วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566

กรมประมง จับมือ อ.ต.ก. ผนึกกำลังทำ MOU ยกระดับสินค้าประมง 
เพื่อส่งเสริมเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ตามนโยบายตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรฯ 

วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2566 เวลา 10.00 น. ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จับมือองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ลงนามความร่วมมือเรื่อง “ตลาดนำการผลิต ยกระดับเพิ่มมูลค่าสินค้าประมง และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าประมงคุณภาพ” เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านการจัดจำหน่าย สร้างความมั่นใจในสินค้าประมงคุณภาพ และส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาดในทุกด้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรชาวประมง
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง "ตลาดนำการผลิต ยกระดับเพิ่มมูลค่าสินค้าประมง และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าประมงคุณภาพ" ระหว่าง กรมประมง กับ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่ทั้ง 2 หน่วยงานต้องการจะพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งเสริม การสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาด การจัดจำหน่ายสินค้าประมง รวมถึง
การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสินค้าประมง ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง ตระหนัก และมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าประมงคุณภาพมากยิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายตลาดนำการผลิต ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรชาวประมง โดยมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี
ซึ่งที่ผ่านมาในส่วนของกรมประมง ได้ช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง และเกษตรกร ในการกระจายสินค้าประมงคุณภาพสู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางร้าน Fisherman Shop ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และผ่านระบบ online ในชื่อ Fisheries Shop by Fisherman รวมถึงเน้นการส่งเสริมด้านการยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงภายใต้การรับรองตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว การันตีความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้พี่น้องชาวประมง และเกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยมีการกระจายรายได้สู่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งกรมประมงได้ร่วมมือกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) มาโดยตลอด ทั้งในด้านส่งเสริมการตลาด และด้านการประชาสัมพันธ์สินค้าประมงคุณภาพ เนื่องจาก อ.ต.ก. เป็นหน่วยงานที่เป็นศูนย์กลางของช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีความโดดเด่น มีการสนับสนุนส่งเสริมสินค้าเกษตรให้ได้รับความเชื่อถือด้านคุณภาพ และปลอดภัย อีกทั้งมีผู้บริโภคเข้ามาเลือกซื้อสินค้าเกษตรจากตลาดจำนวนมาก ซึ่งจัดอยู่ในตลาดที่มีความสำคัญติดอันดับ 4 ใน 10 ตลาดสดที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย 
นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กล่าวเสริมว่า ยุทธศาสตร์ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ "การตลาดนำการผลิต" เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ อ.ต.ก.จะช่วยเกษตรกรในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ขยายตลาดสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่เพื่อการส่งออกของประเทศไทยให้ไปถึงระดับนานาชาติได้ ก่อให้เกิดความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดรับกับวิสัยทัศน์ 
“องค์กรที่เป็นศูนย์กลางและช่องทาง จำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีความโดดเด่น น่าเชื่อถือด้านคุณภาพ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน” ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือเกษตรกรด้านการลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมด้านการตลาด 
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ นับว่าเป็นความร่วมมือ
ที่สำคัญอย่างยิ่งระหว่างกรมประมงกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในการสนองนโยบายตลาดนำการผลิต เป็นการสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภค
ให้สามารถเข้าถึงสินค้าประมงที่ผ่านการคัดสรร ทั้งด้านคุณภาพ และความปลอดภัย รวมถึงความร่วมมือในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในการกระจายสินค้าประมงคุณภาพ อย่างยั่งยืนต่อไป

