วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569

🇹🇭 🤝 🇺🇸 มกอช. ต้อนรับอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตรสหรัฐฯ กระชับความร่วมมือด้านมาตรการ SPS และมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร
👉 วันที่ 27 ม.ค. 2569 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ให้การต้อนรับนายอดัม เบรนสัน (Mr. Adam Branson) อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร จากสำนักงานบริการด้านเกษตรต่างประเทศ (Foreign Agricultural Service: FAS) กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ประจำประเทศไทย
🤝 ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมแนะนำทีมงานและหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกัน โดยมีนางสาวมาเรีย ราโฮฟสกายา (Ms. Maria Rakhovskaya) ผู้ช่วยอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร และผู้แทนจากกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเข้าร่วม
🌐 โอกาสนี้ เลขาธิการ มกอช. ได้แนะนำภารกิจของ มกอช. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ รวมถึงบทบาทเป็นหน่วยงานกลางด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมกล่าวว่า ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์อันดีและยาวนาน การพบปะครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานร่วมกัน
🇺🇸 ด้านนายอดัม เบรนสัน ย้ำถึงความตั้งใจของสหรัฐฯ ในการทำงานร่วมกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสนใจต่อกระบวนการจัดทำค่าปริมาณสารตกค้างสูงสุด (MRL) ของไทย แนวทางส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา และการประสานงานในประเด็น SPS โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือในอนาคต
🔊  การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการเสริมสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสและอำนวยความสะดวกทางการค้า อันจะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องในอนาคต

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569

📌 มกอช. ชูนวัตกรรม “ระบบสารสนเทศมาตรฐานบังคับ” เชื่อมโยงฐานข้อมูลเกษตรครบวงจร เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ใช้ข้อมูลมาตรฐานประกอบการตัดสินใจ ยกระดับสินค้าเกษตรสู่มูลค่าสูง ภายใต้นโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้

👉👉 มกอช. เปิดตัว “ระบบสารสนเทศมาตรฐานบังคับ” ยกระดับข้อมูลเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัล 
📌 มกอช. ชูนวัตกรรม “ระบบสารสนเทศมาตรฐานบังคับ” เชื่อมโยงฐานข้อมูลเกษตรครบวงจร เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ใช้ข้อมูลมาตรฐานประกอบการตัดสินใจ ยกระดับสินค้าเกษตรสู่มูลค่าสูง ภายใต้นโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้  
🔊 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. โดยกองควบคุมมาตรฐาน ได้เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรม “ระบบสารสนเทศสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับของประเทศไทย” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรสู่มูลค่าสูงภายใต้นโยบาย "ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้" โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในการเข้าถึงข้อมูลด้านมาตรฐาน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจดำเนินงานได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระบบดิจิทัลอัจฉริยะบนเทคโนโลยี Cloud เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลที่เคยกระจายอยู่ตามระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น TAS-License, Thai Traces และ E-Coding ให้มาบูรณาการรวมกันเป็นฐานข้อมูลเดียวที่มีความครบวงจรและเป็นปัจจุบันที่สุด 
📍ความโดดเด่นของระบบใหม่นี้อยู่ที่การนำเทคโนโลยี Business Intelligence (BI) และระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ (GIS) มาใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่มีความซับซ้อนให้ออกมาในรูปแบบของ Dashboard และแผนที่แสดงการกระจายตัวของผู้ประกอบการที่เข้าใจง่าย พร้อมรองรับการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตแบบ Web Responsive เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานบังคับทั้ง 9 รายการที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ อาทิ หลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (มกษ.1004-2557), ข้อกำหนดปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดถั่วลิสง (มกษ. 4702-2557), การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่ (มกษ. 6909-2562) และฟาร์มสุกร (มกษ. 6403-2565) รวมถึงมาตรฐานล่าสุดอย่างหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ. 9070-2566) ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อมูลการดำเนินการ หลักสูตรออนไลน์ (e-learning) และช่องทางการขอรับใบอนุญาตไว้อย่างครบถ้วน 
🌐 นอกจากฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัยแล้ว ระบบสารสนเทศนี้ยังออกแบบมาเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ทุกภาคส่วน โดยในส่วนของเกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นคลังข้อมูลในการศึกษามาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งแบบบังคับและแบบทั่วไป รวมถึงติดตามสถิติ กฎระเบียบ และสถานการณ์สินค้าพร้อมระบบแจ้งเตือนความไม่ปลอดภัยของสินค้าเกษตรเชิงรุก ขณะที่ในฝั่งของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารภาครัฐจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยในการวิเคราะห์และกำกับดูแลคุณภาพสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรของประเทศให้มีมาตรฐานสากล 
👉 “การพัฒนาดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค นำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไปในอนาคต” เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569

