วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2566

กรมชลประทาน

เกษตรฯ ขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน ร่วมกับ UNDP
 
นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการ (Project Board) ครั้งที่ 1 โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน 
(Enhancing Climate Resilience in Thailand through Effective Water Management and Sustainable Agriculture) ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน และผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME : UNDP) 
โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด
ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
 นายประยูรกล่าวว่าโครงการฯ ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ โดยการวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่เปราะบาง ในการลดความผันผวนของวิถีชีวิตอันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เสริมสร้างความสามารถในการวางแผนแบบบูรณาการและคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ 
ตลอดจนการหยุดชะงักด้านการผลิตของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งได้รับการสนับสนุน
งบประมาณส่วนหนึ่งจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund : GCF) มีพื้นที่ดำเนินการครอบคลุม
22 ตำบล 7 อำเภอ ในจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ (โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน) มีเป้าหมาย
กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ 20,000 ครัวเรือน ประชากร 62,000 คน

ทั้งนี้ได้มอบหมายคณะทำงานฯ 3 คณะ รับผิดชอบดำเนินการเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย ประกอบด้วย
1) ระบบบริหารข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อการชลประทาน ได้แก่ การพยากรณ์ น้ำฝน น้ำท่า และแผนการปลูกพืช 2) โครงสร้างพื้นฐานที่ผสมผสานมาตรการสิ่งก่อสร้างและมาตรการเชิงนิเวศ และ 3) การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเกษตรกร ได้แก่ Mobile App, Online Market Platform โดยการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับแผนการดำเนินงานจาก 5 ปี เหลือ 4 ปี ปรับแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันบูรณาการและเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้
สำหรับโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทยด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2558 
โดยกรมชลประทาน
ได้เสนอโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งตามคำเชิญชวนของ GCF จนกระทั่งเมื่อ วันที่ 14 มีนาคม 2566 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กรมชลประทานลงนามในเอกสารโครงการ โดยได้มีการลงนามร่วมกับ UNDP และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 และจะสิ้นสุดโครงการในปี 2569 รวมระยะเวลา 4 ปี

วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566

สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2566 สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย นำโดยนายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมฯ พร้อมด้วยกรรมการบริหารสมาคมฯ และดร.อภิวัฒน์ จ่าตา อดีตนายกสมาคมฯ เข้าพบนายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
เพื่อสอบถามแนวทางการทำงานและทิศทางการปราบปรามหมูเถื่อน ซึ่งนายไชยา ยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องทำเพื่อให้กลไกตลาดเกิดความสมดุลและไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน 
นายไชยา ยังกล่าวด้วยว่า  นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ รักษาเสถียรภาพราคาและช่วยเหลือผู้เลี้ยง 
หลังราคาหมูปรับราคาขึ้นนอกจากนี้ ยังให้กรมปศุสัตว์หารือกับ ธ.ก.ส. ช่วยให้ผู้เลี้ยงสุกรรายกลางและรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้มีโอกาสกลับมาเลี้ยงใหม่
นอกจากนี้ นายไชยา ยังกล่าวด้วยว่า อยากให้สื่อมวลชนช่วยเป็นกระจกสะท้อนการทำงานที่วางไว้ว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยจะเชิญสื่อมวลชนพบปะแลกเปลี่ยนความคิดให้มากขึ้น ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 
ทั้งนี้ นายกสมาคมฯ ยังได้เรียนเชิญ นายไชยา ร่วมงานครบรอบ 24 ปี สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ที่อาคารจักร์พันธ์ เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2566

