วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

กรมชลประทานพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลากต่อเนื่อง
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา
เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ฉบับที่ 2 (207/2566) มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. - 3 ส.ค. 2566) พบว่าประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย นั้น
กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบทั้งในเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทาน โดยจัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
หากมีกรณีฝนตกหนัก หรือลมกระโชกแรงจนส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทาน และทรัพย์สินของทางราชการให้สามารถเข้าไปดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว ตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ปรับการระบายน้ำให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ พร้อมกับจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 
โดยจังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง มีดังนี้
🚨ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และตาก 
🚨ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี
🚨ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม 

🚨ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

🚨ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

อย่างไรก็ตามได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับติดตามภาพรวมสถานการณ์น้ำ และบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนประชาชนเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำ

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566



“ในหลวง” พระราชทานผ้าไตร ถวาย “พระอาจารย์โชคดี” แห่งวัดไก่เตี้ย ตลิ่งชัน
วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 : พล.ท.กฤษฎา สาริกา รองอธิบดีกรมมหาดเล็ก 904 เป็นประธานอัญเชิญผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมพระราชทาน ถวายแด่ พระครูวศินปริยัตยากร หรือ พระอาจารย์โชคดี เจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ย ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสมหามงคล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา 
โดยมี ประธานฝ่ายสงฆ์ พระธรรมวชิรเมธี (มีชัย วีรปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เจ้าคณะภาค 1 นำสวดเจริญชัยมงคลคาถา
ทั้งนี้มี นายวันชัย สอนสิริ วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมการ และพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมในพิธี  

นอกจากนี้ ทางวัดได้นำข้าวสารอาหารแห้งจำนวน 100 ถุง มอบให้กับชาวบ้านในชุมชนวัดไก่เตี้ย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล 
พระครูวศินปริยัตยากร หรือ พระอาจารย์โชคดี เล่าถึงความเป็นมาของ ”หลวงพ่อสัมฤทธิ์” พระประธาน ในอุโบสถวัดไก่เตี้ยว่า เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัย (สะดุ้งมาร) องค์พระลงรักปิดทองคำทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 73 นิ้ว ลืมพระเนตร ในตำนานกล่าวไว้ว่า พระมหาธรรมราชาที่ 4 พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองเมืองสุโขทัย เป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อเป็นพุทธบูชาในยุคนั้น ราวปี พ.ศ.1979 
ครั้นมื่อเกิดศึกสงครามได้ถูกนำล่องแพขนาบกับไม้ไผ่มาตามแม่น้ำยมลงมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อล่องแพมาถึงท้องคุ้งคลองบางกอกน้อยเพลาใกล้พลบค่ำ เกิดความมหัศจรรย์ ฟ้าร้องคำรามรอบทิศทาง ท้องฟ้าแผ่สว่างไปด้วยประกายสีทอง และแพก็หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไปข้างหน้า แม่ทัพนายกองและสมุนไพล่พลต่างตกตะลึงทำอะไรกันไม่ถูก ทุกคนจึงหยุดพักแรมที่ริมฝั่งคลองบางกอกน้อย เมื่อเดินขึ้นฝั่งเพื่อพักผ่อน จึงได้พบพระธุดงธ์ปักกรดอยู่ที่ป่าโคนไม้ แม่ทัพนายกอง จึงได้สนทนาธรรมเกิดความศรัทธา จึงนำหลวงพ่อสัมฤทธิ์ขึ้นจากแพประดิษฐาน โดยห่างจากชายฝั่งคลอง 28 ก้าวเท้า 
ต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ ครั้งเมื่อเกิดสงครามเก้าทัพ ปี 2328 แม่ทัพนายกองมาทำพิธีบวงสรวงต่อหน้าหลวงพ่อสัมฤทธิ์และวางแผนขุมกำลังในการสู้รบครานั้น พม่ายกทัพมา 9 ทัพ 5 ทาง เป็นสงครามครั้งแรก ระหว่างราชวงศ์โก้นบองของพม่ากับอาณาจักรรัตนโกสินทร์แห่งราชวงศ์จักรี พระเจ้าปดุงแห่งพม่ามีความทะเยอทะยานที่จะขยายพระราชอำนาจของพระองค์เข้ามาในสยาม แต่ก็ได้รับความปราชัยต่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) หลังจากนั้นพระองค์จึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยารัตนาพิพิธมาบูรณะวัดไก่เตี้ย ด้วยความศรัทธาในชัยชนะคราวนั้น 
สำหรับวัดไก่เตี้ย เป็นวัดราษฎ์ ที่เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) สมุหนายกคนแรกของประเทศไทยต้นสกุล สนธิรัตน์ ได้ทำการบูรณะขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1
ซึ่งวัดได้รับการพัฒนาครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2511 มีการสร้างบูรณปฏิสังขรณ์อาคารเสนาสนะ และได้รื้ออุโบสถหลังเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เนื่องจากเป็นไม้และผุพังลง ได้ก่อสร้างขึ้นใหม่เป็นคอนกรีต ทำพิธียกช่อฟ้าเมื่อ พ.ศ.2512 โดยจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2514


