วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

🤝🌳 สยามคูโบต้า ผสานพลังภาครัฐ-เกษตรกรอุดรฯ ลุยปลูกต้นไม้ฟื้นฟูผืนป่า ในโครงการ KUBOTA Forest For Life “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก”

📢 สยามคูโบต้า ผสานพลังภาครัฐ-เกษตรกรอุดรฯ ลุยปลูกต้นไม้ฟื้นฟูผืนป่า 
ในโครงการ KUBOTA Forest For Life “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก”
 
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 - บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดย นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ สานต่อกิจกรรมปลูกต้นไม้จำนวน 555 ต้น ในโครงการ KUBOTA Forest For Life “คูโบต้าร่วมใจปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว” ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” มุ่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าคืนสู่ชุมชน โดยมีกลุ่มชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ห้วยตาดข่า เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ในการดูแลต้นไม้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการปลูกต้นไม้จำนวน 50,000 ต้นทั่วประเทศ ภายในปี 2571 ณ บ้านโคกศรีแก้ว อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้
###
รายนามผู้บริหารเรียงจากซ้ายไปขวา
1.นายกอบโชค พลน้ำเที่ยง ผู้จัดการฝ่ายบริหารสำนักงาน บริษัท คูโบต้าแสงทอง จำกัด
2.นายภานุมาส พัฒนขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คูโบต้าแสงทอง จำกัด
3.นางสาวณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ ผู้จัดการส่วนอาวุโส Corporate Branding and Social Engagement Department บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
4.นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
5.นายเจษฎาบดี บายศรี ปลัดอาวุโสอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
6.นายฉัตรเชาวสิโรตม์ ยอดคีรี ประธานวิสาหกิจชุมชนทำนาห้วยตาดข่า
7.นางสาวสุมาลี พานิช นายกอบต.หนองอ้อ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
8.นายวิทูล ศรีบุญเลิศ เกษตรอำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

#แชร์ข่าวเล่ากระแส
#สยามคูโบต้า #ผสานพลังภาครัฐ #เกษตรกรอุดรฯ #ลุยปลูกต้นไม้ฟื้นฟูผืนป่า 
#ในโครงการ #KUBOTA #Forest #For #Life #ปลูกรอด #เปลี่ยนโลก

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

📢 กรมชลประทาน จัดประชุมปัจฉิมนิเทศ สรุปผลศึกษาปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา” เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำภาคกลาง มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน

กรมชลประทาน จัดประชุมปัจฉิมนิเทศ สรุปผลศึกษาปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา” เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำภาคกลาง มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน
​วันที่ 21 กรกฎาคม 2569  สำนักงานชลประทานที่ 12 อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท กรมชลประทาน จัดการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท โดยได้รับเกียรติจาก นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธานเปิดการประชุม  และนายเถลิงกิตติ์ สุวรรณชาติ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ซึ่งมีนายขจร ใบพลูทอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมสำรวจ กรมชลประทาน
ผู้แทนกรมชลประทาน หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา สภาเกษตรกร กลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำ และประชาชนในพื้นที่เขตชลประทานที่ 10, 11 และ 12 เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 
เพื่อรับฟังการสรุปผลการศึกษา แผนงานปรับปรุงโครงการ แนวทางการบริหารจัดการน้ำ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสำหรับนำไปปรับปรุงผลศึกษาให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง
เขื่อนเจ้าพระยาถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางและเป็นโครงสร้างหลักของ "โครงการเจ้าพระยาใหญ่" ก่อสร้างและเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 มีศักยภาพส่งน้ำชลประทานครอบคลุมพื้นที่กว่า 7.5 ล้านไร่ ผ่านคลองส่งน้ำสายหลัก 5 สาย ได้แก่ แม่น้ำน้อย, แม่น้ำท่าจีน, คลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง, คลองชัยนาท-ป่าสัก และคลองชัยนาท-อยุธยา เพื่อสนับสนุนด้านการเกษตร การอุปโภคบริโภค การผลิตน้ำประปา การรักษาระบบนิเวศ การผลักดันน้ำเค็ม ตลอดจนการบรรเทาอุทกภัยและการผลิตกระแสไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 69 ปี ส่งผลให้อาคารชลประทานเสื่อมสภาพตามกาลเวลา กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2568 ถึง 29 สิงหาคม 2569 รวมระยะเวลา 540 วัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการส่งน้ำและแก้ปัญหาภัยแล้ง-อุทกภัยอย่างเป็นระบบ
สำหรับการปรับปรุงโครงการฯ กรมชลประทานได้กำหนดแผนงานครอบคลุม 9 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงอาคารประกอบหัวงาน โครงสร้างคอนกรีต ประตูบานโค้ง อาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน โรงไฟฟ้า และระบบป้องกันขยะ, การปรับปรุงตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา 31 แห่ง ระยะทาง 51 กิโลเมตร ตั้งแต่นครสวรรค์ถึงสิงห์บุรี, การปรับปรุงอาคารสำนักงานและศูนย์เรียนรู้, การพัฒนาพื้นที่ชลประทานใหม่ 2 แห่ง รวม 21,603 ไร่, การบรรเทาภัยแล้งโดยกำหนดระดับน้ำเหนือเขื่อนให้อยู่ในช่วง +30 ถึง +50 เมตร (รทก.), การบรรเทาอุทกภัยด้วยการขุดลอกแม่น้ำน้อยและแม่น้ำท่าจีน ก่อสร้างประตูรับน้ำหลาก 7 แห่ง และเตรียมสถานีสูบน้ำชั่วคราว 9 แห่ง, การบริหารจัดการน้ำเค็ม, การพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรผู้ใช้น้ำ 26 กลุ่ม และการถ่ายทอดองค์ความรู้พัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับเทคโนโลยีในอนาคต
นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า เขื่อนเจ้าพระยาเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการอุปโภคบริโภค การที่กรมชลประทานดำเนินการศึกษาแนวทางปรับปรุงโครงการในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งระบบ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในอนาคต 
ขณะที่ นายเถลิงกิตติ์ สุวรรณชาติ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าพระยา ระบุว่า ผลการดำเนินงานศึกษาใกล้แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งผลการศึกษาจะครอบคลุมการแก้ปัญหาทั้งมวล ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเค็ม พร้อมรองรับแผนหลักของรัฐบาล
โดยกรมชลประทานจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกขั้นตอน เพื่อให้การยกระดับโครงสร้างน้ำครั้งนี้สร้างประโยชน์สูงสุดและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

🇹🇭🤝🇯🇵 รมว.พาณิชย์จับมือ คุณป้าพิมใจ มัตสึโมโต(ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ด้านการค้าระหว่างประเศ) ดันส่งออกผลไม้ไทยลุยตลาดญี่ปุ่น

🇹🇭🤝🇯🇵  รมว.พาณิชย์จับมือ คุณป้าพิมใจ มัตสึโมโต
(ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ด้านการค้าระหว่างประเศ) ดันส่งออกผลไม้ไทยลุยตลาดญี่ปุ่น
📌​นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ใช้ช่วงเวลาเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศญี่ปุ่น ลงพื้นที่ตรวจตลาดสินค้าไทย (ห้างอิออน และร้านอาหาร Thai SELECT) พร้อมหารือกับ "คุณป้าพิมใจ มัตสึโมโต" ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ
📍​เป้าหมาย: เร่งผลักดันและเพิ่มส่วนแบ่งการส่งออก "กล้วยหอมและทุเรียนพรีเมียม" ของไทยเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น
​โอกาสทางการตลาด: ปัจจุบันญี่ปุ่นนำเข้ากล้วยสดสูงถึงปีละประมาณ 1 ล้านตัน (ส่วนใหญ่ยังเป็นของประเทศอื่นในอาเซียน) จึงเป็นโอกาสทองของไทยหากรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และความต่อเนื่องของผลผลิตได้
🔴​ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: การร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ จะช่วยขับเคลื่อนผลไม้ไทย (กล้วยหอม ทุเรียน มังคุด ส้มโอ) สู่ห้างญี่ปุ่น และสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน
#แชร์ข่าวเล่ากระแส
#รมว.#พาณิชย์ใช้ช่วงเวลาเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศญี่ปุ่น #ลงพื้นที่ตรวจตลาดสินค้าไทย 
#ห้างอิออนและร้านอาหาร #ThaiSELECT #พร้อมหารือกับ #คุณป้าพิมใจมัตสึโมโตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

“รมช.ปิยะรัฐชย์” ชูนโยบาย “สุริยะ” ปรับโฉมกระทรวงเกษตรฯ สู่กระทรวงของประชาชน เดินหน้าคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ทั่วประเทศ ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน รับมือภัยแล้ง