กรมชลฯทุ่ม 298 ล้านบาท เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบาง จังหวัดหนองคาย
กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบาง ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จาก 41
โครงการ ภายใต้โครงการศึกษาแผนพัฒนาแหล่งน้ำลำน้ำสวย จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี เพื่อแก้แล้ง-น้ำท่วม ระบุอยู่ในแผนงานระยะสั้น ดำเนินงาน 5 ปี ด้วยงบประมาณ 298 ล้านบาท
นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า เมื่อปี 2561 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจราชการและประชุมนอกสถานที่อยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จึงได้ร่วมกันเสนอ
โครงการบรรเทาภัยแล้งและน้ำท่วม ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 จำนวน 12 โครงการ และหนึ่งในนั้นมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำสวย จังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุดรธานี ซึ่งทุก ๆ ปี มักประสบกับปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำสำหรับการทำเกษตรและอุปโภคบริโภค ในช่วงฤดูฝนก็เกิดน้ำท่วม
คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ให้กรมชลประทานดำเนินการ
โดยจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาให้ดำเนินการศึกษาโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อให้ได้แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสวย จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี 2) 
เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำสวย จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี รวมถึงพื้นที่ข้างเคียง 3) เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านการเกษตร การอุปโภค-บริโภค และการใช้น้ำด้านต่าง ๆ 4) เพื่อเตรียมความพร้อมด้านปริมาณน้ำต้นทุนของพื้นที่เพื่อรองรับการเติบโต และการพัฒนาของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี 5) เพื่อศึกษาความเหมาะสมของโครงการตามลำดับความสำคัญอันดับแรก
สำหรับการจัดทำแผนหลัก (Master Plan) ของโครงการที่อยู่ในขอบเขตลุ่มน้ำสวยครอบคลุม 9 ตำบลใน 3 อำเภอ ของจังหวัดอุดรธานี และ 14 ตำบลใน 3 อำเภอ ของจังหวัดหนองคาย 
โดยต้นน้ำของลำน้ำสวยอยู่บริเวณตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บริเวณบ้านปากสวย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มีความยาวลำน้ำประมาณ 152 กิโลเมตร
ทั้งนี้ แผนหลักที่จะสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561-พ.ศ.2580) ประกอบด้วยการปรับปรุงโครงการจากโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันและโครงการที่เสนอแนะเพื่อพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ โครงการประเภทก่อสร้างฝาย 8 โครงการ กาเพิ่มประสิทธิภาพ แก้มลิง/อ่างเก็บน้ำ/หนองน้ำ 15 โครงการ ขุดลอก 1 โครงการ ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 โครงการ ปรับปรุงแก้มลิง 9 โครงการ ก่อสร้างแก้มลิง 1 โครงการ ก่อสร้างแนวผันน้ำ 2 โครงการ ก่อสร้างพนังกันน้ำ 1 โครงการ และก่อสร้างสถานีสูบน้ำ 2 โครงการ รวมทั้งสิ้น 41 โครงการ งบประมาณ 5,882 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่บรรเทาอุทกภัยเพิ่มขึ้น โดยการพัฒนาวางแผนไว้เป็นระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ถึง พ.ศ. 2585
หลังจากคัดเลือกจาก 41 โครงการและการจัดลำดับความสำคัญเรียบร้อยแล้วพบว่า โครงการที่มีความเหมาะสมมากที่สุด คือ โครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบาง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 บ้านเมืองบาง ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย จากนั้นได้ทำการศึกษาและจัดทำรายงานวางโครงการ (Pre-Feasibility Report) เพื่อออกแบบรายละเอียดให้สอดคล้องกับพื้นที่จริง และจากการศึกษาออกแบบพบว่า เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและมีพื้นที่บรรเทาอุทกภัยเพิ่มขึ้น โดยโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบางอยู่ในแผนงานระยะสั้น ดำเนินงาน 5 ปี ใช้งบประมาณ 298 ล้านบาท วิเคราะห์แล้วมีความคุ้มทุนที่จะพัฒนาต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอย่างต่อเนื่อง และจะดำเนินการโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบางเป็นลำดับแรก จาก 41 โครงการ ตามแผนหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำลำน้ำสวย ส่วนอีก 40 โครงการ ที่เหลือก็จะได้รับการพัฒนาตามลำดับความสำคัญและตามแผนการดำเนินการในแต่ละระยะต่อไป