📢 “อภิสิทธิ์–สกลธี” ลงพื้นที่ลาดกระบัง ช่วย “รัฐศักดิ์ สุขยิ่ง” หาเสียง พบประชาชนตลาดสดเกรียงไกร ชูนโยบายแก้เศรษฐกิจ–รื้อระบบประกันสังคม
📌 วันที่ 25 มกราคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมช่วยหาเสียงและพบปะประชาชน สนับสนุนการทำงานของ นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) พรรคประชาธิปัตย์
👉 บรรยากาศการลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  และคณะได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ณ ตลาดสดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และมอบดอกไม้เพื่อให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง
🎤 จากนั้น นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนชาวลาดกระบัง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับประชาชนในกรุงเทพมหานคร พร้อมย้ำว่าพรรคยังคงเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ซึ่งขอให้ประชาชนพิจารณาการเลือกตั้งอย่างจริงจัง มองไปที่การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างยั่งยืน สนับสนุนผู้สมัครที่มีความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริต และมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
📍นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการพูดคุยกับเจ้าของตลาด พ่อค้าแม่ค้า พบว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องหลัก โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นให้ผลเพียงชั่วคราว เมื่อโครงการสิ้นสุด เศรษฐกิจก็กลับมาเงียบ เหมือนเดิม ดังนั้น หากไม่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน รายได้ของประชาชนก็จะไม่เพิ่มขึ้น
🔊 เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ต่อประเด็นประกันสังคม นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คณะกรรมการได้มีมติไปแล้ว  แต่ว่าสูตรใหม่ก็จะมีประเด็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการคำนวณ สำหรับตนไม่ได้มีปัญหา ยกเว้นว่าจะมีคนอยู่กลุ่มเล็ก ๆ ที่น่าจะได้รับผลกระทบ จำเป็นต้องพิจารณาปรับแก้ให้เหมาะสม ขณะเดียวกัน นโยบายระยะยาวของพรรคคือการผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหาร พร้อมทบทวนโครงสร้างระบบประกันสังคมเกือบทั้งหมด ให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงและลดความเหลื่อมล้ำ
📌 ทั้งนี้ พรรคมีแนวคิดให้ผู้ประกันตนเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และนำเงินสมทบไปเพิ่มความมั่นคงด้านบำนาญชราภาพ ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีการตรวจสอบ ประชาชนมีความวิตกกังวลกับการที่ส่งเงินเข้าไปแล้วการบริหารเงินมีปัญหามาก  โดยพื้นฐานของระบบทั้งหมดต้องมีการทบทวน จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จากปัญหาความเหลื่อมล้ำ  และปัจจุบันระบบการจ่ายเงิน ยังไม่ใช่ระบบก้าวหน้า จึงจำเป็นต้องมีการปรับรื้อครั้งใหญ่
📍นายอภิสิทธิ์ยังเปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมเดินสายลงพื้นที่ภาคใต้ในสัปดาห์หน้า โดยมีกำหนดการเดินทางไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีและชุมพร และในช่วงต้นเดือนถัดไปจะลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง และตรัง พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองในทุกเวทีว่า ขอให้ประชาชน “อย่าเลือกคนที่ซื้อเสียง” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
👉 ภายหลังการพบปะประชาชนที่ตลาดสดเกรียงไกร คณะได้เดินทางต่อไปยังสวน 60 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เพื่อทักทายประชาชนที่มาออกกำลังกายในช่วงเช้า และในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์, นายสกลธี และนายรัฐศักดิ์ ได้ร่วมสักการะศาลท่านท้าวมหาพรหมร่มเกล้า รวมถึงเจ้าพ่อแชเสือ และศาลแม่สไบทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการสู้ศึกเลือกตั้ง
🔊 ด้าน นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 20 กล่าวว่า ตนลงพื้นที่พบปะขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนในเขตลาดกระบังอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรคที่มาร่วมช่วยหาเสียงในวันนี้ โดยย้ำว่านโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาท และนโยบายเงินอุดหนุนแรกเกิด 65,000 บาท เป็นหนึ่งใน 27 นโยบายหลักที่พรรคพร้อมผลักดัน พร้อมขอฝากเนื้อฝากตัวและขอแรงสนับสนุนจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

👉 นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไทยตามแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566–2570