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566



กรมประมง...แจงสถานการณ์กุ้งทะเล ปี’ 66
เร่งปรับสมดุลอุปสงค์-อุปทาน และส่งเสริมการตลาดในประเทศ
เพื่อกระตุ้นราคาช่วยเกษตรกร
นายประพันธ์  ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากแนวโน้มราคากุ้งขาวแวนนาไมที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นกังวล และตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุที่มาของการเกิดสถานการณ์ดังกล่าวไปหลากหลายแง่มุม ดังนั้น เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น กรมประมงจึงขอแจงรายละเอียดข้อเท็จจริง ดังนี้
ในช่วง 5 เดือนแรกของ ปี 2566 ประเทศไทยมีผลผลิตกุ้งทะเล 
(กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำ) จากการเพาะเลี้ยง ปริมาณรวมทั้งสิ้น 100,600.45 ตัน โดยปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.18 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยจากข้อมูล ปี 2560 - 2565 พบว่า ประเทศไทยจะมีผลผลิตกุ้งทะเลออกสู่ตลาดสูงในช่วงเดือนพฤษภาคม - พฤศจิกายน โดยราคากุ้งจะตกต่ำ 2 ช่วง ในรอบปี คือ ช่วงเดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม และช่วงเดือนกันยายน - เดือนตุลาคม 
นอกจากนี้ จากสถานการณ์การผลิตและราคากุ้งโลกในช่วงครึ่งปี 2566 พบว่า การผลิตกุ้งของประเทศเอกวาดอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตกุ้งหลักของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะผลผลิตกุ้งมากเกินความต้องการของประเทศผู้ซื้อ หรือภาวะ Over supply ของผลผลิตกุ้งในตลาดโลก และทำให้ราคากุ้งในประเทศเอกวาดอร์รวมถึงตลาดโลกลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2566 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตกุ้งของประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง อินเดีย เอกวาดอร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ในขณะที่ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ชะลอคำสั่งซื้อเนื่องจากปริมาณกุ้งในสต๊อกยังมีเพียงพอต่อการบริโภค จนกว่าสินค้าในสต๊อกจะได้รับการระบายออกสู่ตลาดจึงจะเริ่มคำสั่งซื้อใหม่ ประกอบกับภาวะเศรฐกิจตกต่ำ และภาวะเงินเฟ้อ ของประเทศผู้นำเข้า 
รวมถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซีย - ยูเครน ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าราคาถูก สภาวะเช่นนี้ส่งผลให้ราคาขายกุ้งในตลาดโลก และราคาขายกุ้งภายในประเทศผู้ผลิตหลักทั่วโลกมีราคาลดต่ำลง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ราคากุ้งตกต่ำยังคงเป็นวัฏจักรที่พบได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ความรุนแรงของผลกระทบอาจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตลาดผู้รับซื้อหรืออุปสงค์ที่มีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่ผลผลิตกุ้งหรืออุปทานมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งของไทยยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งควรหารือร่วมกับผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูป เพื่อวางแผนการผลิตกุ้งให้ได้ ขนาด ปริมาณ และมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตตรงตามที่ตลาดต้องการ ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิต โดยลดต้นทุนพลังงาน เช่น การใช้โซล่าร์เซลล์ การใช้จุลินทรีย์หรือการปรับรูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มทดแทนการใช้ยาและสารเคมี การปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมเพื่อลดความเสียหายระหว่างการเลี้ยง และการให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสมซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าอาหารแล้ว ยังลดการสะสมของเสียในบ่อเลี้ยงซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคที่เป็นต้นทุนแฝงในการเลี้ยงกุ้งอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศผู้นำเข้าจะชะลอคำสั่งซื้อ แต่หน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรมและโครงการเพื่อกระตุ้นการบริโภคกุ้งภายในประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายกุ้งให้แก่เกษตรกร โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) เห็นชอบให้กรมการค้าภายในดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ปี 2566 ตามมาตรการเพิ่มช่องทางและเชื่อมโยงการจำหน่ายสำหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยให้การสนับสนุนค่าชดเชยราคากุ้งให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอัตรากิโลกรัมละ ไม่เกิน 20 บาท และค่าบริหารจัดการในส่วนของค่าใช้จ่ายดำเนินการด้านการตลาด อาทิ ค่าจัดการด้านขนาดและคุณภาพ ค่าเก็บรักษา ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งหรือผู้รวบรวมที่เข้าร่วมโครงการฯ ในอัตรากิโลกรัมละ ไม่เกิน 10 บาท โดยมีปริมาณเป้าหมาย 5,000 ตัน ซึ่งเกษตรกรที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ 
กรมประมงเน้นย้ำว่า... แม้ว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งโลกในปัจจุบันอาจไม่สู้ดีนัก และการกู้อุตสาหกรรมกุ้งของไทยให้กลับฟื้นคืนมาอีกครั้งจะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก แต่หากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกร ตลอดจนสถาบันการศึกษา ร่วมมือ ร่วมแรง และร่วมใจกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ โดยมุ่งเน้นเรื่องการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการส่งเสริมการผลิตกุ้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด เชื่อได้ว่าจะนำมาซึ่งความมั่นคงและยั่งยืนในการประกอบอาชีพของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและธุรกิจเกี่ยวเนื่องสืบต่อไป