กรมชลฯทุ่ม 298 ล้านบาท เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบาง จังหวัดหนองคาย

กรมชลฯทุ่ม 298 ล้านบาท เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบาง จังหวัดหนองคาย

กรมชลประทาน เดินหน้าโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบาง ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จาก 41 โครงการ ภายใต้โครงการศึกษาแผนพัฒนาแหล่งน้ำลำน้ำสวย จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี เพื่อแก้แล้ง-น้ำท่วม ระบุอยู่ในแผนงานระยะสั้น ดำเนินงาน 5 ปี ด้วยงบประมาณ 298 ล้านบาท
นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า เมื่อปี 2561 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจราชการและประชุมนอกสถานที่อยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จึงได้ร่วมกันเสนอโครงการบรรเทาภัยแล้งและน้ำท่วม ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 จำนวน 12 โครงการ และหนึ่งในนั้นมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำสวย จังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุดรธานี ซึ่งทุก ๆ ปี มักประสบกับปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำสำหรับการทำเกษตรและอุปโภคบริโภค ในช่วงฤดูฝนก็เกิดน้ำท่วม
คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ให้กรมชลประทานดำเนินการโดยจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาให้ดำเนินการศึกษาโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อให้ได้แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสวย จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำสวย จังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี รวมถึงพื้นที่ข้างเคียง 3) เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านการเกษตร การอุปโภค-บริโภค และการใช้น้ำด้านต่าง ๆ 4) เพื่อเตรียมความพร้อมด้านปริมาณน้ำต้นทุนของพื้นที่เพื่อรองรับการเติบโต และการพัฒนาของจังหวัดหนองคายและจังหวัดอุดรธานี 5) เพื่อศึกษาความเหมาะสมของโครงการตามลำดับความสำคัญอันดับแรก
สำหรับการจัดทำแผนหลัก (Master Plan) ของโครงการที่อยู่ในขอบเขตลุ่มน้ำสวยครอบคลุม 9 ตำบลใน 3 อำเภอ ของจังหวัดอุดรธานี และ 14 ตำบลใน 3 อำเภอ ของจังหวัดหนองคาย โดยต้นน้ำของลำน้ำสวยอยู่บริเวณตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บริเวณบ้านปากสวย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มีความยาวลำน้ำประมาณ 152 กิโลเมตร
ทั้งนี้ แผนหลักที่จะสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561-พ.ศ.2580) ประกอบด้วยการปรับปรุงโครงการจากโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันและโครงการที่เสนอแนะเพื่อพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ โครงการประเภทก่อสร้างฝาย 8 โครงการ กาเพิ่มประสิทธิภาพ แก้มลิง/อ่างเก็บน้ำ/หนองน้ำ 15 โครงการ ขุดลอก 1 โครงการ ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 โครงการ ปรับปรุงแก้มลิง 9 โครงการ ก่อสร้างแก้มลิง 1 โครงการ ก่อสร้างแนวผันน้ำ 2 โครงการ ก่อสร้างพนังกันน้ำ 1 โครงการ และก่อสร้างสถานีสูบน้ำ 2 โครงการ รวมทั้งสิ้น 41 โครงการ งบประมาณ 5,882 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่บรรเทาอุทกภัยเพิ่มขึ้น โดยการพัฒนาวางแผนไว้เป็นระยะเวลา 20 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ถึง พ.ศ. 2585
หลังจากคัดเลือกจาก 41 โครงการและการจัดลำดับความสำคัญเรียบร้อยแล้วพบว่า โครงการที่มีความเหมาะสมมากที่สุด คือ โครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบาง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 บ้านเมืองบาง ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย จากนั้นได้ทำการศึกษาและจัดทำรายงานวางโครงการ (Pre-Feasibility Report) เพื่อออกแบบรายละเอียดให้สอดคล้องกับพื้นที่จริง และจากการศึกษาออกแบบพบว่า เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและมีพื้นที่บรรเทาอุทกภัยเพิ่มขึ้น โดยโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบางอยู่ในแผนงานระยะสั้น ดำเนินงาน 5 ปี ใช้งบประมาณ 298 ล้านบาท วิเคราะห์แล้วมีความคุ้มทุนที่จะพัฒนาต่อไป
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอย่างต่อเนื่อง และจะดำเนินการโครงการประตูระบายน้ำบ้านเมืองบางเป็นลำดับแรก จาก 41 โครงการ ตามแผนหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำลำน้ำสวย ส่วนอีก 40 โครงการ ที่เหลือก็จะได้รับการพัฒนาตามลำดับความสำคัญและตามแผนการดำเนินการในแต่ละระยะต่อไป

