วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568
วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568
วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568
"สยามคูโบต้า"
วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568
วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568
วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568
วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568
"สยามคูโบต้า"
วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568
เครือซีพี ต่อยอด “แม่แจ่มโมเดลพลัส” จ.เชียงใหม่ ขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” ฟื้นฟูป่า สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน มุ่งสู่ CSV
เชียงใหม่ - เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 3568 : เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” อย่างต่อเนื่อง มุ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ โดยมีรากฐานสำคัญจากการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เพื่อบูรณาการการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาชุมชน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรลุเป้าหมายองค์กร Carbon Neutral ภายในปี ค.ศ. 2030 และ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050
ในการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเกียรติจาก นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ร่วมด้วย นายณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์, นายวรุตม์ ลีเรืองสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วย
นายสมเกียรติ มีธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอ้อผญา, นายธวัช ขัดผาบ หัวหน้าส่วนโครงการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า, และ นายเดโช ไชยทัพ นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนจากบริษัทในเครือ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์รวมกว่า 9.6 ล้านไร่ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลรักษา อย่างไรก็ดี หลายพื้นที่ยังคงเผชิญปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และผลผลิตทางการเกษตร จังหวัดจึงดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการรณรงค์หยุดเผา จัดตั้ง War Room ระดมอาสาสมัคร และใช้โดรนติดตามพื้นที่เผาไหม้ พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงกลไก PES (Payment for Ecosystem Services) เพื่อบริหารจัดการเศษวัสดุการเกษตร ลดการเผา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน
ทั้งนี้ โครงการ “ซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนร่วมแก้ปัญหาหมอกควันและ PM2.5 พร้อมส่งเสริมเกษตรกรรมแบบวนเกษตร ลดการบุกรุกป่า และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยเฉพาะการส่งเสริมการปลูกกาแฟ ซึ่งเติบโตได้ภายใต้ระบบนิเวศป่าใหญ่ ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
แนวทางการพัฒนาพื้นที่ของ “แม่แจ่มโมเดลพลัส” ได้จุดประกายและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ขยายผลการแก้ไขปัญหาเชิงระบบในพื้นที่ภาคเหนือ สู่การดำเนินงานใน 4 จังหวัด ภายใต้ “โครงการซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำร่วมกับชุมชน ปัจจุบันดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าร่วมกับชุมชนกว่า 12,000 ไร่ ปลูกต้นไม้แล้วกว่า 1.3 ล้านต้น ทั้งไม้ป่าอนุรักษ์และไม้เศรษฐกิจ เพื่อสร้างทั้งป่าและรายได้ให้แก่คนในพื้นที่
ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ผ่านหลายโครงการ อาทิ โครงการพัฒนากิจการเพื่อสังคมแม่แจ่ม (Social Enterprise แม่แจ่ม) ศูนย์วิจัยกาแฟชุมชนบ้านกองกาย โครงการเกษตรยั่งยืนแม่วากโมเดล โครงการแม่แจ่มเมืองไผ่ และโครงการแสนกล้าดี โดยเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการเกษตรยั่งยืน การแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันได้มีการยกระดับการทำงานสู่ CSV (Creating Shared Value) หรือ การสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคม มีการผนึกกำลังกับบริษัทต่างๆ ในเครือซีพี นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ผ่านโครงการค่ายผู้นำเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ ENVI CAMP โดยบูรณาการร่วมกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา และปราชญ์ชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในการรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีเยาวชนต้นแบบอย่างน้อง “แอนโทนี ปิยชนม์” เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเพื่อนเยาวชน
โครงการแสนกล้าดี เป็นความร่วมมือของคณะแม่แจ่มโมเดลพลัส พัฒนาพื้นที่ร่วมกันกับเกษตรกร ปลูกไผ่เป็นพืชทางเลือกภายใต้โครงการ จำนวน 16,000 ต้น และร่วมกับ TrueMoney เปิดรับเงินบริจาคสมทบทุนซื้อต้นกล้าไผ่ ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet ,โครงการพัฒนากิจการเพื่อสังคมแม่แจ่ม ที่บ้านกองกาย เป็นพื้นที่โมเดลนำร่องยกระดับเกษตรกรชุมชนบ้านกองกายสู่การขับเคลื่อน Social Enterprise ด้านความยั่งยืน สร้างรายได้ให้ชุมชนในปีแรก 2564 ให้ผลิตกาแฟกว่า 3 แสนบาท และเดินหน้าต่อยอดพัฒนาศูนย์วิจัยกาแฟชุมชนบ้านกองกาย ยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทางกลุ่มวิสาหกิจฯ อย่างต่อเนื่องสร้างมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท
โดยหวังว่าการจับมือร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่แม่แจ่มกับเครือข่าย ด้วยโครงการต่างๆ เหล่านี้และต่อยอดขยายผลไปข้างหน้า และเป็นแรงขับเคลื่อนพัฒนาแม่แจ่มให้ยั่งยืนต่อไป โดยความร่วมมือกับ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม อาทิ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่), สำนักงานเกษตรอำเภอแม่แจ่ม, ส่วนการปกครองอำเภอแม่แจ่ม, สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ, มูลนิธิไทยรักษ์ป่า, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน), องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาจร, องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ, โรงเรียนบ้านสองธาร และชุมชนบ้านกองกาย
อีกทั้งบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ ได้แก่ ธุรกิจพืชครบวงจร, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพีแรม จำกัด, บริษัท เจียไต๋ จำกัด, บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
สำหรับ “โครงการซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดขึ้นมุ่งเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร่วมปลูกต้นไม้ในชุมชน เป้าหมายเพื่อสร้าง “สิ่งแวดล้อมที่ดี” พร้อมร่วมแรงร่วมใจปลูกต้นไม้ จำนวน 10,000 ต้น ทั้งกล้ากาแฟ และกล้าไม้ป่า อาทิ สัก พะยอม พะยุง ประดู่ มะค่าโมง อินทนิล พญาเสือโคร่ง มะขามป้อม และ มะขาม
"มกอช."