กรมประมง...ขยายผลโครงการ “ธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม”
เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อยกระดับการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน
วันที่ 28 มิถุนายน 2566 เวลา 08.30 น. ณ โรงแรมฟอร์จูน วิวโขง นครพนม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา ประจำปี 2566 คณะกรรมการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม และเจ้าหน้าที่โครงการฯ เพื่อต่อยอดและขยายผลการพัฒนาแหล่งน้ำให้เป็นธนาคารสัตว์น้ำของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “สร้างการมีส่วนร่วม เสริมทักษะองค์ความรู้ เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาความยั่งยืนของเครือข่าย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2566 นี้
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการเปิดโครงการสัมมนาฯ ว่า กรมประมงได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ “ธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 จนประสบผลสำเร็จเห็นผลเชิงประจักษ์ โดยปัจจุบันมีแหล่งน้ำเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 140 แห่ง มีสมาชิกจำนวน 10,851 ราย มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำมากกว่า 26 ล้านตัว เกิดผลผลิตสัตว์น้ำที่ชุมชนจับขึ้นมาใช้ประโยชน์แล้วกว่า 457 ตัน สร้างรายได้กว่า 15.8 ล้านบาท เข้ากองทุนโครงการฯ และมีการจัดสรรปันผลคืนให้แก่สมาชิกแล้วกว่า 1.4 ล้านบาท เกิดเงินทุนหมุนเวียนในชุมชนจนมีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการจัดตั้งเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ และเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น รวมไปถึงขยายเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินโครงการฯ 

การจัดโครงการสัมมนาฯ ดังกล่าว จึงเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการธนาคารฯ ประจำแหล่งน้ำเป้าหมายโครงการฯ และเจ้าหน้าที่กรมประมง ได้พัฒนาศักยภาพการดำเนินงานผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ บนเวทีเสวนาโดยวิทยากรจากภาครัฐและภาคประชาชน ในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ แนวทางการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เป็นธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำ, บทบาทของชุมชนและภาครัฐในการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ฯลฯ รวมถึงมีการระดมความคิดเห็นแนวทางการต่อยอดขยายผลการดำเนินงานโครงการฯ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานในพื้นที่จริงของโครงการฯ ที่ประสบผลสำเร็จ ณ แหล่งน้ำหนองพัง บ้านปากบัง หมู่ที่ 2 ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ซึ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐ การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลเลื่องลือขยายผล ระดับดีเด่น ประจำปี 2565 กลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เป็น “ธนาคารสัตว์น้ำชุมชน” นำไปต่อยอดขยายผลดำเนินการในแหล่งน้ำอื่นในจังหวัดนครพนมและหลายพื้นที่ทั่วประเทศอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงหวังว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาจะมีความรู้ความเข้าใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินโครงการฯ และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการแหล่งน้ำชุมชนทั่วประเทศในการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อพัฒนาด้านการประมง ภายใต้การมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดผลเป็นรูปธรรมกลายเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำของ
ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566