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ประธานฯ สสท. ลงพื้นที่ สก.ศรีสัชนาลัย พบสมาชิก ร่วม100 คน  แนะสหกรณ์ ปรับแผนฟื้นฟู จ่อ ส่ง ทีมกฎหมายช่วยเหลือเจรจาหนี้
 (วันที่ 21 ตุลาคม 2566) 
นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) ลงพื้นที่ ณ สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินศรีสัชนาลัย จำกัด ร่วมกับนายอนุรัตน์ เลื่อนลอย สหกรณ์จังหวัดสุโขทัย เพื่อให้คำปรึกษาและรับฟังปัญหารวมทั้งหาแนวทางช่วยเหลือทั้งส่วนของสหกรณ์และสมาชิกสืบเนื่องที่ปรากฏเป็นข่าว กรณีสมาชิกไม่สามารถถอนเงินจากสหกรณ์ เหตุเพราะสหกรณ์ขาดทุนสะสม จากหลายสาเหตุ เช่น กู้เงินจาก ธกส.ปล่อยให้สมาชิกกู้ยืม เมื่อสมาชิกไม่สามารถส่งชำระหนี้ได้ ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการสินเชื่อ สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง ประกอบกับประสบปัญหาการทุจริตที่เกิดจากเกิดจากการกระทำความผิดโดยเจ้าหน้าที่สหกรณ์ 
นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม เปิดเผยว่า ปัญหาหาการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกและเกิดเป็นผิดชำระหนี้นั้น ต้องแก้ไขปัญหาจากจุดเริ่มต้นทำความเข้าใจเรื่องการดำเนินงานสหกรณ์เสียก่อน เพราะสหกรณ์ภาคการเกษตรมักเข้าใจว่าตัวเองนั้นเป็นธนาคาร เน้นทำธุรกิจการปล่อยกู้เป็นหลัก ทั้งๆที่สหกรณ์ไม่ใช่สถาบันการเงินแต่เป็นสถาบันด้านคุณภาพชีวิต เมื่อสหกรณ์เน้นปล่อยกู้แต่หากสมาชิกไม่มีรายได้สหกรณ์เก็บหนี้ไม่ได้ก็ล้มไปด้วยกัน  
เพราะฉะนั้น สหกรณ์อย่าไปเลียนแบบธนาคารโดยเฉพาะประเด็นที่สมาชิกชำระหนี้ไม่ได้ แล้วสหกรณ์มาทำโครงการพักชำระหนี้ แต่เป็นการพักเพียงเงินต้นขณะที่ยังต้องชำระดอกเบี้ย นี่ถือว่า เป็นการแสวงหาผลกำไรไม่ใช่การช่วยเหลือสมาชิกแต่อย่างใด 
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินศรีสัชนาลัย จำกัด จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้แต่ต้องปรับเปลี่ยนในหลายอย่าง เช่น 
1.ปรับดอกเบี้ยเงินกู้/เงินฝาก/เบี้ยปรับ รวมถึงวิธีการเก็บหนี้  2.พัฒนาด้านธุรกิจปรับแผนเพิ่มรายได้ 3.ปรับผลิตภัณฑ์เงินกู้ และ 4. สหกรณ์อาจจะพักชำระหนี้แก่สมาชิกโดยพักดอกเบี้ยให้ชำระต้นครึ่งหนึ่งก่อนคือระบบเพื่อนช่วยเพื่อน 
" สสท.จะไม่ทิ้งสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งไว้ข้างหลัง จะส่งทีมกฎหมายลงพื้นที่มาช่วยในเรื่องการประนอมหนี้/เจรจาหนี้ระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เมื่อมีปัญหาต้องอาศัยเวลาค่อยๆฟื้นตัวไปด้วยกันขอร้องสมาชิกอย่างหนึ่งว่า อย่าเพิ่งลาออกและอย่าไปหวั่นไหว มีสหกรณ์หลายแห่งที่เจอปัญหาแบบนี้แต่กลับมายืนได้สมาชิกได้เงินคืนความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาในที่สุด" นายปรเมศวร์ กล่าวทิ้งท้าย

