วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

📢 สศก. ใช้ข้อมูล Socio สะท้อนแนวทางปรับตัวภาคเกษตร เน้นผลิตให้คุ้ม ลดสูญเสีย เพิ่มรายได้ต่อเนื่อง
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับจำกัด ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่ยังเป็นแรงกดดัน รวมถึง ความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน ปัจจัยการผลิต การค้า และรายได้ของครัวเรือนเกษตร ภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร หรือ Socio ประจำปีเพาะปลูก 2567/68 ของ (สศก.) ครอบคลุมพื้นที่ 74 จังหวัด จากกลุ่มตัวอย่าง 9,200 ครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้เงินสดครัวเรือนเฉลี่ย 472,886 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 แบ่งเป็นรายได้เงินสดทางการเกษตร 239,435 บาทต่อครัวเรือน และรายได้เงินสดนอกภาคเกษตร 233,451 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่รายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 84,779 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.98 และ รายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 318,230 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.22 สะท้อนว่า แม้รายได้ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น แต่รายได้จากภาคเกษตรเพียงอย่างเดียวยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะรายได้จาก พืชเชิงเดี่ยว (Single Crop) และครัวเรือนเกษตรยังต้องพึ่งพารายได้นอกภาคเกษตรเพื่อเสริมสภาพคล่อง
ด้านรายจ่าย พบว่า รายจ่ายเงินสดทางการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 154,656 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.82 จากต้นทุนการผลิตพืชที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าสารปราบศัตรูพืช ค่าสารปราบวัชพืช ค่าสารป้องกันโรค/รักษาโรค และค่าฮอร์โมน ขณะที่รายจ่ายเงินสดนอกการเกษตรอยู่ที่ 203,347 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.61 จากค่าอาหาร ค่าแก๊สหุงต้ม และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรมี เงินสดคงเหลือก่อนชำระหนี้ หรือเงินออมเบื้องต้นเฉลี่ย 114,883 บาทต่อครัวเรือน
ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนเกษตรไทยมีความเปราะบางและล่อแหลมด้านอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ค่าครองชีพ รายได้ภาคเกษตรที่ผันผวนตามราคาและปริมาณผลผลิต รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ดังนั้น แนวทางสำคัญในระยะต่อไป คือ การปรับจากการผลิตที่มุ่งเพิ่มปริมาณเพียงอย่างเดียว ไปสู่การ “ผลิตให้คุ้มขึ้น” โดยคำนึงถึงต้นทุน ผลตอบแทน และความต้องการของตลาดมากขึ้น

สำหรับแนวทางการปรับตัวของเกษตรกร (สศก.) เห็นว่า ควรมุ่งไปที่ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรสามารถรับมือกับต้นทุน ค่าครองชีพ และความผันผวนของตลาดได้ดียิ่งขึ้น โดยแนวทางแรก บริหารต้นทุนให้แม่นยำขึ้น ใช้ข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน และศักยภาพพื้นที่ประกอบการตัดสินใจ เลือกใช้ปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีจักรกลเกษตรและดิจิทัล ให้เหมาะกับพืชและพื้นที่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า ควบคู่กับการใช้ข้อมูลทางวิชาการ เช่น การตรวจวิเคราะห์ดินและพืชก่อนใส่ปุ๋ย การใช้ปุ๋ยให้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกช่วงเวลา รวมถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรร่วมกับปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูง

แนวทางที่สอง ลดความสูญเสีย เพิ่มผลผลิตที่ขายได้จริง โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน รวมถึงการลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ผ่านการวางแผนเก็บเกี่ยว คัดคุณภาพ บรรจุ ขนส่ง และเก็บรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เน่าเสียง่ายหรือมีราคาผันผวน เพื่อเพิ่มผลผลิตสุทธิที่สามารถจำหน่ายได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกหรือเพิ่มต้นทุนมากเกินไป
แนวทางที่สาม สร้างความหลากหลายของรายได้ ลดความเสี่ยง โดยไม่พึ่งพารายได้จากพืชหรือกิจกรรมการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่กระจายความเสี่ยงด้วยพืชเสริม พืชระยะสั้น หรือกิจกรรมเกษตรที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และตลาด ตลอดจนรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มเกษตรกร เพื่อร่วมจัดซื้อปัจจัยการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มอำนาจต่อรอง และเชื่อมโยงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ (สศก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเชิงนโยบาย ข้อมูล Socio สามารถใช้เป็นฐานสำคัญในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรให้ตรงจุดมากขึ้น ทั้งการลดต้นทุน การพัฒนาบริการทางการเกษตร การส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ การยกระดับทักษะแรงงานเกษตร และการสนับสนุนการรวมกลุ่ม เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจ ตลาด และต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งข้อมูล Socio ชี้ให้เห็นว่า การยกระดับรายได้ของเกษตรกรในระยะต่อไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผลิตให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผลิตให้คุ้มขึ้น ใช้ทรัพยากรให้แม่นยำขึ้น ลดความสูญเสีย และบริหารรายได้ให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งนี้ (สศก.) อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจข้อมูลต่อเนื่องในปีเพาะปลูก 2568/69 ในพื้นที่ 74 จังหวัด จำนวน 7,600 ครัวเรือน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายเกษตรของประเทศต่อไป

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

"มกอช."

📢 เกษตรฯ เข้ม !!! “รมช.ปิยะรัฐชย์” สั่ง มกอช. ตรวจเข้มล้งทุเรียนป้องกันทุเรียนอ่อน ฝ่าฝืนลงโทษโดยเด็ดขาด เป้าหมายในภาคตะวันออก 
นางสาวปิยะรัชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ได้เดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรไทย และสั่งการให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เข้มงวดการควบคุมกำกับดูแลทุเรียนตามมาตรฐานบังคับ เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ. 9070-2566) ที่กำหนดให้โรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) ทำการตรวจสอบความแก่-อ่อนของทุเรียน และห้ามมิให้นำทุเรียนอ่อนออกไปจำหน่ายสู่ตลาด เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของทุเรียนไทย ซึ่งถือเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญ ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศ 
โดยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 1 แสน 3 หมื่นล้านบาท มีตลาดหลัก คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการตรวจสอบในครั้งนี้ มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นห้วงเวลากำลังเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวทุเรียนของพื้นที่ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) และป้องปรามมิให้ฝ่าฝืนและกระทำผิดนำทุเรียนอ่อนมารวบรวมเพื่อจำหน่ายสู่ตลาด ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อพี่น้องเกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 
นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับนโยบายดังกล่าวจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาขับเคลื่อน 
โดยจัดชุดเฉพาะกิจปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน นำโดย ผู้อำนวยการกองควบคุมมาตรฐาน ลงพื้นที่ตรวจร่วมกับ ผอ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 (สวพ.6) กรมวิชาการเกษตร ระหว่างวันที่ 6–19 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงใกล้การเก็บเกี่ยวทุเรียนพันธุ์หมอนทองและก้านยาว ที่มีผลต่อราคาในตลาดการซื้อ-ขาย และคุณภาพความแก่-อ่อน
ของทุเรียน 
มกอช.โดยชุดเฉพาะกิจปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ได้ร่วมกับ สวพ6 กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการตรวจสอบโรงคัดบรรจุทุเรียนสด (ล้ง) ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและระยอง จำนวน 760 แห่ง โดยตรวจสอบใบอนุญาตเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร (มกษ.2) ใบรับรองมาตรฐาน การแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานบังคับ และการปฏิบัติตาม
ข้อกำหนดของมาตรฐาน ได้แก่ การตรวจรับผลทุเรียนสดของโรงคัดบรรจุทุเรียนสด (ล้ง) ความรู้ความสามารถของผู้ตรวจสอบความแก่-อ่อนของทุเรียน (QC ล้ง) รวมถึงการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงาน อีกทั้งทำการสุ่มตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน (%แป้ง) ในกรณีที่พบทุเรียนอ่อนจะสั่งให้โรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) คัดแยกทุเรียนอ่อนออก และสั่งห้ามมิให้นำไปจำหน่ายเพื่อการบริโภค และทำบันทึกตักเตือนให้ดำเนินการตามข้อกำหนดของมาตรฐานดังกล่าวอย่างเข้มงวด อีกทั้งแจ้งบทกำหนดโทษของมาตรการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต หากมีการตรวจพบการกระทำผิดซ้ำ รวมถึงแจ้งหน่วยรับรองมาตรฐาน (CB) เข้าตรวจสอบเพิ่มเติมและพิจารณาพักใช้ใบรับรองมาตรฐานดังกล่าวของโรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) ผลการตรวจสอบพบ โรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) จำนวน 21 แห่ง ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน และพบทุเรียนอ่อน เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้คัดแยกทุเรียนอ่อนออกและสั่งห้ามมิให้นำไปจำหน่ายเพื่อการบริโภค พร้อมทั้งแจ้งถึงบทกำหนดโทษ 
นอกจากนี้ ยังพบโรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) จำนวน 1 แห่ง ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานและพบทุเรียนอ่อนเป็นครั้งที่ 2 และได้ดำเนินการสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร (มกษ.2) ซึ่งจะส่งผลให้โรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) ดังกล่าว ไม่สามารถรวบรวมและคัดบรรจุทุเรียน เพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศได้ 
เลขาธิการ มกอช. เน้นย้ำว่ามาตรการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อรักษาคุณภาพและภาพลักษณ์ของทุเรียนซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือโรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด หากผู้ใดพบเห็นโรงคัดบรรจุทุเรียนผลสด (ล้ง) มีพฤติการณ์ในการนำทุเรียนอ่อนมารวบรวมเพื่อจำหน่ายออกสู่ตลาด โปรดแจ้งเบาะแสมาที่ มกอช. หมายเลขโทรศัพท์  098 367 2111  Line ID : acfs2111 มกอช.จะได้ดำเนินการตรวจสอบ และดำเนินการตามกฏหมายโดยเด็ดขาด

