกอช. จัดให้มีกิจกรรมจัดงานวันความปลอดภัยอาหารโลก ในวันศุกร์ที่ 
7 มิถุนายน 2567 ภายใต้แนวคิด “การเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหาร
ตลอดห่วงโซ่” เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของทุกคนให้ตระหนักและใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของอาหารตลอดห่วงโซ่ 
โดยมีกิจกรรมภายในงาน อาทิ กิจกรรมการมอบป้ายโครงการรับรองสถานที่จำหน่าย สินค้า Q 
(Q Market) กิจกรรมเดินรณรงค์ด้านความปลอดภัยอาหาร รวมทั้งการจัดนิทรรศการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจสินค้าเกษตรปลอดภัย (Q) และสินค้าเกษตรอินทรีย์ 
นายพิศาล กล่าวต่ออีกว่า มกอช. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักด้านการยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเริ่มตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านประมงและสัตว์น้ำ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ดี 
มาตรฐานการผลิต
ที่ดีในระดับฟาร์ม ต่อเนื่องมาจนถึงมาตรฐานการผลิตที่ดีในระดับแปรรูปของสินค้าเกษตรต่างๆ โดยปัจจุบันได้มีการกำหนดมาตรฐานไปแล้ว จำนวน 411 เรื่อง กำหนดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองผู้บริโภคจากอันตรายที่เกิดจากอาหาร รวมทั้งควบคุมและส่งเสริมสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นแนวทางให้เกษตรกร หรือผู้ผลิตนำไปใช้เพื่อยกระดับการผลิต แลได้เครื่องหมายรับรอง คือ เครื่องหมาย Q ที่รับรองคุณภาพและความปลอดภัยกระบวนการผลิต หรือเครื่องหมายออแกนิคไทยแลนด์ ให้กับสินค้าเกษตรที่ผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการยืนยันและสร้างความเชื่อมั่นได้ในความปลอดภัยของสินค้าเกษตรนั้น 
การเชื่อมโยงสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐาน สามารถทำให้ส่งมอบสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีมาตรฐานไปถึง
มือผู้บริโภค มกอช. 
ได้จัดทำโครงการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q โดย มกอช. ได้สนับสนุนโครงการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานอาหารปลอดภัย หรือสินค้าที่มีเครื่องหมาย Q โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มกอช. ได้ดำเนินการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรมีคุณภาพ มาตรฐานอาหารปลอดภัย ประเภทตลาดสด โดยมีตลาดที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 17 ตลาด 
แผงที่ได้รับรองทั้งหมด 241 แผง ได้แก่ ตลาดสดธนบุรี ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดอมรพันธ์ ตลาดนครไทย ตลาดบางขุนศรี ตลาดศิริชัย(บางบอน) ตลาดใหม่ทุ่งครุ ตลาดมีนบุรี 1 ตลาดศูนย์การค้ามีนบุรี ตลาดวัฒนานันนท์ ตลาดสัมมากร ตลาดอ่อนนุช ตลาดเอี่ยมสมบัติ ตลาดวงเวียนใหญ่ ตลาด อ.ต.ก และตลาดสดสามย่าน 
“ตลาดสดธนบุรี เป็นอีกตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ มีร้านค้ามากกว่า 300 ร้านค้า อีกทั้งเป็นตลาดแห่งหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทแผงในตลาดสดที่ถูกสุขลักษณะที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการตรวจรับรอง และตลาดมีการจัดแผงร้านค้าที่จำหน่ายสินค้า Q ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 
ทั้งนี้ ตลาดสดธนบุรีมีร้านค้าที่ผ่านการรับรองกว่า 27 ร้าน โดยมีแผงที่ได้รับการรับรองประเภทเนื้อสัตว์ 12 แผง ประเภทผัก 7 แผง และร้านที่จำหน่ายสินค้าแปรรูป 9 ร้าน 
ดังนั้น ตลาดสดธนบุรี จึงเป็นตลาดอีกแห่งที่สามารถเป็นเหมือนเครื่องที่สามารถยืนยันได้ว่า สินค้าเกษตรที่มาจำหน่ายมีคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน ซึ่งการจัดกิจกรรมโครงการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคที่มาเลือกซื้อสินค้าเกษตรในสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย ประเภทตลาดสด (Q Market) มั่นใจได้ถึงคุณภาพ มีมาตรฐาน ปลอดภัยต่อสุขภาพ” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ จัด “มหกรรมลดเบิ้ม” กระตุ้นกำลังซื้อกลางปี
เสริมแกร่งลอยัลตี้โปรแกรมเพื่อผู้ประกอบการในทุกช่องทาง
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) กระตุ้นผู้ประกอบการ จัด “มหกรรมลดเบิ้ม กลางปี”  ลดแรง ลดทันที เริ่มวันที่ 5 มิถุนายน - 16 กรกฎาคม ตั้งรับการฟื้นตัวครึ่งปีหลังจากภาคการท่องเที่ยวที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้าปลีกขนาดเล็กกลับมาคึกคัก โดยร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ขนทัพสินค้าแบรนด์ดัง รวมถึงสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะโก โฮลเซลล์ เข้าร่วมลดราคาทุกสัปดาห์ ชูกิมมิค ลดแรง 3 ต่อ ต่อแรก “สะสมครบ ยิ่งรับเพิ่ม” คูปองเงินสด ผ่านแอปพลิเคชั่น โก โฮลเซลล์ มูลค่าสูงสุด 7,400 บาท ตลอดรายการ สะสมตั้งแต่ 12,000 บาท ขึ้นไป รับคูปองเงินสดเริ่มต้น 400 บาท  