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566


กลุ่ม มทร. 9 แห่ง ส่งแคมเปญ "RMUT We are One เพราะเราเป็นหนึ่ง" สนับสนุนนักศึกษากว่า 9,000 คนทั่วประเทศ ร่วมประกวดกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิตในโครงการเต็มใจ หวังสร้างคนรุ่นใหม่มีใจเสียสละ คาดได้รับปริมาณเลือด 10 ล้านซีซี
รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เปิดเผยว่า กลุ่ม มทร. 9 แห่ง 
ซึ่งประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้ร่วมกันจัด เแคมเปญ “RMUT We are One เพราะเราเป็นหนึ่ง” 
เพื่อเข้าร่วมในโครงการเต็มใจ ซึ่งเป็นการประกวดกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิตในกลุ่มเยาวชนระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และมูลนิธิดั่งพ่อสอน 
โดยผู้บริหารทั้ง 9 สถาบัน ต่างสนับสนุนให้เป็นกิจกรรมที่ร่วมมือกันในระดับนโยบาย และให้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์และรับบริจาคโลหิต พร้อมกันทั้ง 40 วิทยาเขตทั่วประเทศ ในช่วงเดือนตุลาคม 2566 และคาดว่าจะได้ปริมาณโลหิตรวมทั้งหมด 10 ล้านซีซี
ในส่วนของรูปแบบกิจกรรมรณรงค์ของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้น จะมีการเปิดรับสมัครนักศึกษาแต่ละแห่งจำนวน 100 ทีม รวม 9 ราชมงคล 900 ทีม มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการรวม 9,000 คน ซึ่งนักศึกษาทุกคนจะต้องผ่านการอบรมความรู้ทางการตลาด และแนวคิดการทำงานเชิงสร้างสรรค์ หรือ Big Idea จากทีมนักธุรกิจจิตอาสาของโครงการเต็มใจ และได้รับการอบรมข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย 
เพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ความเข้าใจก่อนจะออกไปเผยแพร่ให้กับประชาชน
ด้าน นายวรสรวง  สมัตถพันธุ์ ประธานโครงการเต็มใจ กล่าว
เพิ่มเติมว่า โครงการเต็มใจ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลสันโตสะอาชาไนย ซึ่งได้รับการออกแบบจากอาจารย์ช่วง  มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2556 ให้แก่ทีมนักศึกษาที่ได้รณรงค์บริจาคโลหิตมีปริมาณสูงสุด โดยทีมที่ได้รางวัลนี้จะได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัล และได้ไปทัศนศึกษาดูงานด้านการบริจาคโลหิตที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ประเทศเกาหลีใต้ด้วย นอกจากนี้ทางโครงการฯ ยังมีความตั้งใจที่จะผลักดัน และร่วมสนับสนุนให้ราชมงคลทั้ง 9 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบของการเสียสละ ทีมนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการนี้ หากรณรงค์ให้มีการบริจาคเลือด ไม่น้อยกว่า 35,000 ซีซี จะได้รับเกียรติบัตรเชิดชูความสามารถเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการยกย่องเยาวชนที่ทำดีอย่างเป็นรูปธรรม
ร่วมสนับสนุนการรณรงค์แคมเปญ RMUT We are One เพราะเราเป็นหนึ่ง ของ มทร. 9 ราช ทั่วประเทศ ตลอดเดือนตุลาคนนี้ และติดตามให้กำลังใจ พร้อมร่วมบริจาคโลหิตไปกับน้อง ๆ นักศึกษาจากทั้ง 40 วิทยาเขตได้ตามช่องทางต่อไปนี้ 
🩸บริจาคโลหิตให้กับทีมที่เชียร์ คลิก https://lin.ee/ZRJVwVx
👉ติดตามข่าวสารเว็บไซต์ https://www.heartfeltthailand.com/ และเพจ heartfeltthailand
❤ร่วมบริจาคเงินสมทบทุนจัดกิจกรรมโครงการเต็มใจ ชื่อบัญชี มูลนิธิดั่งพ่อสอน (โครงการเต็มใจ) 
สาขา ดิ อเวนิว รัชโยธิน เลขที่บัญชี 154-8-05396-6 