โลตัส ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความคุ้มค่า ยืนยัน “ถูกยืน 1” คัดสรรสินค้ายอดนิยม ทั้งของกินของใช้ รับประกันถูกจริงไม่ต้องเช็ก 
และการกลับมาของโรลแบ็ค ราคาถูกลงกว่าเดิม
 

โลตัส ประกาศเจตนารมณ์ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกราคาคุ้มค่าที่สุด “โลตัสถูกยืน 1” เพราะโลตัสไม่ยอมให้ใครขายถูกกว่าในสินค้าของกินของใช้ยอดนิยมของชาวไทย รับประกันถูกจริงไม่ต้องเช็ก เพราะโลตัสเช็กมาให้แล้ว พร้อมการกลับมาของโรลแบ็คในกลุ่มสินค้าอาหารสด ผ้าอ้อมเด็ก (ทุกยี่ห้อ ทุกขนาด) นมผงเด็ก (สูตร 3, 4 ทุกยี่ห้อ ทุกขนาด ) ถูกลงกว่าเดิม ให้ผู้บริโภคสามารถมาช้อปได้แบบคุ้มค่าทุกวันที่โลตัสสาขาใหญ่ไฮเปอร์มาร์เก็ต และซูเปอร์มาร์เก็ต ทั่วประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ Lotus’s SMART App
นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่เราดำเนินธุรกิจ โลตัส มุ่งมั่นส่งมอบสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึง เพื่อสร้างความคุ้มค่าและช่วยลูกค้าประหยัดค่าครองชีพเสมอมา และเราเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยที่มีชื่อเสียงในด้านราคาที่คุ้มค่ามาโดยตลอด 
ในอดีตเรามีแคมเปญโรลแบ็คที่อยู่คู่โลตัสหลายสิบปีและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า เพราะช่วยลดราคาสินค้าและตรึงราคาสินค้าบางรายการให้ต่ำกว่าราคาตลาด ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้ราคาที่คุ้มค่าที่สุดที่โลตัส ที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและการปรับขึ้นราคาของสินค้าหลายรายการ โลตัส มีความพยายามมาโดยตลอดที่จะตัดและตรึงราคาสำหรับสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพเพื่อช่วยประชาชนชาวไทยประหยัด วันนี้ เราพร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านความคุ้มค่าและราคาประหยัดอีกครั้ง และได้ประกาศเจตนารมณ์ในการเป็นค้าปลีกที่ยืนหนึ่งเรื่องราคาคุ้มค่า ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาถูก แต่เป็นการเพิ่มความคุ้มค่าทุกการจับจ่าย เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพสินค้าและราคา ซื้อที่โลตัสต้องคุ้มค่าที่สุดทุกวัน โดยโลตัสถูกยืน 1 คัดสรรของกินของใช้จำเป็นยอดนิยมของคนไทย มารับประกันว่าถูกจริง ไม่ต้องเช็ก อาทิ ข้าวสารหอมมะลิ วัตถุดิบและเครื่องปรุงอาหาร น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการรับประกันถูกจริงไม่ต้องเช็กและโรลแบ็คที่ถูกลงกว่าเดิม เพื่อให้ทุกคนมั่นใจและสามารถมาช้อปแบบถูกลงได้ทุกวันที่โลตัส และการกลับมาของโรลแบ็ค ในกลุ่มสินค้านมผงสูตร 3,4 ผ้าอ้อมเด็ก และอาหารสด ให้มีราคาถูกลงกว่าเดิม ให้คนไทยเข้าถึงสินค้าจำเป็นที่มีคุณภาพสูงในราคาคุ้มค่ายิ่งขึ้น ที่สาขาของโลตัสในรูปแบบสาขาใหญ่ ไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต ครอบคลุมทั่วไทย และยังสามารถช้อปได้อย่างสะดวกสบายผ่าน Lotus’s SMART App”
การกลับมาของโลตัสในการเป็นค้าปลีกราคาถูกยืน 1 โลตัสได้ทุ่มจัดแคมเปญการตลาดสุดยิ่งใหญ่เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังลูกค้าทั่วประเทศ ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารแบบ 360 องศา มีการประกาศเจตนารมณ์โดยผู้บริหารผ่านช่องทางในทุกสาขาของโลตัสทั่วประเทศ พร้อมสร้างการรับรู้ในสื่อนอกบ้าน (Out of Home Media) เช่นป้ายบิลบอร์ด สื่อในสถานีรถไฟฟ้า สื่อโฆษณากลางแจ้งจัดเดินทรูป (Troop) ในกทม. และรถแห่ในพื้นที่ต่างจังหวัด และยังมีสื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังมีการสร้างการรับรู้ผ่านอินฟลูเอนเซอร์และพนักงานอีกด้วย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยในทุกพื้นที่ ดึงดูดลูกค้าให้มาช้อปแบบคุ้มค่า ในราคาที่ถูกลง ให้ลูกค้ารู้สึกดีดี ทุกวัน ที่โลตัส

วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566


พิธีลงนามสัญญาการค้า TILAVAC S3
ระหว่าง
บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด และ บริษัท เวอร์แบค (ประเทศไทย) จำกัด
ในวันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00-11.30 น.
ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพที่มีความสำคัญของการเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในประเทศไทย ซึ่งมีการเลี้ยงทั้งในบ่อดินและในกระชังทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ทุกปีในช่วงฤดูร้อน เกษตรกรมักจะประสบปัญหาปลาตายเป็นจำนวนมาก ด้วยโรคสเตรปโตคอสโคซิส อันเกิดจากแบคทีเรีย Streptococcus ซึ่งจากปัญหาดังกล่าว ทำให้ บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พยายามหาวิธีในการป้องกัน และศึกษาแนวทางแก้ไขโรคร่วมกัน โดยทาง บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านอธิการบดี 
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ ในการลงนามรับรองการอนุมัติการนำเข้าวัคซีน TILAVAC S3 จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นออโตจีนัสวัคซีน ป้องกันโรคสเตรปโตคอสโคซิสในปลานิลและปลาทับทิมในนามของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนำวัคซีนมาศึกษาวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือทางวิชาการด้านการผลิตและปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ จากที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน ระหว่าง บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากความร่วมมือดังกล่าวทำให้ บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด 
ได้นำวัคซีนดังกล่าวเข้ามาทดลอง และวิจัย ซึ่งจากผลการทดลองพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค สเตรปโตคอสโคซิสได้ผลดี จากผลการศึกษาดังกล่าวทำให้บริษัท เวอร์แบค (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีน TILAVAC S3 ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนวัคซีน TILAVAC S3  กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้รับเลขทะเบียนยาในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมาได้สำเร็จ
ปัจจุบันบริษัท เวอร์แบค (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ได้รับอนุญาตนำเข้าและจัดจำหน่ายวัคซีน TILAVAC S3 ในประเทศไทยได้ โดยมีบริษัท มานิตย์ อินเตอร์เทรด จำกัด  เป็น Exclusive Distributor ในประเทศไทย  เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมไทยสามารถเข้าถึง TILAVAC S3 ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค สเตรปโตคอสโคซิส ทำให้การเลี้ยงปลาได้ผลดียิ่งขึ้น ช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะของเกษตรกรและสร้างความมั่นใจในการบริโภคปลานิลและปลาทับทิมให้กับผู้บริโภคได้ 





นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 8/2566
วันพุธที่ 26 ก.ค.2566 เวลา 13.00 น. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2566 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.), ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรรมการ ก.ตร.วินัย,กรรมการ ก.ตร.ร้องทุกข์ และกรรมการ ก.ตร.บริหารทรัพยากรบุคคล เข้าร่วมประชุมฯ 
สำหรับการประชุมฯ ครั้งนี้ มีระเบียบวาระการประชุม ประกอบด้วยเรื่องการรายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจด้านวินัย,คณะกรรมการข้าราชการตำรวจด้านอุทธรณ์ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจด้านบริหารทรัพยากรบุคคล และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
ด้านกฎหมาย และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ กรรมการข้าราชการตำรวจด้านวินัย อุทธรณ์ ร้องทุกข์ และบริหารทรัพยากรบุคคลได้รายงานข้อมูลการกระทำผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการตำรวจประจำเดือน ก.ค.66 มีข้าราชการตำรวจถูกลงโทษ จำนวน 6 นาย เป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 5 นาย และปลดออกจากราชการ จำนวน 1 นาย ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย.2566 มีข้าราชการตำรวจถูกลงโทษทั้งสิ้น จำนวน 103 นาย ซึ่งเป็นการไล่ออกจากราชการ จำนวน 84 นาย และปลดออกจากราชการ จำนวน 19 นาย 