🌐 มกอช. เดินหน้ายกระดับเกษตรอินทรีย์ไทย ปั้นผู้ตรวจประเมินแปลงระบบ PGS นำร่องสิงห์บุรี เสริมความเชื่อมั่นสู่มาตรฐานสากล 
👉 นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไทยตามแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566–2570 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียนบนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการยกระดับระบบตรวจสอบและรับรองคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 
📌 ทั้งนี้ มกอช. โดยกองรับรองมาตรฐาน ได้ดำเนินโครงการยกระดับเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System: PGS) ซึ่งเป็นระบบการรับรองที่เน้นความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้สำรวจพื้นที่และคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมในจังหวัด สิงห์บุรี เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ 
📍“การพัฒนาผู้ตรวจประเมินแปลงของกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม” เพื่อเสริมศักยภาพกลุ่มผู้ผลิตให้สามารถตรวจสอบและรับรองกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล 
สำหรับการขับเคลื่อนระบบ PGS มกอช. ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ครอบคลุมกว่า 18 จังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรให้มีความรู้และความชำนาญด้านข้อกำหนดและกระบวนการตรวจประเมิน ช่วยยกระดับสินค้าเกษตรของชุมชนให้ได้รับการรับรองและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น สอดรับกับแนวทางการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 
กิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มกอช. ร่วมกับวิทยากรจาก มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรและเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาที่ดินกว่า 40 คน ครอบคลุมกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม เทคนิคการตรวจประเมินแปลง และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนขอใบรับรอง เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ตรวจประเมินภายในกลุ่มให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมเสริมความรู้ด้านการรับรองโดยบุคคลที่สาม (Third Party) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ระดับที่สูงขึ้น 
รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจังหวัดสิงห์บุรีแล้ว มกอช. เตรียมขยายผลโครงการไปยังจังหวัดเลย และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่มีความพร้อมสูง เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ตรวจประเมินแปลงเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็งทั่วประเทศ โดยคาดหวังให้เกษตรกรที่ผ่านการอบรมนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรในระยะยาว

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

📢 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดงานแสดงกล้วยไม้ไทย ภายใต้แนวคิด “Blooming Siam The Global Charm of Thai Orchids งามอย่างไทย สู่ความเลอค่าระดับโลก”

🌺 กระทรวงเกษตรฯ จัดงานแสดงกล้วยไม้ไทย “Blooming Siam The Global Charm of Thai Orchids

งามอย่างไทย สู่ความเลอค่าระดับโลก 17–19 ม.ค. 2569 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 1 จังหวัดนนทบุรี

 

📢 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดงานแสดงกล้วยไม้ไทย ภายใต้แนวคิด “Blooming Siam The Global Charm of Thai Orchids งามอย่างไทย สู่ความเลอค่าระดับโลก” ระหว่างวันที่ 17–19 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 1 จังหวัดนนทบุรี เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายในงานมีกิจกรรมการประกวดกล้วยไม้ต้นและกล้วยไม้ตัดดอก ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 471,500 บาท พร้อมโล่รางวัล และถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ควบคู่กับกิจกรรมสาธิตองค์ความรู้ด้านกล้วยไม้ในหลากหลายรูปแบบ

  

👉 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานจัดแสดงกล้วยไม้ไทย “Blooming Siam The Global Charm of Thai Orchidsงามอย่างไทย สู่ความเลอค่าระดับโลก ภายใต้โครงการสนับสนุนการกระจายผลผลิตและประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ปี 2568 เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคสินค้ากล้วยไม้ ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์กล้วยไม้ไทยในเวทีโลก

🔊 ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานวันกล้วยไม้แห่งชาติในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ตลอดจนสร้าง Soft Power กล้วยไม้ไทยที่มีเอกลักษณ์ ให้กล้วยไม้เป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการส่งออกกล้วยไม้ของไทย รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้ผลิตกล้วยไม้ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

⚓ นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นการน้อมรำลึกถึง จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งวงการกล้วยไม้ไทย” ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปี เป็นวันกล้วยไม้แห่งชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป รวมถึงเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้ผลิตกล้วยไม้ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

📌 การจัดงานในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้แนวคิด “Blooming Siam The Global Charm of Thai Orchids งามอย่างไทย สู่ความเลอค่าระดับโลก” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์และความโดดเด่นเชิงสัญลักษณ์ของประเทศไทย ถ่ายทอดศักยภาพกล้วยไม้ไทยในทุกมิติ ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่ทันสมัย สวยงาม และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อยกระดับกล้วยไม้สู่การเป็นสินค้ามูลค่าสูง