กรมประมง...เปิดเวทีโชว์ผลงานวิจัยใหม่ล่าสุด ปี 2566
ในรูปแบบการประชุมวิชาการประมงออนไลน์ 17 – 19 กรกฎาคม นี้
ภายใต้หัวข้อ “วิจัยยกระดับภาคการประมงพื้นบ้านสู่ความยั่งยืน”
กรมประมง...เตรียมจัดประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “วิจัยยกระดับภาคการประมงพื้นบ้านสู่ความยั่งยืน” สอดคล้องกับวิสัยทัศน์กรมประมง ที่ต้องการยกระดับการประมงไทยให้แข่งขันได้ โดยใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างความมั่งคั่งแก่เกษตรกร และพบกับสุดยอดผลงานวิจัย นวัตกรรม องค์ความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับการผลิตสินค้าประมงมุ่งสู่ตลาดโลก รวม 133 เรื่อง ทั้งภาคบรรยายและโปสเตอร์ ระหว่างวันที่ 17 - 19 กรกฎาคม 2566 ในรูปแบบออนไลน์  
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลงานวิจัย และนวัตกรรมใหม่ ๆ ทุกสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่สร้างความสมดุลให้เศรษฐกิจ พัฒนาเทคโนโลยีการทำประมงให้ทันสมัย เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปประยุกต์ใช้สำหรับการพัฒนาภาคการประมงของประเทศให้ยั่งยืนและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สำหรับงานประชุมวิชาการประจำปี 2566 จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings และ YouTube Channel สถานีประมงต้นแบบ ภายใต้หัวข้อ "วิจัยยกระดับภาคการประมงพื้นบ้านสู่ความยั่งยืน" (Research to upgrade the small-scale fisheries sector toward sustainability) พบกับการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านการประมง ทั้งในส่วนของภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์ จากนักวิจัยในภาครัฐและนักวิจัยอิสระ นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษ เรื่องวิจัยยกระดับภาคการประมงพื้นบ้านสู่ความยั่งยืน โดยนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และ ปูม้า : ความยั่งยืนของทรัพยากรและทางรอดของชาวประมงบริเวณเกาะเสร็จ และอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยนางเพราลัย นุชหมอน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการประมง ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและนำความรู้ไปพัฒนาภาคการประมงของประเทศให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงต่อไป
นายเฉลิมชัย กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไปและผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประชุมวิชาการประมง ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “วิจัยยกระดับภาคการประมงพื้นบ้านสู่ความยั่งยืน” (Research to upgrade the small-scale fisheries sector toward sustainability) ในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings ระหว่างวันที่ 17 – 19 กรกฎาคม 2566 สอบถามรายละเอียดการลงทะเบียนได้ที่ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมประมง โทร. 0 2562 0586 เว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/planning
ผบช.ภ.6 ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันที่ 27 มิ.ย.2566 เวลา 11.15 น. ณ ห้องแสดง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลก : พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผบช.ภ.6 และ คุณภคมน พิมลศรี ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 6 ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมมอบกระเช้าที่ระลึกให้แก่ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จังหวัดพิษณุโลก เป็นการขอบคุณ
พร้อมด้วย พล.ต.ท.พยูห์ ธนะศรีสืบวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร.,พล.ต.ต.บัณฑิต ตุงคะเศรณี รอง ผบช.ภ.6,พล.ต.ต.สุรชาติ จึงดำรงกิจ รอง ผบช.ภ.6,พล.ต.ต.ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ รอง ผบช.ภ.6,พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รอง ผบช.ภ.6,คุณพรพรรณ มะลิ รองประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 6,พล.ต.ต.สารนัย คงเมือง
ผบก.สส.ภ.6,คุณเรนุมาศ คงเมือง ประธานแม่บ้านตำรวจ บก.สส.ภ.6,พล.ต.ต.นิพนธ์  พานิชเจริญ ผบก.กค.ภ.6,พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า ผบก.ภ.จ.พิษณุโลก,พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ
ผบก.ภ.จ.สุโขทัย,คุณณัจยา  เกษมก์สิริ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย,พล.ต.ต.สุทธิพงศ์  เป๊กทอง ผบก.ภ.จ.อุตรดิตถ์

ผบ.ตร.พร้อมครอบครัวกิตติประภัสร์ มอบเงินทำบุญ 21 ล้านบาท ที่ได้จากงานพระราชทานเพลิงศพคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์  
ให้ รพ.ตำรวจ และรพ.รามาธิบดี เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อสวัสดิ์ ด้วยการส่งต่อกำลังบุญช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์
วันที่ 27 มิ.ย.2566 เวลา 10.00 น. ณ ห้องพรหมนอก อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ : พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และคุณแม่บัวลอย กิตติประภัสร์ พร้อมครอบครัวคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ มอบเงิน 21 ล้านบาท ให้แก่ รพ.รามาธิบดี และ รพ.ตำรวจ โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผอ.รพ.รามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี และ พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) รพ.ตร.เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยบุคคลากรทางการแพทย์ แขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม
สืบเนื่องจาก ผบ.ตร.และคุณแม่บัวลอย กิตติประภัสร์ พร้อมครอบครัวคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ มีความประสงค์จะนำเงินทำบุญที่ได้จากงานพระราชทานเพลิงของคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ จำนวน 21 ล้านบาท บริจาคให้โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยแบ่งเป็น มอบให้ มูลนิธิรามาธิบดี 11 ล้านบาท ได้แก่ ทุนโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี 5 ล้านบาท ทุนเพื่อผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว 5 ล้านบาท ทุนโครงการทุนการศึกษารามาธิบดีเพื่อนักศึกษาแพทย์และพยาบาล 1 ล้านบาท
 
มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจในพระบรมราชินูปถัมภ์ จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนเรื่มต้นในการจัดซื้อเครื่องเพทซีทีสแกน (PET/CT SCAN) เพื่อประสิทธิภาพสูงในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง ซึ่งถือเป็นกองทุนเริ่มต้นของการระดมจัดซื้อเครื่องดังกล่าวที่มีมูลค่าประมาณ 140 ล้านบาท สำหรับเงินร่วมทำบุญส่วนที่จะเหลือจะได้นำไปบริจาคให้ รพ.และบริจาคเพื่อการกุศลต่อไป
ทั้งนี้ ผบ.ตร.และคุณแม่บัวลอย กิตติประภัสร์ พร้อมครอบครัวคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ ได้ขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเป็นอย่างสูง สำหรับปัจจัยที่ร่วมทำบุญในงานพระราชทานเพลิงของคุณพ่อสวัสดิ์ กิตติประภัสร์ ซึ่งได้นำมาบริจาคให้แก่โรงพยาบาลทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่ายการจัดงาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อสวัสดิ์ ส่งต่อกำลังบุญในการช่วยผู้ป่วยและสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ต่อไป

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566

รอง ผบช.น.จับมือผู้ว่าชัชชาติ เปิดใช้งานระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรเป็นพื้นที่ (ATC) 
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2566 เวลา 09.30-11.30 น.ณ ห้องพญาไท 4 ชั้น 6 โรงแรม Eastin Grand พญาไท : รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร,รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานและผู้กล่าวนำในพิธีเปิดใช้งานระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรเป็นพื้นที่ (ATC) โครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ด้วยการติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบเป็นพื้นที่ (BATCP) 
โดยร่วมกับคณะผู้บริหารสำนักการจราจร และขนส่ง (สจส.) เอกอัครราชทูตแห่งญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ประจำประเทศไทย 
รวมทั้งตัวแทนตำรวจนครบาล ประกอบด้วย พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอกรองผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาล (น.2),พล.ต.ต.สุวิชชา จินดาคำ ผู้บังคับการ บก.จร.(จ.1),พ.ต.อ.สืบสด สิงหเสนี ผกก.4 บก.จร.(นก.4),พ.ต.ท.อัชฌา พุทธิปิลันธน์ รอง ผกก.4 บก.จร.,พ.ต.ท. ฐิติวัชร์ กุลศิรวัฒน์ สว.งานศูนย์ รวมข่าว กก.4 บก.จร.,พ.ต.ท.วัฒนา เพชรรัตน์ สว.งานวิศวกรรมฯ กก.4 บก.จร.,พ.ต.ต. ทศพล จันทะเสน สว.งานATC กก.4 บก.จร.,พ.ต.ต.ไชยยา เวฬุวนารักษ์ สว.งาน CCTV กก.4 บก.จร.,ร.ต.ท.วรท อุ้ยคำ รอง สว.งานวิศวกรรมฯ กก.4 บก.จร.,ร.ต.ท.นพรุจ โตงิ้ว รอง สว.งานวิศวกรรมฯ กก.4 บก.จร.เข้าร่วมพิธีฯ

กรมประมง ลงนาม MOA บ.โซลารินน์ จำกัด
ร่วมพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในกิจกรรมประมง
วันที่ 26 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น. ณ บริษัท โซลารินน์ จำกัด แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ กรมประมง โดย นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง และ บริษัท โซลารินน์ จำกัด โดย นายยุพธัช ยิบอินซอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซลารินน์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในกิจกรรมการประมง” มุ่งลดต้นทุนการผลิตสัตว์น้ำด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเล็งขยายผลให้เกษตรกรนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์จริง 
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องตีน้ำหรือเครื่องเติมอากาศเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจน การสูบน้ำหรือการเปลี่ยนถ่ายน้ำ รวมถึงการให้แสงสว่างภายในฟาร์ม จึงมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากและต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิตด้านพลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก 
กรมประมงได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงร่วมมือกับ บริษัท โซลารินน์ จำกัด นำร่องดำเนินโครงการต้นแบบ “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบชลประทานน้ำเค็มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนในกิจกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ประโยชน์ เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ ควบคู่ไปกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า BSS (Battery Storage System) ที่ผลิตจาก Sodium ion 
และเทคโนโลยีอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาปรับใช้ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรีเป็นแห่งแรก และวางแผนการจัดตั้งเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่และประชาชนทั่วไป พร้อมขยายผลต่อยอดการใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี 
อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า จากความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่บุคลากรของทั้ง 2 หน่วยงาน จะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านอุตสาหกรรมระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า BSS เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดต้นทุนการผลิต นำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพด้านการประมงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2566



