วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568

"กรมปศุสัตว์"

เดินหน้าสัตว์ปลอดโรคปลอดภัย“รมช.อามินทร์” ลุย ชลบุรี เร่งทำหมัน-ฉีดวัคซีนสุนัขแมว คุมโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งเป้าขยายผลอีก 30%

นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

เป็นประธานพิธีเปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง จังหวัดชลบุรี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พร้อมมอบนโยบายในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน พบปะประชาชน 


เยี่ยมชมกิจกรรมการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมอบอาหารสุนัขและแมวให้กับเกษตรกรที่นำสัตว์เลี้ยงมารับบริการ ณ เทศบาลตำบลเกล็ดแก้ว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากปัญหาประชากรสุนัขและแมวจรจัด เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของประชาชน และที่สำคัญคือความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวัง อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง และมีรายงานพบผู้ป่วยเสียชีวิตในปีนี้ จำนวน 1 ราย จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข – แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้จังหวัดชลบุรี และทั่วประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการจัดการสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ เชื่อมั่นว่าจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าได้ในระยะยาว พร้อมยืนยันว่ากรมปศุสัตว์จะเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

​โก โฮลเซลล์ รับโล่ประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ หนุนการฟื้นฟูผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา ผ่านการรับซื้อผักจากสถาบันราชานุกูล
​โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่มีความสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อผู้ประกอบการ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดย    
คุณนฤมล ชุติปัญญาภรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ ในฐานะองค์กรผู้สนับสนุนการจ้างงานคนพิการทางสติปัญญา จาก 
ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ 
ซึ่ง โก โฮลเซลล์ รับซื้อผักสลัดคุณภาพดี พร้อมร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะ การสร้างอาชีพให้น้องๆ ผู้บกพร่องทางสติปัญญา จาก ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพราชานุกูล (บางพูน) จ.ปทุมธานี ผ่านโครงการ ‘บางพูนโมเดล’ ทำให้น้องๆ และครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น
#GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568

"กรมปศุสัตว์"

กรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน เปิดตัวโครงการ “GOOD FOOD GREEN CHOICE” ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

กรมปศุสัตว์เปิดตัวโครงการ “Good Food Green Choice” ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนปศุสัตว์ไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยเปิดแผนปฏิบัติการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2568-2570 ด้านปศุสัตว์ เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าปศุสัตว์และการบริโภคที่ยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Econonmy) และตอบสนองต่อเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งยกระดับภาคปศุปศุสัตว์ไทยให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ในวันพุธที่ 24 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเดอ ไพร์ม รางน้ำ กรุงเทพมหานคร
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานงานแถลงข่าว การเปิดแผนปฏิบัติการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2568 – 2570 ด้านปศุสัตว์ และโครงการ “Good Food Green Choice” ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดการผลิตอาหารปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาและยกระดับการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล โดยควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล เพื่อให้กระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน 
นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านปศุสัตว์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2568 – 2570 เพื่อสนับสนุนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสอดคล้องกับทิศทางของประเทศในการเผชิญกับความท้าทายจากภาวะโลกร้อน ผ่านการลดผลกระทบจากภาคการผลิตปศุสัตว์และการสร้างระบบปศุสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศในอนาคต นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ปี พ.ศ. 2568 สำหรับจัดทำโครงการผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับแผนปฏิบัติการฯ และยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (ประเด็นที่ 18) 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต และส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย และตรวจสอบได้ และในครั้งนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ ที่ผ่านการประเมินด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของกรมปศุสัตว์ ได้รับประกาศนียบัตรและตราสัญลักษณ์ “Good Food Green Choice” จำนวนทั้งสิ้น 46 ราย 
นอกจากนี้กิจกรรมภายในงาน ยังมีการเสวนาพิเศษจากผู้แทนจากภาครัฐและผู้ประกอบการ ในเรื่อง อนาคตปศุสัตว์ไทยสู่ความยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนกิจกรรมมอบประกาศนียบัตร และตรารับรอง “Good Food Green Choice” แก่ฟาร์มและโรงงานต้นแบบอย่างเป็นทางการ./