📍  สำหรับกิจกรรมภายในงาน วันที่ 16 มกราคม 2569 จะมีการจัด การประกวดกล้วยไม้ต้นและกล้วยไม้ตัดดอก ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 471,500 บาท พร้อมโล่รางวัล และ ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยกล้วยไม้ที่ได้รับรางวัลจะนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมอย่างใกล้ชิดตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 17–19 มกราคม 2569 ภายในงานยังมีกิจกรรมสาธิตเกี่ยวกับกล้วยไม้จำนวน 5 หลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่การทำเครื่องประดับจากกล้วยไม้เคลือบเรซิ่น การผสมพันธุ์กล้วยไม้ การปลูกเลี้ยงและการดูแลรักษากล้วยไม้ การร้อยพวงมาลัยกล้วยไม้ ตลอดจนการจัดกระเช้ากล้วยไม้ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่าให้กับกล้วยไม้ไทยในหลากหลายมิติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการกล้วยไม้พบปะเจรจาธุรกิจ (Business Matching) และกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยมีร้านค้าจำหน่ายกล้วยไม้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกว่า 28 ร้านค้า นำกล้วยไม้ต้น กล้วยไม้ตัดดอก รวมถึงสินค้าแปรรูปจากกล้วยไม้ อาทิ น้ำหอม ชากล้วยไม้ ฯลฯ มาจัดแสดงและจำหน่ายตลอดระยะเวลาการจัดงาน

🌐 ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีนโยบายยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยึดหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยรองรับผลผลิตกล้วยไม้ในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ขยายช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้แก่เกษตรกร
🌸 ท้ายที่สุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญชวนประชาชนและผู้ที่สนใจเข้าชมความงดงามของกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับภายในงาน พร้อมร่วมอุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันกล้วยไม้ไทยสู่ความเลอค่าระดับโลก

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

🐃 NIA ฉายภาพความสำเร็จ “โคดำลำตะคอง” แบรนด์เนื้อพรีเมียมไทยโตกว่า 8 เท่า สร้างเครือข่ายการผลิตสู่ 8 ชุมชน ครองใจผู้บริโภค จีน - ตะวันออกกลาง – อาเซียน