ดีจังฮู้…ทรู-ดีแทค สุราษฏร์ฯ เมืองคนดี เพิ่มกระแส "ฟินทะลุจอ"
ดีจังฮู้…ทรูชูจุดแข็ง เข้าใจชาวใต้ ด้วยคุณภาพสัญญาณดีกว่า ผู้นำทัวริสต์ซิมอันดับหนึ่ง และสัญญาณที่เข้าถึงแรงงานข้ามชาติอย่างเท่าเทียม ยกขบวนโรดโชว์ Better Together Festival พร้อม ‘นาย-ใบเฟิร์น’ ส่งมอบมหัศจรรย์ความสุขของการรวมทรู ดีแทค ที่ จ.สุราษฎร์ธานี
วันที่ 25 มิถุนายน 2566 : ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูภาพเทเลคอม เทคคอมปานี ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเข้าถึงทุกคนและทำให้ชีวิตดียิ่งขึ้นในทุกวัน  เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งกว่าจากการรวมทรูดีแทค ด้วยกิจกรรมโรดโชว์ นำพรีเซ็นเตอร์คู่ใหม่ "นาย-ใบเฟิร์น" ลงใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกกระแสความฟินทะลุจอไปทั่วเมือง จากวิดีโอโฆษณาออนไลน์ซีรีส์ 5EP ในแนวมัลติเวิร์ส ที่ใหม่และแปลกตา เพิ่มความผูกพันของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ทรู พร้อมสานต่อแนวคิด Better Together ชีวิตดีกว่า เมื่อมีกันและกัน ชู 3 สิ่งที่ดีกว่าซึ่งเป็นความโดดเด่นของทรูในภาคใต้ คือ 
1.เครือข่ายที่ดีกว่า 
2.แพ็กเกจทัวริสต์ซิม สัญญาณแรงกว่า ทั่วถึงแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ 
3.ตอบโจทย์เพื่อนแรงงานข้ามชาติในภาคใต้ได้ตรงใจกว่า 
พร้อมนำสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า ยกขบวนสินค้าที่ครบกว่า คุ้มกว่า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงชีวิตดิจิทัล และ5G ที่ดีที่สุด ด้วยสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังราคาพิเศษ แพ็กเกจที่ดีที่สุด ครบ คุ้ม ได้เยอะแบบไม่เคยมีมาก่อน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนใต้ รวมถึงเน็ตบ้านที่แรงคุ้มยิ่งกว่า และดิจิทัลโซลูชั่นส์เพื่อบ้านอัจฉริยะจาก TrueX พร้อมคอนเทนต์บันเทิงระดับโลกจากทรูวิชั่นส์
นายฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หลังการควบรวมกิจการระหว่าง ทรู และดีแทค ภายใต้ชื่อ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ผู้นำ เทเลคอม-เทคโนโลยี ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเข้าถึงทุกคนและทำให้ชีวิตดียิ่งขึ้นในทุกวัน สำหรับภาคใต้ ทรูนำเอาความโดดเด่นและแตกต่าง ที่เข้าใจชาวใต้ ด้วยคุณภาพสัญญาณดีกว่า ผู้นำทัวริสต์ซิมอันดับหนึ่ง และสัญญาณที่เข้าถึงแรงงานข้ามชาติอย่างเท่าเทียม ตอกย้ำด้วยแคมเปญ Better Together Festival ที่รวมเอาความโดดเด่นของการรวมกันของทรูและดีแทค เพื่อสร้างสิ่งที่ดียิ่งกว่า และคุ้มค่ากว่าให้ลูกค้าของเรา มามอบในพื้นที่ภาคใต้ ที่เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทรูจะช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนการประกอบการ และผู้ใช้บริการทรูในภาคใต้มีชีวิตที่ดีขึ้น”  
: จุดแข็งทรูในภาคใต้