#เต็มใจ #รณรงค์บริจาคโลหิต #โครงการประกวดกิจกรรม #มทร #โครงการเต็มใจ #WeAreOne #เพราะเราเป็นหนึ่ง #ONERmut


 

วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ทางเลือก ทางรอด รักษามะเร็งแบบบูรณาการ "ดร.ภัทร์" ได้ฤกษ์เปิด "ศูนย์มะเร็ง ดร.ภัทร์และสหคลินิกสมุฏฐาน" 
เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ก.ย.66 เวลา 10.00 น. ณ อาคารเวชกร หมู่บ้านชวนชื่นโมดัส เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ดร.ภัทร์ หนังสือพร้อมด้วย พญ.รดา หนังสือ ได้จัดพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเพล เนื่องในโอกาสเปิด "ศูนย์มะเร็ง ดร.ภัทร์และสหคลินิกสมุฏฐาน" 
โดยจัดให้มีพิธีสงฆ์และถวายภัตราหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป นำโดยท่านเจ้าคุณพระวัชรญาณมุนี (เทียนชัย ชยทีโป) วัดเทพสรธรรมาราม มาเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลในการดำเนินงานของศูนย์มะเร็งฯ
ซึ่งภายในงานมี พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 เพื่อน นรต.รุ่น 43 และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธี เมื่อเสร็จพิธีได้รับประทานอาหารร่วมกันและแสดงความยินดีกับ ดร.ภัทร์ฯ และ พญ.รดาฯ โดยทั้ง 2 ท่านได้ต้อนรับแขกที่มาร่วมงานด้วยความเป็นกันเองและอบอุ่น ทำให้ทุกท่านที่มาร่วมงานได้อิ่มบุญและอิ่มใจกันถ้วนหน้า
ดร.ภัทร์ฯ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์มะเร็ง ดร.ภัทร์และสหคลินิกสมุฏฐานว่า ศูนย์มะเร็งฯ เป็นศูนย์รักษาโรคมะเร็ง โดยการใช้วิธีการรักษาแบบบูรณาการ ตามทฤษฎีเวรศาสตร์สมุฏฐาน เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในทุกระยะ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงระยะประคับประคอง รวมทั้งผู้ป่วยที่ไม่ประสงค์จะรับการรักษาด้วยการผ่าตัด เคมีบำบัดหรือฉายรังสี 
โดยวิธีการบำบัดของศูนย์มะเร็งฯ จะใช้สารสกัดสมุนไพรที่ได้มาตรฐานผ่านกระบวนการวิจัยพัฒนาทางด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการควบคุมเซลล์มะเร็งไม่ให้เจริญเติบโตหรือทำให้เซลล์มะเร็งตายทั้งในรูปแบบของ Apoptosis และ Non-Apoptosis ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ชื่อว่า T-wrapt ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้สารสำคัญจากสมุนไพรในรูปแบบขององค์รวมพร้อมกันนับร้อยกลไก ในการยับยั้งเส้นทางการติดต่อสื่อสารและการนำส่งสารปัจจัยการเจริญเติบโตระหว่างร่างกายและเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าลงหรือหยุดการเจริญเติบโตและค่อยๆ ตายลง ตามวัฏจักรของเซลล์คล้ายกับเซลล์ปกติ
ดร.ภัทร์ฯ กล่าวต่อ ในการรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ T-wrapt ของศูนย์มะเร็งฯ จะเป็นการบำบัดรักษาโดยเริ่มต้นที่รากฐานของร่างกาย คือระบบนิเวศน์ของ Microbiome หรือจุลินทรีย์นับร้อยล้านล้านตัวในลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันการตอบสนองต่อเนื้องอกและควบคุมยีนต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ไม่ให้ผิดปกติ 