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568

เกษตรฯ จับมือ เป๊ปซี่–โคล่า (ไทย) ลงนาม MOU “ขับเคลื่อนมันฝรั่งสู่ความยั่งยืน”
22 กันยายน 2568 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8 หน่วยงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจ กับบริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ โดยพร้อมเป็นเครือข่ายการส่งเสริมการผลิตมันฝรั่งให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้บริโภค และภาคการเกษตรไทย ณ โรงแรม
เซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานและสักขีพยาน
ในการลงนามยกระดับศักยภาพการผลิตมันฝรั่งไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ การจัดการพื้นที่และน้ำ การผลิตหัวพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนถึงการรับซื้อผลผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมมันฝรั่งมีมูลค่าตลาดปลายน้ำกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของระบบเกษตรพันธสัญญา ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องนำเข้ามันฝรั่งสดและหัวพันธุ์ตัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมกับ บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้ MOU นี้ ภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันดำเนินงาน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยให้ทนต่อสภาพอากาศและโรค การกระจายหัวพันธุ์คุณภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า การบริหารจัดการพื้นที่และน้ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยด การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร ผ่านเกษตรพันธสัญญา การรับซื้อผลผลิตอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและรายได้มั่นคงแก่เกษตรกร “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้มันฝรั่งไทยก้าวสู่ความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้ช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ บริหารจัดการต้นทุนการผลิต และส่งเสริมรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร”
 
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจครั้งนี้จะส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูก
มันฝรั่งที่ทำงานร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด 
ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา ให้เกษตรกรสามารถปลูกมันฝรั่งได้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด 
ยกระดับคุณภาพการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2571 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกฝ่ายได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นให้เกิดกลไกสนับสนุนทางด้านการเพาะปลูก และการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส และเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งต่อไป

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568

"โก โฮลเซลล์" (GO WHOLESALE)

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ชูศิลปะแห่งการแล่เนื้อ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า
ผลักดันอาชีพ “บุตเชอร์” คว้ารางวัลเวทีนานาชาติ รับกระแสคนรักเนื้อแรงไม่แผ่ว
เคยสังเกตหรือไม่ว่า การตัดแต่งเนื้อเป็นรูปแบบต่างๆ จากฝีมือของ “บุตเชอร์” มีผลในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารให้กับผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการ เชฟ หรือคนทั่วไป 
“หนึ่งในความสามารถของบุตเชอร์ที่สำคัญคือ ตัดแต่งเนื้อออกมาแล้ว ต้องทำให้ลูกค้าที่มาเห็น มองออกได้ทันทีว่า จะเอาไปทำเมนูอะไร นำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ดังจะเห็นได้จากหน้าเคาน์เตอร์ของแผนกเนื้อสัตว์ของโก โฮลเซลล์ ที่มีชิ้นส่วนต่างๆ ให้เลือกมากมาย เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน” นายนิธิวัฒน์ พึ่งเจริญ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออาหารสด เนื้อวัวและเนื้อสัตว์อื่นๆ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าว
เขาคนนี้ และ นายพุฒิพงศ์ อิ่นใจ พนักงานปฏิบัติการอาวุโสแผนก สินค้าเนื้อสัตว์ โก โฮลเซลล์ สาขาเชียงใหม่ เป็นตัวแทนบุตเชอร์จาก โก โฮลเซลล์ ที่ไปคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากรายการแข่งขัน The Ultimate Butcher Challenge2025 ที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางการประชันฝีมือตัดแต่งเนื้อ จาก 16 ทีมในอาเซียน ซึ่ง โก โฮลเซลล์ เป็นทีมจากประเทศไทยเพียงทีมเดียวที่เข้าแข่งขันรายการนี้
“รายการนี้ทาง MLA (Meat & Livestock Australia) แนะนำให้เราเข้าร่วมการแข่งขัน หลังจากเห็นศักยภาพ เนื่องจาก MLA ได้เข้ามาทำหน้าที่จัดอบรมพัฒนาฝีมือให้กับพนักงานแผนกเนื้อสัตว์ของทุกสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางผู้บริหารได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ทั้งการฝีกซ้อมฝีมือตัดแต่ง และการทำอาหารมาตรฐานเชฟ ที่ได้ The Food School Bangkok ชี้แนะแนวทางอย่างมืออาชีพ” นิธิวัฒน์ บอกเล่า
แม้จะมีเวลาฝึกซ้อมเพียง 8 วัน แต่ทั้งคู่ก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ ก่อนบินไปมาเลเซียเข้าสู่เวทีแข่งขัน ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ การตัดแต่งเนื้อ ที่มีหลักเกณฑ์การให้คะแนน คือ ความสะอาด การใช้มีด ความคิดสร้างสรรค์ การตัดแต่งให้เกิดความหลากหลาย การพรีเซนต์ และ ส่วนของการทำอาหารจากชิ้นส่วนเนื้อที่ตัดมาแล้ว โดยเลือกใช้เนื้อหลากหลาย ทั้งเนื้อวัว  ส่วนหลัก ส่วนรอง และเนื้อแกะ ที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนู “Beef Curry Delight of Siam” หรือ “สเต็กเนื้อ ซอสพะแนงตำรับสยาม” ได้อย่างลงตัว