ทรูในภาคใต้มีจุดแข็งที่พร้อมให้บริการลูกค้า คือ 
1.เครือข่ายที่ดีกว่า คุณภาพสัญญาณของภาคใต้ดีขึ้นด้วยการใช้สัญญาณโรมมิ่งทรู ดีแทค ทำให้พื้นที่การใช้งานครอบคลุมมากขึ้น รองรับการใช้งาน ครอบคลุมถึง 1,081 ตำบล 100 อำเภอใน 14 จังหวัดภาคใต้ ลูกค้าทั้งแบรนด์ทรูและดีแทคได้รับประโยชน์จากคุณภาพเครือข่ายที่ดีขึ้น และสามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยบริการ 5G บนคลื่น 2600 MHz และความครอบคลุมของเครือข่าย 4G / 5G ที่ดีขึ้นบนคลื่น 700 MHz ทั่วประเทศ
 
2.ทัวริสต์ซิม สัญญาณแรงกว่า ทั่วถึงแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ ซิมสำหรับนักท่องเที่ยวของทรูและดีแทค ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคใต้ ใช้งานดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กับสัญญาณโรมมิ่ง นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถโรมมิ่ง 5G คลื่น 2600 MHz ใช้งานทั้ง 4G และ 5G พร้อมทั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi มากขึ้นใน 10 ที่เที่ยวภาคใต้ ถ่ายรูปสวย ได้ฟิล เช่น เกาะสมุย เกาะเต่า เขื่อนเชี่ยวหลาน สุราษฎร์ธานี เกาะหลีเป๊ะ สตูล หมู่เกาะสิมิลันภูเก็ต เสม็ดนางชี พังงา เกาะรอก กระบี่ หมู่เกาะช้างเผือก ระนอง เกาะยาวใหญ่ พังงา บ้านไร่ไออรุณ ระนอง บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช

3.เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมให้แรงงานข้ามชาติ ชายแดนพม่า ทรูได้เห็นถึงปัญหาและความต้องการใช้งานโมบายล์อินเทอร์เน็ต ของเพื่อนแรงงานข้ามชาติ ในภาคใต้ การใช้ชีวิตทำงานในไทย ความเหงาเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มีเพียงมือถือ ที่เป็นตัวช่วยคลายความเหงา ไว้เล่นโซเชียล ดูหนัง ฟังเพลง หรือแม้แต่การโทรกลับบ้านเพื่อให้คลายความคิดถึงครอบครัว และมีกำลังใจสู้ต่อเพื่อคนที่บ้านที่รออยู่ข้างหลัง 
ในปีที่ 2565 ผ่านมา แรงงานข้ามชาติที่เป็นลูกค้าดีแทค มีปริมาณการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น 39% โดยการใช้งานดาต้าจากเกมเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 39% เป็น 63% ทรูจึงยกระดับคุณภาพสัญญาณการใช้งานในชุมชนแรงงานข้ามชาติ และแบรนด์ดีแทคยังมีซิมเพื่อชาวเมียนมา และกัมพูชา บริการดีแทคแอป และคอลเซ็นเตอร์ภาษาเมียนมา กัมพูชา ให้เพื่อนแรงงานข้ามชาติในภาคใต้ ใช้งานได้อย่างราบรื่นอีกด้วย 

นางสาวทิพยรัตน์ แก้วศรีงาม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการจัดการระดับภูมิภาค บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การรวมกันของทรู ดีแทค เป็นการรวมสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อยกระดับมาตรฐานประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าทั่วประเทศกว่า 50.5 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการดูแลและให้บริการลูกค้า โดยได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยในการวิเคราะห์ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้ตรงใจมากขึ้น ทั้งการนำเสนอสินค้าบริการ การมอบสิทธิพิเศษ ตลอดจนช่องทางการเข้าถึง O2O ผ่านการผนึกพลังทั้งออฟไลน์ในเครือทั่วประเทศและออนไลน์แบบ 24 ชั่วโมง ทำให้ลูกค้าจะได้สัมผัสสุดยอดประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง และไร้รอยต่อในทุกจุดบริการ รวมทั้งยกระดับบริการหลังการขายที่นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทำให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น 