ต่อที่ 2 “ลดแรง ลดทันที”  กลุ่มสินค้าที่ร่วมรายการทุกสัปดาห์ ทั้งกลุ่มขนม กลุ่มเครื่องดื่ม และกลุ่มสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะโก โฮลเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น เอ ชอยซ์, อา-ร่อย, เทสตี้, ซิป, ยิ้ม, โปรเซฟ, ซุปเปอร์เซฟ ต่อที่ 3 “ลด 100 บาท” เพียงใช้คะเนน The1  600 พอยท์ แลกรับคูปองส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อขั้นต่ำ 2,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ไม่เพียงเท่านั้น ยังรับคูปองส่วนลดเพิ่ม เมื่อซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสด และสินค้ากลุ่มแบรนด์ ที่ร่วมรายการ  และยังรับสิทธิ์ “แลกซื้อสุดคุ้ม”  แก้วเก็บความเย็น, หม้อต้มไฟฟ้าอเนกประสงค์, กาต้มน้ำไฟฟ้า, โค้ก รสออริจินัล เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ 1,000 บาท/ใบเสร็จ

นอกจากนี้ โก โฮลเซลล์ ยังร่วมโหนกระแสฟุตบอลยูโรไปในคราวเดียว  จัดกิจกรรมพิเศษ ผ่าน Line official GO Wholesale  “ท้าให้เล่น แน่จริงรับให้ทัน GO TAP TAP” ผู้ชนะรับของรางวัล ทองคำและบัตรกำนัล มูลค่ารวมกว่า 93,000 บาท 

พบ “มหกรรมลดเบิ้ม กลางปี” ของ โก โฮลเซลล์ ได้ทุกสาขา ทั้ง ศรีนครินทร์, เชียงใหม่, อมตะ ชลบุรี, พัทยาใต้, พระราม 2, รังสิต, รามคำแหง รวมถึง แอปพลิเคชั่น โก โฮลเซลล์

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567

WORKSHOP UPSKILL สร้างคอนเทนต์ให้ปัง ด้วย TIKTOK


สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ซีพี ออลล์จัด Workshop Upskill สร้างคอนเทนต์ให้ปัง ด้วย Tiktok 
สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ซีพี ออลล์ จัด Workshop Upskill สร้างคอนเทนต์ให้ปัง ด้วย Tiktok เพื่อเป็นการเพิ่มทักษะในการสร้างรายได้ผ่านช่องทาง Tiktok 
สำหรับโครงการดังกล่าว เปิดรับสมัครผู้สนใจตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2567 รับจำนวนจำกัด 20 ท่าน
โดยอบรมในวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2567 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้อง B101 ชั้น B อาคาร The Tara ถ.แจ้งวัฒนะ โดยมีวิทยากรจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 
สนใจติดต่อคุณเยือน งามเลิศ (เยือน) โทร. 086-340-1713

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...