วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2566

 28 ธันวาคม 2566
รมช.ไชยา ขับเคลื่อน “สุรินทร์โมเดล” เปิดจุดรวมสินค้าปศุสัตว์ส่งออก
พร้อมผลักดันแนวทางสู่จังหวัดอื่น เร่งสร้างรายได้ให้เกษตรกร

นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือดำเนินการเปิดจุดรวมสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยมี ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย 
นายสันทัด แสนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  และส่วนจังหวัดให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมรวยปราสาท ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ สำหรับวัตถุประสงค์การประชุม เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเปิดจุดรวมสินค้าปศุสัตว์ด่านช่องจอม และเตรียมความพร้อมขับเคลื่อน "สุรินทร์โมเดล" 
ในวันที่ 16-18 กุมภาพันธ์ 2567 ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
รมช. ไชยา กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อมทั้งในส่วนเกษตรกรและภาคเอกชนในการเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ ส่งออกสู่ต่างประเทศ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีการทำปศุสัตว์มากที่สุดของประเทศไทย และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 
รวมถึงสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก ซึ่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้เจรจาเปิดตลาดส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังประเทศจีน และซาอุดิอาระเบีย เพื่อเปิดตลาดส่งออกในเบื้องต้นไว้แล้ว ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ 
โดยกรมปศุสัตว์ ต้องเตรียมมาตรการป้องกันโรคระบาดสัตว์ และสร้างสถานกักกันโรคสัตว์ในพื้นที่สำหรับส่งออกสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ในขณะเดียวกัน 
กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกันเจรจาผลักดันสินค้าเกษตรส่งออกไปยังต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ และส่งเสริมให้การทำปศุสัตว์เป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำลังเตรียมพัฒนาโรงงานวัคซีนให้ได้รับมาตรฐานสากล ให้พร้อมใช้ในประเทศ และพร้อมส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงขอให้เกษตรกรลดการใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้การส่งออกสินค้าปศุสัตว์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดอุปสรรคทางการค้าจากต่างประเทศต่อไป
กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ ได้กำหนดจัดงาน “สุรินทร์โมเดล” ในระหว่างวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Sand Box ตามรูปแบบ “สุรินทร์โมเดล” 
ให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจการค้า และเกษตรกร มีโอกาสพบปะหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงและสถาบันการเงิน พร้อมทั้ง เชื่อมโยงการค้าชายแดนของประเทศไทยกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนเจรจาคู่ค้าสินค้าปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรไทยกินดี อยู่ดี มีรายได้มั่นคงสืบไป

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566

กรมหม่อนไหม

กรมหม่อนไหมเร่งดำเนินการตามนโยบาย ปี 2567 ของกรมหม่อนไหม 
โดยเน้นให้ความสำคัญกระบวนการหม่อนไหมทั้งระบบครบวงจร


กรมหม่อนไหมมีจุดเน้นในการขับเคลื่อนงานด้านหม่อนไหม ให้ความสำคัญกับต้นน้ำ การพัฒนาผลิตภัณฑ์      หม่อนไหมให้ได้มาตรฐาน เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปัจจัยการผลิตให้มีคุณภาพ ผลผลิตสูง การสนับสนุนงานด้าน    หม่อนไหมในพื้นที่โครงการพระราชดำริต่าง ๆ และการขยายผลโครงการไปสู่ชุมชน
พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า ในปี 2567 กรมหม่อนไหมมีจุดเน้นในการขับเคลื่อนงานด้านหม่อนไหม ดังนี้
1. ให้ความสำคัญกับต้นน้ำ ในการส่งเสริมให้เกษตรกรรายใหม่และฟื้นฟูเกษตรกรหม่อนไหมรายเดิมให้หันกลับมาปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับกรมต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ สปก. และ คทช. รวมทั้งวางแผนการผลิตและการตลาดร่วมกับภาคเอกชนภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
2. ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมและเส้นไหมให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเส้นไหมและผ้าไหมให้มีคุณภาพและเพียงพอต่อกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการผลิตผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ซึ่งเป็นมาตรฐานผ้าไหมไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้พระราชทานไว้
3. เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปัจจัยการผลิตพันธุ์หม่อน ไข่ไหม ให้มีคุณภาพมีผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง และเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่ขอรับบริการ 
  4. พัฒนา/ปรับปรุงพันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหม่อนไหมให้บริการแก่เกษตรกรได้อย่างเพียงพอ
  5. สนับสนุนการดำเนินงานด้านหม่อนไหมในพื้นที่โครงการพระราชดำริต่าง ๆ และขยายผลโครงการไปสู่ชุมชน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และประกอบอาชีพในถิ่นฐานของตนเอง

วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566

99 วัน “ธรรมนัส” นั่งรัฐมนตรีเกษตรฯ กรมประมงขานรับ เร่งสางปมปัญหาประมงทะเล
ปรับกฎหมายลำดับรอง 19 ฉบับ 
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม 2566 เวลา 16.00 น. ณ กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เกษตรฯ 99 วัน ทำได้จริง” 
โดยร้อยเอก ธรรมนัส  พรหมเผ่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหาร โดยในส่วนของกรมประมงนั้น ได้มีการให้รายละเอียดถึงการแก้ไขปัญหากฎหมายด้านการประมง 
นายบัญชา  สุขแก้ว  รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จาก 99 วันที่ร้อยเอก ธรรมนัส  พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1 ในนโยบายสำคัญของท่าน คือ การเร่งแก้ไขปัญหาในภาคการประมง ซึ่งท่านได้ลงพื้นที่ไปพบปะกับพี่น้องชาวประมง เพื่อสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพ และพยายามนำข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ได้รับมา มาพิจารณาและหาแนวทางให้การช่วยเหลือ อาทิ ผลกระทบจากการออกกฎหมายประมง  ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน  ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ฯลฯ ซึ่งท่านได้มอบหมายให้กรมประมงหาแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาภาคการประมงทะเล ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมการการขับเคลื่อนการประมงไทย จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1) 
คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเลเพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง  2) คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ซึ่งทั้ง 2 คณะมีนายภูมิธรรม  เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ 3) คณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน  
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล ได้พยายามผลักดันให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมประมง เพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง จำนวน 19 เรื่อง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กฎหมายลำดับรองที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล และผ่านระบบกลางทางกฎหมายแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จำนวน 9 เรื่อง และ กลุ่มที่ 2 กฎหมายลำดับรองที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเลแต่อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามระบบกลางทางกฎหมาย จำนวน 9 เรื่อง 
และล่าสุด เรื่องการเพิ่มวันทำการประมง ปีการประมง 2566 จำนวนไม่เกิน 50 วัน (จำนวนวันขึ้นอยู่กับพื้นที่และชนิดของการทำการประมง) อีก 1 เรื่อง โดยเป็นการเพิ่มให้กับกลุ่มเรือที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนวันทำการประมงไม่เพียงพอ จำนวน 1,200 ลำ โดยเป็นการนำสัตว์น้ำที่เหลือจากการจัดสรรตามโควต้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตามค่าการประเมินปริมาณสัตว์น้ำที่ได้รับอนุญาตให้ทำการประมง ปีการประมง 2566 เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ 
การปรับปรุงกฎหมายดังที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวประมง ส่วนปัญหาในเรื่องอื่นๆ นั้น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการหาแนวทางออกร่วมกัน 
โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสมควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้ โดยเฉพาะกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชาวประมง โดยมีเจตนารมย์ที่จะมุ่งมั่นพลิกฟื้นอุตสาหกรรม ประมงไทยให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ ที่สำคัญของประเทศและประชาชน และการประมงทะเลมีเสถียรภาพ โดยเปลี่ยนมุมมองจากที่กฎหมายเป็นอุปสรรคเปลี่ยนเป็นรัฐสนับสนุน ทั้งนี้ การดำเนินการที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ไม่เป็นการลดประสิทธิภาพในการคงไว้ซึ่งการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืน และไม่กระทบกับหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล  

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566

กรมชลประทาน

กรมชลประทาน เตรียมยกเครื่องเขื่อนลำปาวแก้ปัญหาน้ำพื้นที่ 3 แสนไร่
กรมชลประทานประชุมปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสม การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาแล้ง-น้ำท่วม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นชลประทานกว่า 306,963 ไร่
นายสรุชาติ มาลาศรี ผู้อำนวย การ สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้เริ่มโครงการศึกษาความเหมาะสม 
“การปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์” รวมระยะเวลากว่า 540 วัน เริ่มตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2565 หลังจากคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) มีมติเห็นชอบให้พิจารณาแนวทางในการปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 
โดยคํานึงถึงความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและความต้องการใช้น้ำในอนาคต เพราะปัจจุบันเกษตรกรประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงต้นฤดูทํานาปีและในช่วงฤดูแล้ง ส่วนฤดูฝนมีปัญหาน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมที่ราบลุ่ม