กรมประมงเป็นเจ้าภาพจัดประชุม  7    GLM  เปิดเวทีรวมนักวิจัยไทย-ญี่ปุ่น 
 ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยภาคอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระหว่าง 2 ประเทศ
กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ Group Leaders Meeting of Thai Fish Project ครั้งที่ 7 
โดยมีนายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เป็นผู้แทนกรมประมง ในฐานะเจ้าภาพเปิดการประชุมฯและมี 
Dr. Tsukasa NAGAMINE Senior Associate Research Supervisor, เป็นผู้แทน Japan Science and Technology Agency Dr. HIRONO Ikuo หัวหน้าโครงการจากมหาวิทยาลัย Tokyo University of Marine Science and Technology คณะนักวิจัยของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นที่ทำงานวิจัยภายใต้โครงการฯ เข้าร่วมการประชุมฯ เพื่อให้นักวิจัยของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นภายใต้โครงการฯ ได้รายงานผลการดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดจนหารือความร่วมมือแนวทางในการดำเนินงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอนาคต เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม Ballroom C โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร 
นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้น ภายใต้โครงการการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่นของประเทศไทยเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพื้นถิ่นสู่ตลาดโลก (Utilization of Thailand Local Genetic Resources to Develop Novel Farmed Fish for Global Market) เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนรูปแบบความร่วมมือด้านงานวิจัย ผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) เพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพื้นถิ่นของไทยในชนิดปลากะพงขาว (Asian seabass) และกุ้งแชบ๊วย (Banana shrimp) โดยศึกษาการใช้เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ระดับโมเลกุลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและความต้านทานโรค การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การพัฒนาเทคนิคการป้องกันโรคสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึง การจัดตั้งธนาคารเชื้อพันธุ์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำพื้นถิ่นของประเทศไทย มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2562 – 2568 โดยมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ภายใต้ความร่วมมือโครงการดังกล่าว ล่าสุดกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทยได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) ร่วมกับ Tokyo University of Marine Science and Technology (TUMSAT) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัย TUMSAT กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพื้นถิ่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ ของไทย พร้อมขยายผลต่อยอดการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาปรับใช้ในการสร้างผลงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง อันจะนำมาสู่การพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

กรมประมง จับมือ ไปรษณีย์ไทย ลงนาม MOU
หนุนระบบการขนส่ง เพิ่มช่องการจำหน่าย และกระจายสินค้าประมง​ไทย