“รมช.ปิยะรัฐชย์” ชูนโยบาย “สุริยะ” ปรับโฉมกระทรวงเกษตรฯ สู่กระทรวงของประชาชน เดินหน้าคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ทั่วประเทศ ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุน รับมือภัยแล้ง
น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 
ลงพื้นที่โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ 
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ระดับประเทศ ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็น “กระทรวงของประชาชน” โดยบูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมให้บริการเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว ทั้งการให้คำปรึกษา แก้ไขปัญหาด้านการเกษตร และรับเรื่องร้องทุกข์ เพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน
น.ส.ปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตเป็นนโยบายหลัก พร้อมผลักดันการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์เอลนีโญและซูเปอร์เอลนีโญ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทั้งการส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย การปรับรูปแบบการเพาะปลูก และการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของตนเอง
ทั้งนี้ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่านายสุริยะยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยกระดับการให้บริการในรูปแบบ Soft Service พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ภารกิจของกระทรวงให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยย้ำว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแล แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานและเป็นที่พึ่งของเกษตรกรในทุกพื้นที่
ด้านนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 24 โดยนอกจากการจัดงานระดับประเทศที่จังหวัดเชียงรายแล้ว ทุกจังหวัดทั่วประเทศยังจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ในระดับจังหวัด ตลอดในห้วงเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 16 หน่วยงาน ร่วมให้บริการแบบครบวงจร ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี การวิเคราะห์ดินและพืช การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลการเกษตร และการให้คำปรึกษาเฉพาะด้าน 
โดยกรมส่งเสริมการเกษตรยังนำข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลเชิงพื้นที่มาวิเคราะห์ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

🎉 สถาปนา กยท. ครบรอบ 11 ปี เปิดทิศทางการดำเนินงานสู่ปีที่ 12 มุ่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับรายได้ชาวสวนยางและยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากล สอดรับนโยบาย รมว.เกษตรฯ “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย

📢 สถาปนา กยท. ครบรอบ 11 ปี เปิดทิศทางการดำเนินงานสู่ปีที่ 12 มุ่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ด้วยเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับรายได้ชาวสวนยางและยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากล สอดรับนโยบาย รมว.เกษตรฯ “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย”
วันนี้ (15 ก.ค. 69) ณ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำนักงานใหญ่ – กยท. จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 11 ปี ภายใต้แนวคิด “RAOT SMART GREEN GLOBAL – ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สร้างสวนยางสีเขียวสู่สากล” โดยได้รับเกียรติจาก 
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมมอบนโยบายขับเคลื่อน กยท. สู่ปีที่ 12 ในฐานะกลไกสำคัญด้านการบริหารจัดการยางพาราของประเทศ ด้าน กยท. 
โดยนายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ เป็นผู้แทนกล่าวรายงานการจัดงานสถาปนาฯ พร้อมนำเสนอผลการดำเนินงาน โครงการสำคัญ นวัตกรรมด้านยางพารา และทิศทางการดำเนินงานในอนาคต
นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา กยท. ได้ขับเคลื่อนภารกิจการพัฒนายางพาราไทยอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การเป็นองค์กรหลักในการบริหารจัดการยางพาราครบวงจรของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 
พร้อมผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราในทุกมิติ ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของยางพาราไทยในเวทีโลก สำหรับการก้าวสู่ปีที่ 12 ขององค์กร เชื่อมั่นว่า กยท. จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนายางพาราทั้งระบบ โดยใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาควบคู่กับการส่งเสริมการทำสวนยางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากลและการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดรับกับ 5 นโยบายหลัก “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับการผลิต เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร ส่งเสริมตลาดนำการผลิต และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรไทยในระยะยาว
“อยากให้พี่น้องชาวสวนยางมีความมั่นใจว่าวันนี้ กยท. ได้ขับเคลื่อนและพร้อมดำเนินงานเพื่อเป้าหมาย คือ ให้ทุกท่านมีรายได้ที่มั่นคง มีผลผลิตที่มีมาตรฐานสากลควบคู่กับการการทำสวนยางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ในการพัฒนาการทำสวนยางแบบยั่งยืน โดยในปีที่ 12 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่ กยท. จะขับเคลื่อนองค์กรให้มีความเข้มแข็งเพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบต่อไป ทั้งนี้ อยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางที่มีคุณภาพที่สุดในโลก เชื่อว่าจะเป็นไปได้หากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันบูรณาการและผลักดันให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกัน” นายวิณะโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย
นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า 11 ปี ของ กยท. เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเติบโตขององค์กรที่สะท้อนถึงบทบาทของ กยท. ในฐานะหน่วยงานภาคการเกษตรหลักด้านยางพาราที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กยท. ได้พัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการผลิต การวิจัย การแปรรูป และการตลาด เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับภาคอุตสาหกรรมยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของยางพาราไทยในเวทีโลก สำหรับการก้าวสู่ปีที่ 12 กยท. พร้อมเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาในทุกมิติ โดยมุ่งยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการพัฒนา “RAOT One Platform” เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลและบริการด้านยางพาราแบบครบวงจร ตลอดจนส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตด้วยแนวทางการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพ ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model และการเตรียมความพร้อมรองรับกติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันภาคยางพาราไทยสู่ยุค "3 สูง" ได้แก่ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และ รายได้สูง ภายใต้หลักการ "ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้" พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันภาคยางพาราไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตและส่งออกยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1 ของโลก 
“ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา กยท. มุ่งมั่นดำเนินภารกิจด้านการบริหารจัดการยางพารา สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านยางพาราของประเทศ และในปีต่อไป กยท. จะยังคงเดินหน้าพัฒนาภาคยางพารา 
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายโกศล กล่าวทิ้งท้าย
นายดิษฐเดช กล่าวต่อว่า ภายในงานวันสถาปนาครบรอบ 11 ปี กยท. 
ได้รวบรวมผลงาน โครงการ และการดำเนินงานที่สำคัญ ตลอดจนนวัตกรรม งานวิจัย ซึ่งเป็นผลงานของ กยท. ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยถ่ายทอดผ่านนิทรรศการที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาองค์กรภายใต้แนวคิด "RAOT SMART GREEN GLOBAL" ทั้งการยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยี การสร้างมูลค่าเพิ่มจากยางพารา การส่งเสริมสวนยางสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนามาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากล ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับยางพาราไทยในตลาดโลก พร้อมต่อยอดสู่เป้าหมายสูงสุด คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลสำคัญให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยางพารา เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติ ได้แก่ รางวัลยกย่องเชิดชูคนดีมีคุณธรรม ประจำปี 2569, รางวัลสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น, รางวัลเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น และรางวัลเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่น ประจำปี 2568/2569 ตลอดจนกิจกรรมมอบหุ่นยางพาราฝึกการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) แก่หน่วยงานภายนอก เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป เป็นการตอกย้ำว่า กยท. จะดำเนินงานขององค์กรควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์แก่สังคม
#แชร์ข่าวเล่ากระแส
#กยท.#จะขับเคลื่อนองค์กรให้มีความเข้มแข็งเพื่อพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กรมวิชาการเกษตร ชู 8 นวัตกรรมแก้วิกฤติโรคใบด่างมันสำปะหลัง เตรียมส่งมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ กวก.ระยอง 19 ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง ชงของบ 6.5 พันล้านบาท