สิ่งที่ทำให้บุตเชอร์ชาวไทยทั้งสอง โดดเด่นเข้าตากรรมการก็คือ  ทักษะการใช้มีด การตัดแต่ง และการใช้ชิ้นส่วนเนื้อที่หลากหลายในการสร้างสรรค์อาหาร 
“สิ่งที่ได้รับมันเกินคาด รางวัลครั้งนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องพนักงานในแผนกเนื้อสัตว์ และการมองอาชีพ บุตเชอร์ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแล้วกับประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ที่มีอุตสาหกรรมเนื้อวัวที่ใหญ่ แต่บ้านเรายังไม่รับรู้อาชีพนี้มากนัก” นิธิวัฒน์ กล่าว

ด้าน พุฒิพงศ์ เสริมว่า “สำหรับผมแล้ว บุตเชอร์ เป็นอาชีพที่ เท่ เพราะการแล่วัวก็คือ ศิลปะอย่างหนึ่ง เราต้องรู้สรีระของวัว ลงลึกถึงการเลี้ยง มัดกล้ามเนื้อ ต้องรู้ว่า วัวหนึ่งตัวสามารถทำได้กี่เมนู แล่ออกมาได้กี่ชิ้นส่วน ถ้าคนไม่รักจริง ไม่สามารถทำได้ รางวัลจากเวทีนี้ ทำให้ผมฝันว่าอยากไปยืนเวทีโลกสักครั้ง หรือ อยากแล่วัวญี่ปุ่นเป็นสไตล์ไทยๆ อาชีพนี้ทำแล้วสนุก ท้าทายมาก”

ความท้าทายของพุฒิพงศ์ ถูกหลอมรวมอยู่ในผลงานการตัดแต่งเนื้อที่เขาใส่ใจในรายละเอียดความต้องการของผู้ใช้งาน 

“ผมใช้ทักษะการตัดแต่งแบบลัคชูรี่มาผสมผสานกับแบบคอมเมอร์เชียล ทำให้เนื้อที่แล่ออกมาดี  ผนวกกับเข้าใจความต้องการของลูกค้าชาวเชียงใหม่ สาขาที่ผมทำงานอยู่ อย่าง เนื้อดรายเอจ ทุกสาขาอาจจะเลาะขายแบบ สันแหลม  แต่ผมเน้นเลาะติดกระดูก นำเสนอลูกค้าชาวเชียงใหม่ที่นิยมรับประทานกัน” พุฒิพงศ์ กล่าว

การเป็นบุตเชอร์ จึงไม่ได้มีหน้าที่ตัดแต่งให้เกิดความหลากหลายเพียงอย่างเดียว  แต่ยังต้องมองในเรื่อง การขาย ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่มีความนิยมบริโภคเนื้อเป็นจำนวนมาก พุฒิพงศ์ ยกตัวอย่าง ช่วงไฮด์ซีซั่นภาคเหนือ คนชอบเที่ยวดอย เนื้อสเต๊กที่ขายก็ต้องหั่นให้พอดี นำไปใช้ได้ง่าย

นอกจากนี้ บุตเชอร์ ยังสามารถให้คำแนะนำ ให้ความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์วัวและกล้ามเนื้อที่มีผลกับความนุ่มเหนียวและการนำชิ้นส่วนต่างๆ ไปใช้กับเมนูอะไรถึงจะอร่อยลงตัว

สำหรับเวทีนี้ ทีมบุตเชอร์ของโก โฮลเซลล์ ไม่ได้คว้าแค่รางวัลกลับมาเท่านั้น พวกเขายังได้เปิดโลก ค้นพบไอเดียแปลกใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการตัดแต่ง เทคนิคใหม่ๆ และการจัดดิสเพลย์เนื้อเพื่อขาย ที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับสาขาของโก โฮลเซลล์ ได้อีก 

ตอกย้ำการเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่ไม่หยุดพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สู่วงการธุรกิจอาหารของไทย เพิ่มหมุดหมายแหล่งจำหน่ายเนื้อวัวที่สายคนรักเนื้อพลาดไม่ได้!

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...