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม 2566 เวลา 10.00 น. ณ อาคารเอนกประสงค์ กรมประมง ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การบริหารจัดการด้านการขนส่ง การจำหน่ายและกระจายสินค้าภาคประมง​​” เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางและสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าประมงให้เกษตรกรชาวประมงตลอดจนเป็นการยกระดับการขนส่งสินค้าภาคการประมงให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยมี นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และนายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นผู้ลงนามฯ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสองฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีฯ ดังกล่าว
นายเฉลิมชัย​ สุวรรณรักษ์​ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ “การบริหารจัดการด้านการขนส่ง การจำหน่ายและกระจายสินค้าภาคประมง” ว่า การเพิ่มมูลค่าให้สินค้าภาคการประมงไทยแน่นอนว่านอกจากการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นตามกระแสความต้องการของผู้บริโภคแล้ว การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ จากต้นทางไปจนถึงปลายทางจะต้องมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง อาทิ การขนส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง การจัดการเกี่ยวกับหีบห่อ รวมถึงการจัดการเรื่องวัตถุดิบ ต่างเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการช่วยลดต้นทุนเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการขนส่ง ตลอดจนเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าภาคการเกษตรและประมงไทย กรมประมงให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวจึงได้กำหนดแผนดำเนินการสนับสนุนและพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการประมงของประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยมุ่งพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและกำกับดูแลตรวจสอบสินค้าประมงได้มาตรฐานเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าของสัตว์น้ำและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพเกษตรกร สร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
ดังนั้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการด้านการขนส่ง การจำหน่ายและกระจายสินค้าภาคประมงให้มีประสิทธิภาพเข้าสู่มาตรฐานในระดับสากลมากมากยิ่งขึ้น กรมประมงจึงลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมง   
ด้าน ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า “ไปรษณีย์ไทย ยังคงเดินหน้าเป็นอีกหนึ่งพลังสนับสนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการผลักดันสินค้าเกษตรภาคประมงให้ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค 
ช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร จากการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าและหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ โดยไปรษณีย์ไทยเริ่มให้บริการขนส่งปลากัด เป็นสัตว์น้ำสวยงามชนิดแรก ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งการันตีเรื่องความปลอดภัยในการขนส่ง มีมาตรฐานการดูแลเหล่าสัตว์น้ำสวยงามในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับฝาก-ส่งต่อ-นำจ่ายด้วยมาตรฐานแบบ EMS ส่งด่วน แม่นยำเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วไทย จึงได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี ทำให้ปัจจุบันได้มีการพิจารณาเปิดให้บริการเพิ่มเติม ได้แก่ ปลาสอด และปลาหางนกยูง รวมทั้งมีการขยายจุดรับฝากเป็น 314 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีบริการขนส่งที่สามารถรองรับสินค้าเกษตรภาคประมง ทั้งสินค้าทั่วไปแบบอุณหภูมิปกติ ผ่านบริการส่งด่วน EMS และสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิผ่านบริการ Fuze Post ซึ่งมีจุดบริการรับฝากส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ 10 แห่ง และต่างจังหวัดในพื้นที่เขตภาคตะวันออกและภาคใต้  และภายในปี 2566 นี้คาดว่าจะขยายการให้บริการจุดรับฝากอีกกว่า 120 แห่ง เพื่อกระจายสินค้าส่งตรงถึงผู้บริโภคได้อย่างสดใหม่และมีคุณภาพ อีกทั้งในอนาคตจะเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรฯ ผ่านช่องทางของไปรษณีย์ไทยทั้งออฟไลน์ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ และออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ ThailandPostMart ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม e-Marketplace รวบรวมสินค้าตัวท็อปใกล้ไกล ที่มีคุณภาพที่สุดในประเทศ”
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การลงนามในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการงานร่วมกันของบุคลากรทั้งสองหน่วยงานเพื่อพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าด้านการประมงทั้งแบบแปรรูปและมีชีวิต ให้ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของไทยมีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้เกษตรกรชาวประมงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ ตลอดจนเป็นการกระตุ้นภาคการประมงไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เกษตรกรด้านประมงที่สนใจสามารถสอบถามบริการเพิ่มเติมได้ที่ 0 2831 3890 หรือ THP Contact Center  โทร.1545 ®