👉📎 เอ็นไอเอเปิดเกมพลิกโฉมนวัตกรรมโคเนื้อไทยชิงมูลค่าตลาด – ผู้บริโภค
กระตุ้นแบรนด์ดิ้งโคเนื้อพรีเมียมท้องถิ่นในงาน “Thailand Beef Fest 2026” 
พร้อมดึง 4 มหาอำนาจเนื้อร่วมยกระดับมาตรฐานและการแข่งขัน
🌐 NIA ฉายภาพความสำเร็จ “โคดำลำตะคอง” แบรนด์เนื้อพรีเมียมไทยโตกว่า 8 เท่า สร้างเครือข่ายการผลิตสู่ 8 ชุมชน ครองใจผู้บริโภค จีน - ตะวันออกกลาง – อาเซียน พร้อมคาดมูลค่าการเติบโตเนื้อพรีเมียมตลาดโลกเฉียด 4.5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2576
กรุงเทพฯ 15 มกราคม 2569 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อ พร้อมประกาศความสำเร็จในการยกระดับอุตสาหกรรมโคเนื้อ📍คุณภาพสูงของไทยผ่านการจัดงาน "Thailand Beef Fest 2026" สุดยอดมหกรรมเนื้อไทยครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม "Thai Innovative Beef, Global Taste" พร้อมมุ่งผลักดัน "โคดำลำตะคอง" แบรนด์เนื้อโคพรีเมียมจากนครราชสีมาสู่เวทีโลก หวังสร้างระบบนิเวศด้านการตลาดเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรไทย และลดการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพสูงจากต่างประเทศที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย นำเนื้อโคพรีเมียมระดับโลกมาจัดแสดงควบคู่กับแบรนด์เนื้อไทย เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคของไทยสู่ตลาดสากล
 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโคเนื้อของไทยมีศักยภาพและโอกาสเติบโตสูง แต่ที่ผ่านมาต้องเผชิญข้อจำกัด
🐃 ด้านมาตรฐาน และการเข้าถึงตลาดมูลค่าสูง อีกทั้งยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ เนื่องจากประเทศไทยมีการบริโภคเนื้อวัวเฉลี่ยเพียงประมาณ 3.24 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่มีความต้องการเนื้อพรีเมียมเพิ่มมากขึ้น จึงต้องนำเข้าเนื้อคุณภาพสูงจากต่างประเทศมากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากำลังการผลิตในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองต่อตลาดได้ 
🐃 นอกจากนี้ เมื่อประเมินภาพใหญ่อุตสาหกรรมเนื้อวัวระดับโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นพื้นฐานไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความเฉพาะตัวเชิงอัตลักษณ์ การขยายตัวของกำลังซื้อและประชากรส่งผลให้ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าของตลาดเนื้อวัวคุณภาพจะขยายตัวถึงระดับ 712,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 4.4 โดยในส่วนของตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณภาพสูง (High-End Beef) มูลค่าตลาดในปี 2567 อยู่ที่ 341,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 449,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 ด้วยอัตรา CAGR ที่ร้อยละ 3.1 การเติบโตนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การให้ความสำคัญกับรสสัมผัส และความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงมองหาประสบการณ์การบริโภคซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนส่วนแบ่งตลาดเนื้อวัวพรีเมียมให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วเหนือกว่าตลาดเนื้อโภคภัณฑ์ทั่วไป
ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า NIA มุ่งเพิ่มโอกาสแข่งขันเชิงพาณิยช์ของอุตสาหกรรม โคเนื้อครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการฟาร์ม โภชนาการ เทคโนโลยีหลังการเชือด การแปรรูป ตลอดจนการสร้างแบรนด์ การตลาด และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงมุ่งเน้นยกระดับการผลิตแบบดั้งเดิมของโคเนื้อไทยที่เน้นการผลิตเนื้อเพื่อขายในเชิงน้ำหนัก เฉลี่ยราคา  80–82 บาทต่อกิโลกรัมไปสู่ตลาดพรีเมียมที่เกษตรกรสามารถขายเนื้อได้ในราคา 105–145 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้โครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยเปลี่ยนไปจากโมเดลเดิมคือ Volume-Based ไปสู่ Value-Based ที่สามารถแข่งขันกับเนื้อคุณภาพสูงจากต่างประเทศได้
โดยทิศทางการพัฒนาโคเนื้อไทยจะมุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมเชิงลึก เช่น เทคโนโลยีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับภูมิอากาศไทย การใช้ข้อมูลและ IoT ในการจัดการฟาร์ม การควบคุมคุณภาพเนื้อด้วยกระบวนการบ่มเชิงวิทยาศาสตร์ การลดคาร์บอนและของเสียในกระบวนการผลิต รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเนื้อโคที่มีเรื่องราวเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ และได้มาตรฐานสากล ผ่านการสร้างคุณค่าในแบบไทย ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา NIA ได้ทำงานร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง และเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ (นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์) ตามแนวทางการสนับสนุน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างแบรนด์ "โคดำลำตะคอง" จากจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในอนาคต และการพัฒนาระบบนิเวศด้านการตลาดซึ่งเป็นส่วนปลายน้ำของอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลออกสู่ตลาดในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ และยังได้จัด Thailand Beef Fest ขึ้นครั้งแรกในปี 2024 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จังหวัดนครราชสีมา ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเวทีเชิง
📌 อุตสาหกรรมให้กับโคเนื้อไทย โดยเปิดโอกาสให้ร้านอาหารและผู้จัดจำหน่ายเห็นศักยภาพของเนื้อพรีเมียมที่ผลิตโดยผู้เลี้ยงในประเทศ จนเริ่มเกิดการเจรจาธุรกิจและการทดลองใช้เนื้อไทยมากขึ้นในกลุ่มร้านอาหารต่าง ซึ่งผลลัพธ์ของการจัดงานปี 2024 ไม่ได้สะท้อนเพียงความสนใจของผู้บริโภค แต่ยังทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในภาคอุตสาหกรรมโคเนื้อระหว่างผู้เลี้ยง ฟาร์ม โรงเชือด ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ร้านอาหาร และเชฟ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรมเนื้อคุณภาพสูงที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานไปจนถึงการสร้างตลาดเชิงพรีเมียมในประเทศได้
ในปี 2026 NIA จึงยกระดับการจัดงานเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยกับอุตสาหกรรมโลก โดยมีการต่อยอดการจัดงาน Thailand Beef Fest 2026 ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านเนื้อหา เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงตลาด ซึ่งงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ตลาดนัดเลียบด่วน-แดนเนรมิต กรุงเทพมหานคร ภายใต้ธีม "Thai Innovative Beef, Global Taste" เป็นการขยายบทบาทจากงานแสดงสินค้า สู่การเป็น แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโคเนื้อ ที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศด้านการตลาดที่สมบูรณ์แบบของอุตสาหกรรมโคเนื้อ