มกอช. ครบรอบ 23 ปี เน้นย้ำ “ความปลอดภัย-ความมั่นคง-ความยั่งยืน” พร้อมเปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย
วันที่9 ต.ค.68 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด "23 years ACFS : From Farm to Future : Safety / Security / Sustainability-23 ปี มกอช. จากฟาร์มสู่อนาคต : มุ่งมั่นความปลอดภัย สร้างความมั่นคง สู่ความยั่งยืน" โดยมี พร้อมเปิดตัว ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและปกป้องเกษตรกรและผู้บริโภค
นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์โยธคล กล่าวว่า ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา มกอช. ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและยกระดับ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ บทบาทของ มกอช. ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การส่งเสริม การตรวจสอบ การรับรอง และการกำกับดูแล ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสินค้า นอกจากความปลอดภัยแล้วมกอช. ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร โดยเน้นย้ำว่าการผลิตอาหารของไทยต้องมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงขับเคลื่อนภาคเกษตรให้มุ่งสู่ ความยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตความสำเร็จตลอด23 ปี สะท้อนผ่าน การยอมรับของต่างประเทศ ต่อสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ผ่านระบบการตรวจสอบรับรอง โดยมีคำกล่าวว่า "สินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรโลก" ซึ่งในปี 2567 ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.66 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสินค้าไทย
เลขาธิการมกอช. กล่าวถึงภารกิจสำคัญในการ ปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าว่า เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เข้ามาบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกตกต่ำ ซึ่งเป็นการทำลายเกษตรกรโดยตรง มกอช. จึงได้จัดตั้ง “ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน” ขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ปลอดภัย โดยการดำเนินการนี้สอดคล้องกับนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าว
และได้มีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ตั้งแต่ปี 2566 และมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ เช่น กรมศุลกากร, ตำรวจ, ทหาร, ฝ่ายปกครอง, ปปง. และอัยการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามและปกป้องคุ้มครองทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร
สำหรับเป้าหมายและภารกิจในปี2569 มกอช. จะมุ่งเน้นการยกระดับ มาตรฐานสินค้าเกษตร อย่างเข้มข้น โดยจะเน้นหนักในการ สืบหาข่าว เฝ้าระวัง และเข้าตรวจค้นจับกุม โรงงานหรือส่วนที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หากสินค้าเหล่านี้หลุดรอดไปต่างประเทศจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับ การทำงานจะบูรณาการกับหน่วยเฉพาะกิจพญา นาคราช เพื่อเสริมปฏิบัติการในการหาพยานหลักฐาน การจัดทำสำนวนฟ้อง รวมถึงการขยายผลสืบสวนเส้นทางการเงิน เพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดในทุกมิติ ไม่จำกัดเฉพาะกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าหรือสินค้าผิดกฎหมายลดลงเหลือน้อยที่สุด ตามเจตนารมณ์ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า
"ขอให้พี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภค มั่นใจในระบบตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรของไทย มกอช. ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการในและนอกกระทรวงเกษตรฯ ภาคเอกชน องค์กรเกษตรกร รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบรับรองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จึงขอให้เชื่อมั่นว่า สินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศไทย มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานระดับสากล" เลขาธิการมกอช. กล่าว
🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ(CPCRT) เครือเจริญโภคภัณฑ์ ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...
-
คสคท. แถลง ค้านร่างกฎกระทรวงฯกำกับดูแลการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน หวั่น บอนไซ สหกรณ์ เครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์และเ...
-
ประธานฯ สสท. เปิดฤกษ์ลงแขก ดำนา ปลูกพันธุ์ข้าวอินทรีย์ สกก.วัน วัน วัน (วันที่ 17 กรกฎาคม 65) นายปรเมศวร์ อินทรชุ...
-
สสท. และขบวนการสหกรณ์ทั้งประเทศ ร่วมวางพวงมาลา วันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) ร่วมกับขบวนการสหกรณ...