กรมวิชาการเกษตร ชู 8 นวัตกรรมแก้วิกฤติโรคใบด่างมันสำปะหลัง เตรียมส่งมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ กวก.ระยอง 19 ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง ชงของบ 6.5 พันล้านบาท
กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าเชิงรุกแก้ไขวิกฤตใบด่างมันสำปะหลัง สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ Kick off เปิดตัวพันธุ์ใหม่ล่าสุด “กวก.ระยอง 19” ชูจุดเด่นต้านทานโรคเยี่ยม ผลผลิตคุณภาพสูง พร้อมยกระดับสู่ “มันสำปะหลังโลว์คาร์บอน” คว้ามาตรฐาน T-VER รายแรกของหน่วยงานรัฐ มุ่งคืนตำแหน่งผู้นำมันสำปะหลังโลกอย่างยั่งยืน
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยระหว่างนำทีมสื่อมวลชนลงพื้นที่ ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ว่า กรมวิชาการเกษตรได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่ทำรายได้มหาศาลให้แก่ประเทศ โดยก่อนหน้านี้ทางกรมฯ ได้ส่งเสริมพันธุ์อิทธิ 1, 2 และ 3 และล่าสุดได้พัฒนาพันธุ์ต้านทานน้องใหม่พันธุ์ “กวก. ระยอง 19” ที่เริ่มปรับปรุงพันธุ์มาตั้งแต่ปี 2563 จนมั่นใจเต็มร้อยว่าสามารถต้านทานได้ทั้งโรคใบด่างและโรคพุ่มแจ้ ทั้งยังให้ผลผลิตสูงถึง 6-8 ตันต่อไร่ และหากเกษตรกรรายใดมีระบบชลประทานร่วมกับการใช้ชีวภัณฑ์เสริม 
จะสามารถผลักดันผลผลิตทะยานสู่เป้าหมายที่ 8-10 ตันต่อไร่ ได้ไม่ยาก ซึ่งจะช่วยพลิกฟื้นคืนรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันมีข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงสเกลของปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง คือ พบพื้นที่ระบาดของโรคใบด่างรวมทั้งสิ้น 586,562 ไร่ กระจายตัวอยู่ใน 33 จังหวัดทั่วประเทศ และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมากกว่า 600,000 ครัวเรือน ทั้งนี้ จากเดิมที่ประเทศไทยเคยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังได้ปีละ 30-40 ล้านตัน ปัจจุบันตัวเลขลดลงเหลือเพียง 20 ล้านตันเท่านั้น ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบห่วงโซ่อุปทานกว่า 5 ล้านคน จึงมีความจำเป็นในการของบ 6.5 พันล้านบาท เพื่อกู้ชีพวงการมันสำปะหลัง
“สำหรับแนวทางการดำเนินงานหลังจากนี้ กรมฯ มีกระบวนการรับรองพันธุ์พืชค่อนข้างใช้เวลา แต่ด้วยวิกฤตที่เกิดขึ้นจึงเร่งทำงานเชิงรุก โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2570 จะเริ่มขยายแปลงทดลองพันธุ์ กวก. ระยอง 19 ไปยังแปลงของเกษตรกรต้นแบบ 8 แห่งทั่วประเทศ คาดว่าช่วงเดือนพฤษภาคม 2570 จะเห็นผลผลิตที่ชัดเจน และนำไปสู่การขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์ต่อไป ทั้งนี้ ยอมรับว่าข้อจำกัดสำคัญคือ ท่อนพันธุ์เริ่มต้นมีน้อย (ปัจจุบันมีราว 2,000 ท่อน) แต่กรมฯ ได้นำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และเทคโนโลยีขยายพันธุ์ทวีคูณ เข้ามาช่วย เร่งสปีดให้แตะหลักหมื่นท่อนในปีนี้ และขยายสู่หลักล้านท่อนในอนาคต พร้อมเดินหน้าเสนองบประมาณ พ.ร.ก. เงินกู้ฉุกเฉิน วงเงินกว่า 6,800 ล้านบาท ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ต้านทานให้จบภายใน 5 ปี” นายรพีภัทร์ กล่าว
ไม่เพียงแต่เรื่องสายพันธุ์ กรมวิชาการเกษตรยังชูโมเดล แปลงมันสำปะหลังบูรณาการ 8 จุดนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงการปลูกพืชแซมตระกูลถั่ว (ถั่วลิสง) ในช่วง 3-4 เดือนแรกเพื่อสร้างรายได้เสริม, การบริหารจัดการแมลงศัตรูพืช, และการนำโดรนเกษตรมาใช้ และไฮไลท์สำคัญคือการเป็น “แปลงต้นแบบมันสำปะหลังโลว์คาร์บอน” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน T-VER จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นหน่วยงานรัฐรายแรกของไทย ซึ่งนอกจากจะช่วยสิ่งแวดล้อม ลดปุ๋ย ลดเคมีแล้ว เกษตรกรยังมีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในอนาคตอีกด้วย
#กรมวิชาการเกษตรพร้อมยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ครบวงจร

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สยามคูโบต้า ชูแนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” เดินหน้าภารกิจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “KUBOTA Forest For Life” ปลูกต้นไม้ 50,000 ต้น ภายในปี 2571