ริมลำน้ำ หากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง
โดยอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวมีความจุกักเก็บ 1,980.00 ล้าน ลบ.ม. ที่ตั้งโครงการอยู่ที่หมู่ 11 บ้านสะอาดนาทม 
ต.ลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ และมีพื้นที่ชลประทาน 306,963 ไร่ ครอบคลุมบางส่วนของ อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ และ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ฉะนั้นการศึกษา
โครงการต้องประเมินสถานภาพ
และแนวทางการปรับปรุงเพื่อบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างประชาชน
อย่างจริงจัง และในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) ก็เพื่อสรุปผลการศึกษา
ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ มาปรับปรุงรายงานฉบับสุดท้ายให้ครบถ้วน
มากยิ่งขึ้น
สำหรับแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการประกอบด้วย การปรับปรุงพื้นที่โครงการชลประทาน 4 ส่วน ได้แก่ 1) พื้นที่หัวงานเขื่อนลำปาว 2) ระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย (LMC) 3) ระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา (RMC) และ 4) พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ รวม ราคาการก่อสร้างโครงการเบื้องต้น 2,644.718 ล้านบาท แบ่งเป็น ปรับปรุงระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งซ้าย (LMC) 757.571 ล้านบาท ปรับปรุงระบบส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา (RMC) 1,865.803 ล้านบาท ปรับปรุงคลองรับน้ำหลากจากป่าดงระแนง 13.115 ล้านบาท และก่อสร้างระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 
8.229 ล้านบาท
โดยกรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการการใช้น้ำ คือ ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยและมีมูลค่าสูง บริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ในแต่ละปี กําหนดพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน และในอนาคตได้เสนอติดตั้งระบบโทรมาตรและระบบควบคุมทางไกล (SCADA) มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพน้ำ และอุปกรณ์ควบคุมระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยําในการตรวจวัดปริมาณน้ำและควบคุมการเปิด-ปิด ประตูระบายน้ำ 
นายสรุชาติฯ กล่าวว่า การปรับปรุงระบบชลประทานจะทำให้การส่งน้ำเพื่อการชลประทานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 
ส่งน้ำได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ ลดการสูญเสียน้ำ มีปริมาณน้ำเพียงพอสําหรับบริหารจัดการน้ำให้กับพื้นที่ 306,963 ไร่ ในฤดูฝน และ 207,100 ไร่ ในฤดูแล้ง รวมทั้งพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 8,350 ไร่ ขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทานให้สามารถใช้น้ำได้คุ้มค่า ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ สามารถกักเก็บน้ำและระบายน้ำบรรเทาอุทกภัยได้ ตั้งแต่พื้นที่ในเขตโครงการไปจนถึงบริเวณลำปาวที่บรรจบกับแม่น้ำชี ส่วนอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนก็ใช้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ รวมทั้งใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังใช้เพื่อใช้อุปโภคบริโภค และใช้ในการประปาส่วนภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ได้
นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่ายังมีโครงการที่มีศักยภาพพัฒนาในอนาคตอีก หากมีปริมาณน้ำจากภายนอกลุ่มน้ำผันมาเติมให้กับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว เบื้องต้นได้แก่ โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ พื้นที่ อ.เมืองกาฬสินธุ์, โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบส่งน้ำในพื้นที่ อ.ยางตลาด และ อ.ห้วยเม็ก, โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า
พร้อมระบบส่งน้ำบึงเลิงเปือย พื้นที่ อ.กมลาไสย และ อ.ร่องคํา ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำทำการเกษตร ตามที่ได้มีการร้องขอพระราชทานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ

วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2566

แม็คโคร

แม็คโคร ร่วมหารือ พาณิชย์จังหวัด และปศุสัตว์จังหวัด 
ยืนยันราคาจำหน่ายเนื้อสุกรเป็นไปตามกลไกตลาด โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้  
พร้อมสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ
แม็คโคร สาขาเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ กลุ่มสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ในการยื่นหนังสือกับพาณิชย์จังหวัด                และ ปศุสัตว์จังหวัด เพื่อหารือแนวทางในการตั้งราคาจำหน่ายเนื้อสุกร โดยแม็คโครยืนยันชิ้นส่วนสุกรที่จำหน่าย          มีการตั้งราคาตามกลไกตลาด ไม่มีนโยบายจำหน่ายราคาขายต่ำกว่าทุน เป็นธรรมกับผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึง          มีแหล่งที่มาถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารรับรองจากกรมปศุสัตว์ครบถ้วน  โดยผู้บริหารแม็คโครได้รับทราบ        ความต้องการของตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ และยินดีให้การสนับสนุนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย                    ซึ่งเป็นนโยบายที่แม็คโครดำเนินการมาโดยตลอด 
ทั้งนี้แม็คโครยืนยันว่าบริษัทฯ สนับสนุนและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรภายในประเทศเป็นหลัก ดำเนินธุรกิจ           ด้วยความโปร่งใส พร้อมให้ความร่วมมือภาครัฐในการตรวจสอบ มั่นใจราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เปรียบเทียบกับรายอื่นได้ และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดเพื่อลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ลูกค้าต้องการจับจ่าย  เลือกซื้อวัตถุดิบคุณภาพดี ราคาดี จึงมั่นใจได้ทั้งราคาและคุณภาพของสินค้า ด้วยนโยบายการจัดซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาย้อนกลับได้ 100% 

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566

การประชุมวิชาการนานาชาติด้านการวิจัยของนักศึกษาแพทย์ IMRC 2023 ชิงถ้วยพระราชทาน
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2566
การประชุมวิชาการนานาชาติด้านการวิจัยของนักศึกษาแพทย์ หรือ International Medical Research Conference (IMRC) ได้เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี พ.ศ.2563
โดยวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า กรมแพทย์ทหารบก ร่วมกับกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมูลนิธิเพื่อวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ ซึ่งดำเนินการจัดการประชุมต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ในปีนี้นับเป็นการประชุมครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9-10 ธันวาคม 2566  
ในรูปแบบ Hybrid Conference ภายใต้หัวข้อ “Technology-Enhanced Simulation and the New Frontier of Medical Research” ณ ศูนย์สถานการณ์จำลองทางการแพทย์ทหาร วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า 
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำวิจัยในระหว่างนักศึกษาแพทย์จากสถาบันต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษาแพทย์ไทยได้แสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการวิจัยในระดับนานาชาติ อันจะส่งผลต่อการพัฒนางานวิจัยทางการแพทย์และการพัฒนาทักษะทางด้านการวิจัยของแพทย์ไทยในอนาคต
กิจกรรมที่สำคัญของงานประชุมนี้ คือการประกวดการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษาแพทย์ในรูปแบบปากเปล่าและการนำเสนอด้วยโปสเตอร์ รวมทั้งสิ้น 5 สาขางานวิจัย ได้แก่ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานทางการแพทย์ (Basic science in medical research) งานวิจัยทางคลินิกและงานวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ (Clinical and translational research) งานวิจัยด้านแพทยศาสตรศึกษา (Medical education research) งานวิจัยด้านสาธารณสุขและระบาดวิทยา (Public health and epidemiology research) และงานวิจัยด้านการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (Systematic review and meta-analysis research) โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
การประชุม IMRC2023 ในปีนี้ได้รับเกียรติจาก พลตรี ธำรงโรจน์ เต็มอุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม 
โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล อดีตปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวเปิดการประชุม นอกจากนี้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “Foundations to Frontiers: The Landscape of Healthcare Simulation Research” โดย Dr. Jannet Lee-Jayaram รองผู้อำนวยการศูนย์สถานการณ์จำลองทางการแพทย์ SimTiki Simulation Center, John A Burns School of Medicine University of Hawaii at Manoa ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังมีการสาธิตสถานการณ์จำลองทางการแพทย์ทหาร ณ ศูนย์สถานการณ์จำลองทางการแพทย์ทหาร (Simulation Center for Military Medicine) วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า 
ในปีนี้มีผู้เข้าประชุมทั้งสิ้นจาก 14 ประเทศ โดยเข้าประชุมแบบ on-site จำนวน 253 คน และแบบ online จำนวน 155 คน จากสถาบันผลิตแพทย์ 21 สถาบันในประเทศไทยและ 24 สถาบันในต่างประเทศ มีผู้เข้าร่วมประกวดส่งงานวิจัยทั้งสิ้นจำนวน 155 เรื่อง โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 66 ท่าน จาก 44 สถาบันผลิตแพทย์ทั้งจากภายในและจากต่างประเทศร่วมตัดสินผล 

ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ได้รับโล่พระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่นักศึกษาแพทย์ Huanxiao Shi จากสถาบัน The Chinese People’s Liberation Army Naval Medical University ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่งผลงานวิจัยเรื่อง “Membrane protein camouflage: the application and mechanism of platelet nanovesicles in promoting hepatocyte engraftment” 

สามารถดูข้อมูลของงานประชุม IMRC 2023 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.pcmimrc.com , https://www.facebook.com/PCMIMRC และ https://www.youtube.com/@pcmimrc 

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566

สยามคูโต้า

อิทธิพัทธ์ เอี่ยมสมาน Young Smart Farmer จากจังหวัดสิงห์บุรี
คว้ารางวัลถ้วยพระราชทานฯ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” 
โครงการสุดยอดนักพัฒนาแปลงเพาะปลูกข้าวด้วยนวัตกรรมปฏิทินการเพาะปลูกครั้งแรกของไทย

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์                เปิดตัวผู้ชนะ อิท - อิทธิพัทธ์ เอี่ยมสมาน Young Smart Farmer วัย 34 ปี จากจังหวัดสิงห์บุรี                        
หลังเอาชนะผู้เข้าแข่งขัน 30 คน คว้ารางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า พร้อมศึกษา    ดูงาน Smart Farming ร่วมกับรองชนะเลิศอีก 4 รางวัล ณ ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” ค้นหาสุดยอดนักพัฒนาแปลงเพาะปลูกข้าวด้วยนวัตกรรมปฏิทินการเพาะปลูก KAS Crop Calendar Online ครั้งแรกของไทย มุ่งปลุกพลังเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การทำเกษตรแม่นยำด้วยโซลูชัน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ยกระดับวิถีเกษตรไทยสู่ Smart Farming
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้ามุ่งเน้นส่งเสริมภาคการเกษตรให้ก้าวสู่การทำเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming เพราะนอกจากจะทำให้การทำเกษตรมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของเกษตรกรในการตั้งรับปัญหาอันเกิดจากปัจจัยของสภาพภูมิอากาศที่ยากต่อการควบคุม 
โดยที่ผลผลิตยังได้คุณภาพและปริมาณตามเป้าหมาย ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้ปฏิทินการเพาะปลูก KAS Crop Calendar Online ผ่านแอปพลิเคชัน Line@ Siam Kubota เพื่อบริหารจัดการได้ Real Time แม่นยำและมีแบบแผน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าใช้งานแล้วกว่า 2,000 ราย และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” เพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer เข้ามาแข่งขันพัฒนาแปลงเพาะปลูกข้าว ผ่านปฏิทินการเพาะปลูก KAS Crop Calendar Online 
ในช่วงฤดูกาลปลูกข้าวนาปีเดือนมิถุนายน ตั้งแต่การเตรียมดิน ปลูกข้าว บำรุงรักษาแปลง จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า พร้อมทำการบันทึกข้อมูลโดยใช้ปฏิทินปลูกข้าว  KAS Crop Calendar Online ตลอดทั้งกระบวนการ จากนั้นคณะกรรมการได้เฟ้นหาผู้ชนะ โดยพิจารณาถึงความตั้งใจและความละเอียดของการลงข้อมูล ผลผลิตและความสมบูรณ์ของแปลง การใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในแปลง ตลอดจนการนำเสนอผ่านสื่อโซเชียลมีเดียของตัวเอง 
ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเกษตรกรทุกคนที่เข้าร่วมโครงการในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อพัฒนาแปลงเพาะปลูกของตนเอง และต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะของโครงการในปีนี้ ซึ่งเราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะ นอกจากนี้ผู้ชนะและรองทั้ง 4 คนจะได้มีโอกาสบินไปศึกษาดูงาน Smart Farming ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ทางสยามคูโบต้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้เห็นความสำคัญของการใช้เครื่องมือจดบันทึกการเพาะปลูก รายรับรายจ่าย และสามารถใช้เมล็ดพันธุ์อย่างคุ้มค่า ควบคุมการให้ปุ๋ยและน้ำอย่างเหมาะสม และลดการใช้สารเคมี แต่ได้คุณภาพและปริมาณของผลผลิตเพิ่มขึ้น นำมาสู่รายได้ที่ยั่งยืนตามมา ซึ่งทางสยามคูโบต้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้เห็นความสำคัญของการใช้เครื่องมือจดบันทึกการเพาะปลูก รายรับรายจ่าย และสามารถใช้เมล็ดพันธุ์อย่างคุ้มค่า ควบคุมการให้ปุ๋ยและน้ำอย่างเหมาะสม และลดการใช้สารเคมี แต่ได้คุณภาพและปริมาณของผลผลิตเพิ่มขึ้น นำมาสู่รายได้ที่ยั่งยืนตามมา
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร โดยเน้นการพัฒนาเกษตรกรให้มีความรอบรู้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุน พร้อมทั้งสร้างผู้นำด้านเกษตรที่เป็นเกษตรกรชั้นนำ ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานโครงการ Young Smart Farmer มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 20,800 ราย                    ทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างเครือข่าย โดยให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” 
สำหรับบทบาทและการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการเกษตร ในการจัดโครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก”      ครั้งนี้ ทางกรมฯ ได้ประชาสัมพันธ์โครงการให้กับกลุ่มเป้าหมาย Young Smart Farmer ที่เป็นสมาชิก รวมถึงผู้สนใจทั่วไป พร้อมทั้งสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านข้าวเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน และสนับสนุนการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กลุ่มสมาชิกในโครงการ Young Smart Farmer และบริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อต่อยอดความยั่งยืนของเกษตรกรรมไทย เชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่เห็นถึงความสำคัญในอาชีพของตนเอง และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดให้ชุมชนต่อไป
สำหรับผู้ทำคะแนนรวมสูงสุดรางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” ได้แก่ อิท -  อิทธิพัทธ์ เอี่ยมสมาน Young Smart Farmer วัย 34 ปี จากจังหวัดสิงห์บุรี 
และรางวัลรองชนะเลิศได้แก่ 
1. เอกราช  ขอพึ่ง Young Smart Farmer จังหวัดสุพรรณบุรี 
2. พิจาริณี  รักศรี Young Smart Farmer จังหวัดนครสวรรค์ 
3. วิญญู  คำหอม Young Smart Farmer จังหวัดศรีสะเกษ 
4. อัจฉรา  จุมภูก๋า Young Smart Farmer จังหวัดเชียงใหม่
โดยรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศ ได้ร่วมบินศึกษาดูงาน Smart Farming ณ ประเทศญี่ปุ่นรางวัลละ 2 ที่นั่ง 
นอกจากนี้ ยังมี รางวัลสุดยอด TikTok Creator ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้ที่ทำคอนเทนต์การเพาะปลูกของตัวเองลงในช่องทาง TikTok อย่างต่อเนื่อง และสร้างยอดผู้ติดตามได้สูงสุด โดย อิท - อิทธิพัทธ์ เอี่ยมสมาน Young Smart Farmer จังหวัดสิงห์บุรี ยังคว้ารางวัลนี้ไปครองด้วยเช่นกัน และยังมี รางวัล TikTok Creator ดีเด่น อีก 6 รางวัล ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัลนี้ ได้แก่
1. พิลาสลักษณ์ อนันตธนโชคดี จังหวัดพะเยา
2. ณัฏกานต์ ดากาวงค์ จังหวัดสกลนคร
3. พิจาริณี  รักศรี จังหวัดนครสวรรค์ 
4. วิญญู  คำหอม จังหวัดศรีสะเกษ
5. ชานนท์ ไพศรี จังหวัดสิงห์บุรี
6. วราภรณ์ ชูใจ จังหวัดเพชรบุรี

นอกจากนี้ ผู้ได้รับรางวัล และผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรวม 30 คน ยังได้รับใบประกาศนียบัตรโครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” อีกด้วยเปิดประสบการณ์กับการเพาะปลูก ด้วยนวัตกรรมปฏิทินเพาะปลูกข้าว KAS Crop Calendar Online ได้ทาง Line@ siam kubota 

__________________________________________


 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...