กิจกรรม Better Together Festival ที่สุราษฎร์ธานีและในภาคใต้ ในครั้งนี้ เราต้องการนำเอาประโยชน์จากการใช้บริการของทั้งแบรนด์ทรูและดีแทค ที่เพิ่มมากขึ้นมามอบให้ผู้ใช้บริการในภาคใต้ ได้สัมผัสประสบการณ์ ชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเรามีกันและกัน โดยได้จัดแพ็กเกจและสิทธิพิเศษมาเอาใจคนใต้ ตลอดเดือน ก.ค.66”

#TrueXdtacBetterTogether#TruedtacXNineBaifern 
#BetterTogetherFestival 
#ชีวิตดีกว่าเมื่อมีกันและกัน 
#ย้ายค่ายมาเพื่อชีวิตที่ดีกว่า 
#trueXdtac5Gที่ดีกว่า
#นายใบเฟิร์น

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ กรมประมง
แหล่งเรียนรู้เพิ่มมูลค่าสินค้าประมง..สู่ความมั่นคงทางอาชีพ
กรมประมง...เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนภาคการประมงของไทยเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงของอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ ภายใต้ความยั่งยืนของทรัพยากรประมง ผ่านการดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและฟื้นฟูทรัพยากรประมง รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสัตว์น้ำ โดยมีนโยบายในการจัดตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ กรมประมง” สำหรับฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ด้านการแปรรูปสัตว์น้ำให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างองค์ความรู้ในการเพิ่มมูลค่าสินค้าประมงและพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันสำหรับพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ตลอดจนผู้ประกอบการต่อเนื่องในอุตสาหกรรมประมง
นายถาวร  ทันใจ  รองอธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีพื้นที่ขนาด 440 ตารางเมตร พร้อมไปด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์การแปรรูปที่ทันสมัย เหมาะสำหรับชาวประมง เกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชนขนาดย่อมและขนาดกลาง และมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปสัตว์น้ำ เทคนิคการบรรจุภัณฑ์ การจัดการหลังการจับ รวมทั้ง สุขลักษณะที่ดีในการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ภายใต้แผนการดำเนินการฝึกอบรมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา โดยมีหลักสูตรการจัดฝึกอบรม อาทิ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้เครื่องขอดเกล็ดปลา เทคนิคการแปรรูปสัตว์น้ำ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลานิล ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพง และปลาชะโด โดยรังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ไส้กรอกปลา ลูกชิ้นปลา กุนเชียงปลา นักเก็ตปลา ปลาก้างนิ่มรมควัน รวมถึงการจัดหาและการเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพ การขยายช่องทางการตลาด และเทคนิคการบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
จากการเปิดการอบรมมาแล้ว 10 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมมากกว่า 300 ราย ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ผ่านการอบรมจากศูนย์ฯ และประสบความสำเร็จในด้านการดำเนินธุรกิจมากมาย เช่น วิสาหกิจชุมชนแปรรูปถนอมอาหาร อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ได้นำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลานิลให้มีคุณภาพ สามารถจัดจำหน่ายได้ทั้งในพื้นที่และแบบออนไลน์ รวมทั้ง ยังได้มีการเชื่อมโยงทางการตลาดผ่านระบบเครือข่ายเกษตรกรที่ได้เข้ามาอบรม 

วิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลานิลแปลงใหญ่ท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ปลาเชียงจากปลานิล และจัดจำหน่ายเป็นสินค้าของกลุ่มฯ รวมถึง จ๊อด ชะโด ไทย อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้เพาะเลี้ยงและจัดจำหน่ายปลาชะโดและเนื้อปลาชะโด ได้เข้ามาขอรับการฝึกอบรมในการ
แปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นไส้กรอก และลูกชิ้นปลาชะโด และได้ทดลองใช้เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมประมงถ่ายทอดความรู้ด้านเทคนิคต่าง ๆ จนสามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ของฟาร์มได้ และสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น เกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป ที่มีความสนใจจะเข้ารับการฝึกอบรม หรือขอรับคำปรึกษา รวมถึงขอรับบริการทางวิชาการจากเจ้าหน้าที่กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง เพื่อเป็นพี่เลี้ยงแนะนำให้ความรู้ตลอดการดำเนินกิจกรรม โดยสามารถติดต่อที่กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง โทร 02 940 6130 – 45 ต่อ 4214 และ 4320 รวมทั้ง Facebook Fanpage : กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง หรือประสานผ่านทางสำนักงานประมงจังหวัดได้ทั่วประเทศ 

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...