สยามคูโบต้า ชูแนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” ผสานนวัตกรรม-พลังเครือข่ายเกษตรกร เดินหน้าภารกิจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “KUBOTA Forest For Life” ปักหมุดปลูกต้นไม้ 50,000 ต้น ภายในปี 2571
กรุงเทพฯ 7 กรกฎาคม 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าสานต่อโครงการ KUBOTA FOREST FOR LIFE “คูโบต้าร่วมใจปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว” ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” พร้อมนำโซลูชันและนวัตกรรมของคูโบต้าในการปลูกต้นไม้ ร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ในการดูแลต้นไม้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเริ่มปลูกแห่งแรก ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มหน่อไม้ฝรั่งปลอดภัยบ้านปลวกสูง จังหวัดลพบุรี มุ่งสู่เป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ต้น ทั่วประเทศภายในปี 2571
นายรัชกฤต สงวนชีวิน ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่แปรปรวน ภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น หรือทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม 
เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมกันขับเคลื่อน หลายๆ องค์กรทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับแนวคิด Nature Positive ที่ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งหยุดยั้งการสูญเสีย และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
สำหรับสยามคูโบต้า เราเชื่อว่าการปลูกต้นไม้ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ไม่เพียงแค่การปลูก สิ่งที่สำคัญคือการรักษาต้นไม้ให้อยู่รอดและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้ จึงเป็นที่มาของโครงการ KUBOTA Forest For Life ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่ต้องการดูแลให้ต้นไม้เหล่านั้นเติบโต แข็งแรง อยู่รอดได้ในระยะยาว เพราะเมื่อปลูกรอดต้นไม้ทุกต้นจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
โดยได้นำวิธีการเพาะปลูกผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร เข้ามาใช้เพื่อช่วยในกระบวนการเพาะปลูกเพื่อให้ต้นไม้อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นตอนการวิเคราะห์พื้นที่การเพาะปลูก วิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ประเมินแหล่งน้ำและค่า Electrical Conductivity (EC) เพื่อวางแผนการปลูกและดูแลรักษาอย่างถูกวิธี อีกทั้งเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่และคุณสมบัติช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี ขั้นตอนการปรับพื้นที่ เคลียร์พื้นที่ ปรับภูมิทัศน์ โดยใช้แทรกเตอร์ คูโบต้าและอุปกรณ์ต่อพ่วง (เครื่องตัดหญ้า, ผานพรวน และใบมีดดันดิน) และรถขุดขนาด 3 ตันหรือ 5 ตัน, ขั้นตอนการเพาะปลูก ได้นำเครื่องจักรกลมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เพื่อทดแทนแรงงานคนและช่วยประหยัดเวลา โดยใช้เครื่องจักรกลที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ง่าย สามารถขุดหรือเจาะหลุมปลูกได้ตามขนาดมาตรฐาน ขนาดหลุมมีความสม่ำเสมอ ทำให้ควบคุมคุณภาพในการปลูกได้ ง่ายต่อการดูแลรักษา รวมถึงช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี ขั้นตอนการดูแลรักษา มีการวางแผนใช้โดรนการเกษตร ฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ หรือการให้ปุ๋ยทางใบ เพื่อลดการสัมผัสกับสารเคมี และกำจัดวัชพืชด้วยการใช้แทรกเตอร์ติดตั้งเครื่องตัดหญ้า พร้อมกันนี้ยังมีกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็งในพื้นที่ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลต้นไม้เหล่านี้ให้เติบโตต่อไปในระยะยาว
โดยปลูกจุดแรก ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มหน่อไม้ฝรั่งปลอดภัยบ้านปลวกสูง จังหวัดลพบุรี จำนวน 600 ต้น และตั้งเป้าหมายในการสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่มจำนวนต้นไม้ให้กับประเทศไทย 50,000 ต้น ภายในปี 2571 บนพื้นที่ของเครือข่ายเกษตรกรและพันธมิตรของสยามคูโบต้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า และโครงการคูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ 
ด้าน นายมานพ ต้นหนองสรวง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหน่อไม้ฝรั่งปลอดภัยบ้านปลวกสูง ในโครงการคูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ กล่าวว่า กลุ่มฯ ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ KUBOTA Forest For Life ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของชุมชน สำหรับพื้นที่แห่งนี้พวกเราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเพียงพื้นที่ปลูกต้นไม้ แต่ต้องการพัฒนาให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่สร้างความร่มรื่น เป็นแหล่งพักผ่อน และเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนในระยะยาว
สยามคูโบต้าเชื่อว่าต้นไม้ที่เราร่วมกันปลูกในวันนี้ จะไม่เพียงเติบโตเป็นร่มเงาแห่งความร่มรื่น 
แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนให้กับสังคม เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไป


🌊 กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก เมื่อวันที่ 8 ตุล...