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

"สยามคูโบต้า" ชวนเด็กไทยเล่าเรื่อง ‘โรงเรียนของหนูไม่ธรรมดา’ ลุ้นรับกระเป๋านักเรียนมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท เริ่มแล้ววันนี้ - 15 พฤษภาคม 2569
กรุงเทพฯ 24 เมษายน 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เชิญชวนนักเรียนระดับประถมศึกษาและคุณครูทั่วประเทศ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจผ่านกิจกรรม “Bag To School โรงเรียนของหนูไม่ธรรมดา” ภายใต้โครงการ KUBOTA ปันน้ำใจให้น้อง 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เล่าเรื่องโรงเรียนในมุมมองของตนเองอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนความมุ่งมั่นของสยามคูโบต้าในการสร้างแรงบันดาลใจและโอกาสทางการศึกษา รวมถึงพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องสมัครในนามโรงเรียน (โรงเรียนละ 1 ผลงาน) และจัดทำคลิปวิดีโอสั้นภายใต้หัวข้อ “โรงเรียนของหนูไม่ธรรมดา” ถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าประทับใจ เช่น มุมโปรดในโรงเรียน คุณครูหรือบุคลากรที่ชื่นชม กิจกรรมที่ภาคภูมิใจ หรือเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้อยากมาโรงเรียนทุกวัน โดยมีเงื่อนไขการส่งผลงาน ดังนี้
• นักเรียนต้องเป็นผู้เล่าเรื่องด้วยตนเอง ถ่ายคลิปวิดีโอเป็นแนวตั้ง (9:16) ความยาวไม่เกิน 1 นาที 
• ในวิดีโอต้องมีการกล่าวคำว่า “KUBOTA ปันน้ำใจให้น้อง” 
• ติด Hashtag #คูโบต้าปันน้ำใจให้น้อง2569 
• เนื้อหาต้องเหมาะสมกับวัย เสียงชัดเจน และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือองค์กร ทั้งนี้ โรงเรียนต้องจัดให้มีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองของนักเรียนที่ปรากฏในคลิป และตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาก่อนส่งผลงาน
โรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 20 โรงเรียน จะได้รับกระเป๋านักเรียนมูลค่าใบละ 200 บาท โรงเรียนละ 100 ใบ รวมมูลค่ารางวัลกว่า 400,000 บาท เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และประกาศผลในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ผ่าน Facebook Official: Siam KUBOTA พร้อมส่งมอบรางวัลภายในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.siamkubota.co.th/my_school_2569/