👉 โดยได้รับความร่วมมือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา บราซิล ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตเนื้อรายสำคัญของโลกทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมาตรฐานเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมาตรฐานและทิศทางของอุตสาหกรรมโคเนื้อในระดับสากล รวมถึงกิจกรรมอื่นในหลากหลายมิติ ทั้งการจัดนิทรรศการ การนำผลิตภัณฑ์เนื้อพรีเมียมที่เป็นที่รู้จักระดับโลกมาโชว์และชิม พร้อมโชว์ผลิตภัณฑ์เนื้อไทยพรีเมียมจากพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ โคดำลำตะคอง สุรินทร์วากิว สลักได จากจังหวัดสุรินทร์ โคขุนหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และโคขุนกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อีกทั้งยังมีการจัดเสวนา 
📎 พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมสนับสนุนการเติบโตขออุตสาหกรรมโคเนื้อไทยได้อย่างยั่งยืน
ด้าน ผศ.ดร.ปภากร พิทยชวาล ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 กล่าวว่า แม้โคดำลำตะคองจะมีความพร้อมทั้งด้านสายพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิต และคุณภาพเนื้อ แต่การก้าวสู่การเป็น “สุดยอดแบรนด์เนื้อไทย” จากจังหวัดนครราชสีมาจำเป็นต้องเติมเต็มช่องว่างในห่วงโซ่มูลค่าช่วงปลายน้ำ โดยเฉพาะด้านการแปรรูปเชิงพาณิชย์ การสร้างแบรนด์ และการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ตลาดส่งออกในอนาคต อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ จึงทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานวิจัย เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวอย่างและทดสอบตลาด นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเนื้อส่วนที่เหลือจากการตัดแต่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม เช่น ไส้กรอกเนื้อ เนื้อเสียบไม้ เนื้อแผ่น และอาหารพร้อมรับประทาน 
“หนึ่งในกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ คือ “แกงพะแนงโคดำลำตะคอง” ที่ผ่านการทดสอบตลาดในประเทศและได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีคำสั่งซื้อในล็อตแรกประมาณ 20,000 ซอง รวมถึงได้รับความสนใจจากสายการบินและผู้นำเข้าจากญี่ปุ่น สะท้อนถึงศักยภาพของเนื้อโคไทยในตลาดพรีเมียมระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อการส่งออกยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและมาตรฐาน เนื่องจากโรงงานต้นแบบภาครัฐไม่สามารถผลิตเชิงอุตสาหกรรมหรือยื่นขอมาตรฐานฮาลาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่ง OEM ซึ่งมีต้นทุนสูงและต้องลงทุนเพิ่มเติมด้านบรรจุภัณฑ์ เอกสารประกอบการส่งออก และการขอรับรองมาตรฐานสากล หากมีการสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น งบประมาณเริ่มต้น แหล่งทุนเฉพาะมาตรฐาน หรือมาตรการส่งเสริมเพื่อการส่งออก จะช่วยเร่งการเติบโตของแบรนด์และสร้างโมเดลเศรษฐกิจพื้นที่สู่ระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม”
นายอรรควัฒน์ วิริยะขจรเกียรติ เจ้าของแบรนด์ N.V.K. Farm ตัวแทนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคดำลำตะคอง กล่าวว่า คนไทยมีวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อที่ “ชอบเนื้อติดมัน แต่ไม่เลี่ยน” ขณะที่โควากิวมีจุดเด่นด้านไขมันแทรกสูงแต่โตช้าและต้นทุนสูง จึงนำไปสู่แนวคิดการผสมข้ามสายพันธุ์ ที่นำโคพื้นเมืองโคราช ซึ่งมีความอึดทน ปรับตัวเก่ง และไม่เลือกอาหาร มาผสมกับแองกัส เพื่อเพิ่มอัตราแลกเนื้อและปริมาณเนื้อ จากนั้นจึงผสมต่อกับวากิวเพื่อให้ได้มาร์บลิ่งสวยกำลังดีโดยไม่เลี่ยน จนเกิดเป็นชุดพันธุกรรมที่ตรงกับความต้องการบริโภคของคนไทยมากที่สุด โดยโคดำลำตะคองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการใช้ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ สายพันธุ์ที่ดีจากการผสมพันธุ์อย่างมีหลักวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคโนโลยีผสมเทียมและย้ายฝากตัวอ่อน อาหารที่ดีจากการจัดการด้านอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการที่โคต้องการ โดยใช้ธัญพืชท้องถิ่นของนครราชสีมาเป็นหลัก และสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยฟาร์มตั้งอยู่ที่ตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 280-300 เมตร ทำให้มีลมพัดผ่านตลอดปี อากาศโปร่งสบาย และน้ำในลุ่มน้ำลำตะคองมีค่า pH อยู่ที่ 7.3 เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคุณภาพของเนื้อโคดำลำตะคองนั้นจะมีการจัดเกรดเนื้อตามแนวทางการพัฒนาระบบเกรดไทยจำนวน 6 ระดับ และแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ Standard , Premium , Super Premium โดยกลุ่มสูงสุดมีความใกล้เคียงระดับ A4 ของญี่ปุ่น แต่ถูกปรับให้สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคไทย พร้อมสร้างโครงสร้างราคาแบบเพิ่มขั้นราวร้อยละ 15 ต่อระดับเกรด เกิดเป็นระบบคุณค่าที่ผู้บริโภคเข้าใจได้และพร้อมจ่ายตามคุณภาพ 
นายอรรควัฒน์ กล่าวต่อว่า หลังการพัฒนาจนได้เนื้อโคคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ได้มีการขยายเครือข่ายโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนร่วมทำฟาร์มโคดำลำตะคองแล้ว 8 วิสาหกิจชุมชน มีเกษตรกรเป็นสมาชิกกว่า 420 ครัวเรือน โดยตลาดหลักยังคงเป็นตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม โคดำลำตะคอง มีความต้องการจากต่างประเทศอย่างล้นหลามทั้งจากจีน ตะวันออกกลาง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ รสชาติที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ และมาตรฐานฟาร์มที่ครบถ้วน ตอบโจทย์ความต้องการอาหารปลอดภัย (Food Safety) ที่เป็นเทรนด์โลก แต่ด้วยกำลังการผลิตที่มีอย่างจำกัด เพียงไม่เกิน 50 ตัวต่อเดือน จึงอาจยังไม่สามารถขยายตลาดไปต่างประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ 
“โคดำลำตะคองได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนธุรกิจนวัตกรรม ในโครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย "นิลมังกร" รุ่นที่ 2 และได้รับการสนับสนุนจาก NIA อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นแบรนด์ที่สามารถสร้างมูลค่าและโอกาสทางธุรกิจให้กับเกษตรกรไทยได้ โดยธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างมาก สัดส่วนการขายเปลี่ยนจากเดิมที่ B2B (ขายซาก) ร้อยละ 50-60 ขายให้ร้านอาหารร้อยละ 10-20 และ B2C ที่ขายสินค้าโดยตรงไปยังผู้บริโภคทั่วไปเพียงร้อยละ 10 กลายเป็น B2C ร้อยละ 80 ขายซากร้อยละ 10 และขายให้ร้านอาหารร้อยละ