การปรับสมดุล Microbiome นั้น จะเริ่มจากการขับล้างสิ่งสกปรกและของเสียในลำไส้
(Detoxtication) ซึ่งทางคลินิก พบว่าผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่จะมีอาการถ่ายดำ มีกลิ่นฉุนรุนแรงในช่วงแรกของการรักษาด้วยสมุนไพร
สมุนไพรที่เป็นองค์รวมจะส่งเสริมสมดุลของระบบนิเวศน์ Microbiome ด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคและกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อเสริมชีวนะ Probiolics ชนิดต่างๆ ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกัน อย่างไม่ก่อโทษให้กับร่างกายมนุษย์

หลังจากการปรับสมดุลย์ Microbiome จะส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ระบบเม็ดเลือดขาวและเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ ทำงานเป็นปกติ ส่งผลให้เกิดกระบวนการลดการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในเนื้อเยื่อของเซลล์มะเร็งและในร่างกาย

นอกจากการปรับสมดุลของ Microbiome สารชีวออกฤทธิ์สมุนไพรของศูนย์มะเร็งฯ จะมีกลไกหลากหลายอื่นๆ ที่ช่วยในการยับยั้งมะเร็งแบบบูรณาการ เช่น

1 การยับยั้งสารก่อการอักเสบ Cytokines ชนิดต่างๆ เช่น IL-16, IL-6 ที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและกระจายแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

2 ลดปริมาณของ oxidative stress เช่น reactive oxygen species - ROS และไนตริคออกไซด์ NO ซึ่งถูกผลิตจากเซลล์มะเร็งเป็นจำนวนมากและเป็นปัจจัยการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

3 การทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบ Apoptosis และ Non - Apoptosis ซึ่งผลการทดลอบเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน Doxorubucin พบว่า สารสกัดสมุนไพรเคอร่า มีประสิทธิภาพในการทำให้เซลล์มะเร็งตายมากกว่ายาเคมีบำบัด มาตรฐาน Doxorubucin ถึง 425% ในขณะที่ความเข้มขั้นต่ำกว่าและไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ

4 การยับยั้งยีนก่อมะเร็งหลายชนิด ซึ่งกลายพันธุ์ ทำให้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นในเซลล์มะเร็งจนทำให้เติบโตผิดปกติ เช่น EGFR, NF-kB, KRAS, MYC, HIVa, LONP1 เป็นต้น

5 การกระตุ้นยีนยับยั้งเนื้องอก เช่น WTP53, CDK1A, GSTO1, MXI1, NDRG1 ที่ทำหน้าที่ในการหยุดวัฎเซลล์ เมื่อเซลล์มีการเจริญเติบโตเร็วผิดปกติ การซ่อมแซม DNA ที่ผิดปกติ รวมทั้งการส่งสัญญานเพื่อให้เซลล์มะเร็งตายแบบ Apoptosis เมื่อเซลล์เติบโตเร็วเกินกว่าที่จะควบคุมได้