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเข้มมาตรฐานทุเรียน ฤดูกาล 2569
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สั่งการให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งกวดขันการควบคุมคุณภาพทุเรียนในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่อปกป้องรายได้เกษตรกรและรักษาชื่อเสียงทุเรียนไทยในตลาดโลก
ผลการตรวจสอบโรงคัดบรรจุทุเรียน (ล้ง) พื้นที่ จันทบุรี ระยอง ระหว่างวันที่ 6–19 เมษายน 2569
ตรวจสอบทั้งหมด 760 แห่ง พบฝ่าฝืนนำทุเรียนอ่อนออกจำหน่าย 21 แห่ง สั่งคัดแยกและห้ามจำหน่ายทันที

พบฝ่าฝืนซ้ำ 1 แห่ง  สั่งพักใช้ใบอนุญาตผู้ผลิตสินค้าเกษตร (มกษ.2) ส่งผลให้ไม่สามารถรวบรวมและส่งออกทุเรียนได้ทั้งหมด
ข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติ โรงคัดบรรจุทุเรียนทุกแห่งต้องดำเนินการตามมาตรฐานบังคับ มกษ. 9070-2566 ครอบคลุมการตรวจสอบความแก่-อ่อนของผลทุเรียนก่อนออกจำหน่าย การจัดให้มี QC ที่มีความรู้ความสามารถ และการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานอย่างครบถ้วน
ผู้ฝ่าฝืนมีโทษพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต

แจ้งเบาะแส โทรศัพท์ 098-367-2111 Line ID: acfs2111

มกอช. พร้อมตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด

#มกอช #ทุเรียนไทย #มาตรฐานสินค้าเกษตร #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

🤝 สยามคูโบต้า จับมือ กรมส่งเสริมการเกษตร ปักธง “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ชวนเกษตรกรรุ่นใหม่ประลองฝีมือปลูกมันสำปะหลังแบบขยายร่อง ชิงถ้วยพระราชทานฯ และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวกิจกรรม “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ปลูกง่าย ได้มัน(ส์)ดี” เวทีแข่งขันสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มุ่งยกระดับทักษะและศักยภาพการทำเกษตรยุคใหม่ผ่านการแข่งขันปลูกมันสำปะหลังแบบ “ขยายร่อง” ควบคู่กับการใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูล K-iField ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ลดต้นทุน และยกระดับผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ผสานการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรรุ่น B Series และเทคโนโลยีครบวงจร เพื่อการจัดการแปลงอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดจากโรคใบด่าง
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับองค์ความรู้ต่อยอดสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ Agri-Influencer ร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การทำเกษตรสู่สาธารณะผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท โครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายองค์ความรู้และทักษะสู่การเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันยุคใหม่ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอนาคตอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในอนาคต
โครงการ “คูโบต้า มัน(ส์) ขยายร่อง” เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยผู้สนใจสามารถสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมกิจกรรม หรือทางเฟซบุ๊ก : สยามคูโบต้า ร่วมเดินหน้าสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ Gen มัน(ส์) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปพร้อมกัน

#KUBOTA #คูโบต้า #นวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต #คูโบต้ามันส์ขยายร่อง

###

🌊 กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก เมื่อวันที่ 8 ตุล...