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

“ฝุ่น PM2.5 ภาคเกษตรสร้างปัญหาจริงหรือ?

👉 💨 วิกฤตฝุ่นมกรา 69 พุ่งถึงจุดพีค! สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ ถอดบทเรียนเสนอทางออกแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน ชูโมเดล “เปลี่ยนขยะเป็นทอง” และ “พลังป่าชุมชน” คืนอากาศสะอาดให้คนไทย
🏙️ [กรุงเทพมหานคร – 15 มกราคม 2569] – สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในเดือนมกราคม 2569 เข้าขั้นวิกฤต โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่กรุงเทพมหานครเผชิญค่าฝุ่นพุ่งสูงที่สุดในรอบปี แตะระดับ 58.1-61 มคก./ลบ.ม. ส่งผลให้มีพื้นที่สีแดงกระทบต่อสุขภาพในหลายเขต อาทิ บางรัก ปทุมวัน และสาทร ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มจมฝุ่นหนาจากสภาพอากาศปิดและมลพิษสะสม
🎤 นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความตระหนักในสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์การด้านสื่อสารมวลชนที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และมีความใกล้ชิดกับภาคเกษตรกรรม ว่าสมาคมฯ ได้มีการถอดบทเรียนจากเวทีเสวนา “ฝุ่น PM2.5 ภาคเกษตรสร้างปัญหาจริงหรือ? ระดมสมองแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นที่อาคาร UNISERV มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ท่ามกลางวิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้น
🏦 “สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในตอนนี้ส่งผลกระทบชัดเจนและค่อนข้างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและสุขภาพของคนไทยในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหานอกจากมลพิษที่มาจากการจราจรในเมืองแล้ว ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนสำคัญก็คือภาคเกษตรกรรม ซึ่งก็มีความทับซ้อนของปัญหาว่าจริง ๆ แล้วปัจจัยหลักมาจากภาคเกษตรในบ้านเรา ไฟป่า หรือการเผาข้ามแดนกันแน่ ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯ ก็ได้มีการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิด เตรียมรับมือและหาทางออกในการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีการถอดบทเรียนและเนื้อหาจากนักวิชาการและวิทยากรที่ร่วมให้ข้อมูลหลาย ๆ ท่าน ทำให้เรามองเห็นที่มาของปัญหา และทำให้สามารถหาแนวทางแก้ไข หรือรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
📍รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ ประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ว่าสาเหตุที่มลพิษรุนแรงในช่วงนี้เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ อุตุนิยมวิทยาที่อากาศนิ่งระบายตัวยาก และแหล่งกำเนิดมลพิษที่หลากหลาย ซึ่งข้อมูลวิชาการชี้ชัดว่าในช่วงฤดูแล้งเพียง 3 เดือน (ก.พ.-เม.ย.) ภาคเหนือมีการปลดปล่อยฝุ่น PM2.5 รวมกันสูงถึง 11,000 ตัน โดยกว่า 51% มาจากการเผาชีวมวล ซึ่งหากเราสามารถลดมลพิษข้ามแดนและการเผาป่าลงได้เพียง 50% จะช่วยลดค่าฝุ่นในพื้นที่ลงได้ทันทีถึง 40% ซึ่งต้องอาศัยการจัดการเชิงพื้นที่ที่เข้มข้นมากกว่าเดิม
📌 ในขณะที่ ดร.สุดเขต สกุลทอง จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาที่ "ต้นทาง" โดยเฉพาะขยะทางการเกษตรกว่า 1 ล้านตันต่อปีในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศษวัสดุจากข้าวโพดบนพื้นที่สูงที่ยากต่อการกำจัด นำมาสู่นวัตกรรม “เครื่องทำชีวมวลอัดแท่งและไบโอซาร์แบบเคลื่อนที่” 
🔊 โดยนวัตกรรมนี้ช่วยให้เกษตรกรบนดอยสามารถแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นพลังงานทดแทนที่ขายได้ราคาสูงถึง 2,500 - 3,000 บาทต่อตัน เปลี่ยนภาระการเผาให้กลายเป็นรายได้ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหยุดเผาอย่างยั่งยืน ❤️‍🔥 โดยปัจจุบันมีชุมชนหลายแห่งเริ่มนำไปใช้และพิสูจน์แล้วว่าสร้างรายได้จริง และน่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาในภาคการเกษตรได้
อ.เดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน เน้นย้ำว่ากุญแจสำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งให้ “ป่าชุมชน” กว่า 1,200 หมู่บ้าน ให้สามารถจัดการพื้นที่อย่างถูกกฎหมายภายใต้ พรบ.ป่าชุมชน เพื่อสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต หรือการปลูกพืชเศรษฐกิจใต้ร่มไม้ ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทชาวบ้านจากผู้ใช้ไฟเป็น "ผู้เฝ้าระวังป่า" 
📍คุณลาวัณย์ อุ่นจัน หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืนยันถึงความสำเร็จในการลดจุดความร้อน (Hotspots) ในปีที่ผ่านมาที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเตรียมบังคับใช้มาตรการ “หยุดเผาเด็ดขาด” ในช่วงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 มีนาคม 2569 นี้ โดยมีอาสาสมัครเกษตรกว่า 2,000 หมู่บ้านเป็นกลไกหลักในการประชาสัมพันธ์และเฝ้าระวัง
นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตร ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเดือนมกราคม 2569 คือสัญญาณเตือนว่าเราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยเพียงมาตรการชั่วคราวอย่างการ Work From Home แต่ต้องอาศัย ความร่วมมืออย่างบูรณาการ ทั้งการใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรกร การสนับสนุนป่าชุมชน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการ "หยุดเผา" ควบคู่ไปกับการ "สร้างมูลค่า" เพื่ออากาศบริสุทธิ์ของเราและลูกหลานทุกคนสืบไป”