6 กลไกการปรับสมดุลการแสดงออกของยีนทั้งระบบ Overall Gene Regulation ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญของการตอบคำถามที่ว่า ทำไมต้องใช้ยาสมุนไพรแบบองค์รวมในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่มีความผิดปกติในด้านการแสดงออกของยีนและลำดับเบสในสายพันธุกรรม DNA ที่บกพร่อง ซึ่งไม่สามารถจะสร้างความสมดุลได้ด้วยกลไกเดี่ยวในระดับยีนเพียงเท่านั้น

7 การกระตุ้นความเป็นพิษของ Cytotoxic T-Cell (cd8) ซึ่งทำหน้าในการฆ่าเซลล์มะเร็ง และทำให้เซลล์ตาย ควบคุมการเติบโตของเนื้องอก ผ่านกลไกการทำงานของไซโตไคน์ต้านการอักเสบ คือ IL-10 และการสร้างสมดุลของ Microbiome

8 การเพิ่มโปรตีนสัญญาณการตายของเซลล์ที่ผิดปกติ คือ cappase 8 และ cappsae 9 ทำให้เซลล์มะเร็งเกิดการตาย

การที่มีกลไกต่างๆ ที่หลากหลายเหล่านี้ร่วมกันออฤทธิ์ทั้งระบบนั้น ผลทางคลินิกในผู้ป่วยจำนวนมากพบว่า ทำให้สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกายให้โตช้าลงและค่อยๆ ตายไป ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกับเซลล์มะเร็งได้ โดยไม่ถูกมะเร็งทำร้ายหรือเป็นอันตรายจากมะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซึ่งการศึกษาถึงกลไกทางชีวเคมีต่างๆ เหล่านี้ของสมุนไพร รวมถึงการศึกษาถึงความปลอดภัยของสมุนไพรนั้น ทางสหคลินิกได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น ห้องปฏิบัติการชีวเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย รศ.ดร.เกียรติทวี ชูวงศ์โกมลและสถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ บางเรื่องก็ได้รับกาตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแล้ว ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจสำหรับคนไทย

ดร.ภัทร์ฯ ยังกล่าวเพิ่มเติม นอกจากการใช้สมุนไพรแล้ว การรักษามะเร็งของศูนย์มะเร็ง ดร.ภัทร์ ยังได้ผสมผสานกับข้อแนะนำในด้านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น อาหาร น้ำดื่ม การออกกำลังกาย การอดอาหาร 16-18 ชั่วโมง การพักผ่อนนอนหลับ การฝึกลมปราณและปัญญาสมาธิ การออกกำลังกายในรูปแบบที่สามารถทำให้ร่างกายสามารถแย่งชิงการใช้น้ำตาลกลูโคสกับเซลล์
มะเร็ง ส่งผลให้เซลล์มะเร็งขาดอาหารและเจริญเติบโตช้าลง พร้อมกับการกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ร่างกาย ทำให้เกิดการฟื้นฟูร่างกายและเสริมระบภูมิคุ้มกัน 

"สหคลินิกสมุฏฐาน" ยังเปิดรับรักษาโรคทั่วไป เช่น เบาหวาน ความดัน หลอดเลือด หัวใจ โรคเก๊าท์ รูมาตอยด์ โรคระบบภูมิคุ้มกัน sle โรคกล้ามเนื้อและกระดูก กระดูกทับเสัน ออฟฟิศซินโดรม ภาวะเสื่อมของดวงตาและการมองเห็นและโรคเรื้อวังชนิดอื่นๆ ทั่วไป และสามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพกับศูนย์ฯ ได้ที่เบอร์ 061-051-4999 หรือไลน์ @doctorpat1 ดร.ภัทร์ กล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่จะนำเดินและแนะนำส่วนบริการด้านต่างๆ ภายในศูนย์ฯ

แผนที่ในการเดินทางมายัง "ศูนย์มะเร็ง ดร.ภัทร์และสหคลินิกสมุฏฐาน" https://g.co/kgs/78E6TZ


 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...