ตร.จัดให้มีการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566
วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม 2566 เวลา 10.15 น. กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมี พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบนโยบายให้เหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2566 อย่างเต็มขีดความสามารถและสมพระเกียรติ พร้อมทั้งปลูกฝังกำลังพลทุกนาย ให้มีความจงรักภักดี ปกป้อง พิทักษ์รักษา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนให้ทุกหน่วยบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ในการเสริมสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบสุขให้กับประชาชนในประเทศ 
ในวันนี้ ที่ประชุมฯ ได้รับทราบผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ และแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพในด้านต่างๆ ดังนี้ 
กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงแนวทางดำเนินการด้านการพัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคงและช่วยเหลือประชาชนของกองทัพไทย โดยด้านการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ยึดถือตามนโยบายและแผนความมั่นคงที่ 17 การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ของนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2566-2570 รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ พ.ศ.2566-2570 ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งกองบัญชาการกองทัพไทย มีกลไกการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ กรมกิจการชายแดนทหาร รับผิดชอบงานด้านการจัดระบบป้องกันและการสื่อสาร เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน รวมถึงการรักษาความมั่นคงชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาประเทศร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน สำหรับการช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดภัยพิบัติ มีศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับทุกภาคส่วน โดยกองทัพไทย มีศูนย์บัญชาการทางทหาร ทำหน้าที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย รับผิดชอบด้านการอำนวยการ ประสานงาน สั่งการ และกำกับดูแลการปฏิบัติของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเหล่าทัพ เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่รับผิดชอบ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อสถานการณ์ 
กองทัพบก ได้ชี้แจงแนวทางการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยได้เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างและแผนปฏิบัติการ ด้วยการปรับปรุงแผนบรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564-2570
รวมถึงแผนบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม พ.ศ.2564 ตลอดจนเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล โดยการให้ความรู้ พัฒนาขีดความสามารถกำลังพล รวมถึงสนับสนุนกำลังพลในการเข้ารับการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในทุกระดับการเกิดภัย อาทิ การเตรียมความพร้อมชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็วและการฝึกแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านการดับไฟป่า (Bush Fire SMEE 2023) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ โดยการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของกำลังพลในการปฏิบัติงาน รวมถึงการจัดทำโครงการเสริมสร้างชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว ให้มีขีดความสามารถในการค้นหาและกู้ภัยเบื้องต้น เป็นมาตรฐานสากลสามารถปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายพลเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
กองทัพเรือ ได้นำเสนอขีดความสามารถของเรือหลวงช้างในการบรรเทาภัยพิบัติและช่วยเหลือประชาชนซึ่งถือเป็นเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การขนส่งลำเลียง การเป็นเรือบัญชาการ การค้นหาและกู้ภัยทางทะเล รวมทั้งสนับสนุนการช่วยเหลือกู้ภัยเรือดำน้ำ มีความสามารถในการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัย การอพยพประชาชน สนับสนุนการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้ายในทะเลและท่าเรือ โดยมีกำลังพลประจำเรือทั้งสิ้น 196 นาย มีคุณลักษณะความยาวตลอดลำ 213 เมตร ความกว้าง 28 เมตร กินน้ำลึก 7 เมตร ระวางขับน้ำสูงสุด 20,003 ตัน ทำความเร็ว 23 นอต ทนแรงคลื่นสูงกว่า 14 เมตร มีความเหมาะสมในภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ อาทิ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางอากาศ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ การพักอาศัย การประกอบอาหาร และการช่วยเหลือทางการแพทย์ โดยมีห้องปฏิบัติการแพทย์ จำนวน 11 ห้อง ห้องผู้ป่วย 3 ห้อง ส่วนรักษา 8 ห้อง แบ่งเป็นห้อง X-ray ห้องทันตกรรม ห้องศัลยกรรม ห้องตรวจโรค ห้องยา ห้อง LAB ห้องฆ่าเชื้อ และห้องผ่าตัด ซึ่งสามารถรองรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามระดับ 2 บนเรือได้ เรือหลวงช้างจึงเป็นกำลังสำคัญของกองทัพเรือในการป้องกันประเทศในยามสงครามและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชนในยามสงบได้อย่างสมบูรณ์ 

กองทัพอากาศ ได้ชี้แจงเรื่องการช่วยเหลือประชาชนของกองทัพอากาศ ซึ่งปัจจุบันกองทัพอากาศกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านแผนปฏิบัติราชการซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561 ถึง พ.ศ.2580 ด้านการช่วยเหลือประชาชน และบรรเทาสาธารณภัย โดยบูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถของกำลังพล เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้การสนับสนุน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาภัยพิบัติทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ได้แก่ การสนับสนุน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาภัยพิบัติทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ได้แก่ การสนับสนุนอากาศยานปฏิบัติภารกิจฝนหลวง การสนับสนุนอากาศยานเพื่อปฏิบัติการควบคุมไฟป่า การสนับสนุนอากาศยานในการค้นหาอากาศยานและเรือที่ประสบภัย และการสนับสนุนอากาศยานในการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานผลการปฏิบัติของ ตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริ ในการช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ อาทิ การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนการนำส่งผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ หญิงใกล้คลอดส่งโรงพยาบาล ช่วยคลอดฉุกเฉิน แก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงการเป็นวิทยากรให้ความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน ความรู้จราจรเบื้องต้น ความปลอดภัยบนท้องถนน ให้แก่เยาวชนและประชาชน ตลอดจนการจัดชุดเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุภัยพิบัติ และน้ำท่วมขังบนพื้นผิวจราจร โดยตำรวจจราจรตามโครงการพระราชดำริได้ทุ่มเทกำลัง ความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทย และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ตามแนวทางพระราชดำริ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในสังคม และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เน้นย้ำให้เหล่าทัพสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในทุกระดับและทุกด้านกับนานาประเทศ เพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และความร่วมมือด้านความมั่นคงกับมิตรประเทศ อีกทั้งให้มีการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ให้มีความพร้อมเผชิญภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้เหล่าทัพจัดเตรียมกำลังพล เครื่องมือ และยุทโธปกรณ์ให้มีความพร้อมเพื่อเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น อันเป็นการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ 


 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...