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

เมล็ดพันธุ์ศรแดง แคนตาลูป "ศิลามณี" จ.นครสวรรค์

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

📌 คูโบต้า ชวนน้องร่วมกิจกรรม “กระเป๋าใหม่ เติมใจ เติมยิ้ม” ในโครงการ “คูโบต้า ปันน้ำใจให้น้อง” ต้อนรับวันเด็ก 2569
 
 บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการ “คูโบต้า ปันน้ำใจให้น้อง” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของเยาวชนไทย 
🚜 โดยเชิญชวนน้อง ๆ ร่วมสนุกกับกิจกรรม “กระเป๋าใหม่ เติมใจ เติมยิ้ม” พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นเป็น 1 ใน 500 ผู้โชคดี รับกระเป๋า “คูโบต้า ปันน้ำใจให้น้อง” ใบใหม่ มูลค่า 200 บาท  จำกัดสิทธิ์ 1 คน ต่อ 1 โพสต์ ตลอดระยะเวลากิจกรรม* ตั้งแต่วันที่ 6– 31 มกราคม 2569 และจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านเพจเฟซบุ๊ก SIAMKUBOTA https://www.facebook.com/SiamKubotaClub เพียงทำตามกติกาง่าย ๆ ดังนี้
1. ถ่ายภาพกระเป๋าใบเก่า “คูโบต้า ปันน้ำใจให้น้อง” รุ่นใดก็ได้ ที่อยู่ในสภาพชำรุดหรือไม่พร้อมใช้งาน แล้วโพสต์ภาพลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมติดแฮชแท็ก #คูโบต้าปันน้ำใจให้น้อง และตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ 
2. แคปหน้าจอโพสต์ แล้วนำมาแปะในคอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรม “กระเป๋าใหม่ เติมใจ เติมยิ้ม” ในเพจเฟซบุ๊ก SIAMKUBOTA 
 👉👉  ทั้งนี้ สยามคูโบต้าได้ดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าทั่วประเทศ ร่วมส่งมอบกระเป๋านักเรียนและทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างทั่วถึง 
📍ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการที่ผ่านมาได้ส่งมอบกระเป๋านักเรียนให้แก่นักเรียนแล้วกว่า 470,000คน และมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนกว่า 1,500 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของสยามคูโบต้าในการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...