วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569

🌽 ♻️ ซีเอ็นเอช ผนึก ฟาร์มโชคชัย โชว์แนวทางเกษตรแม่นยำครบวงจร “จากแปลงสู่การผลิตอาหารสัตว์” มุ่งยกระดับวงการผู้ผลิตข้าวโพดและปศุสัตว์ไทย ในงาน New Holland Day 2026


นครราชสีมา/กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 17 กันยายน 2569 — ซีเอ็นเอช ประเทศไทย และฟาร์มโชคชัย จัดงาน New Holland Day 2026 นำเสนอการสาธิตการทำงานจริงของเครื่องจักรเพื่อเสนอวิธีการแก้ปัญหาเชิงเกษตรแม่นยำขั้นสูงที่ครอบคลุมตั้งแต่การเพาะปลูกในแปลงไปจนถึงการผลิตอาหารสัตว์ ตอกย้ำแนวทางการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำให้กับภาคการเกษตรไทย
งาน New Holland Day 2026 รวบรวมเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เพื่อร่วมสัมผัสการสาธิตระบบการทำเกษตรแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การจัดการเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการผลิตอาหารสัตว์
ด้วยการออกแบบโซลูชันให้ตอบโจทย์ภาคการผลิตข้าวโพดและปศุสัตว์ในภูมิภาค งานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและเครื่องจักรกลการเกษตรในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจัดการและผลิตอาหารหยาบสำหรับปศุสัตว์ ตลอดจนช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลกำไรให้แก่เกษตรกรไทย
“เกษตรกรไทยต้องการแนวทางและขั้นตอนที่ตอบโจทย์กับการใช้งานจริงในแปลงเกษตร และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดทั้งกระบวนการผลิต” มาร์ค บรินน์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น ซีเอ็นเอช กล่าว “New Holland ผสานเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้เข้ากับเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำที่นำไปใช้งานได้จริง โดยเรามุ่งนำเสนอให้เห็นว่าโซลูชันการเกษตรแบบบูรณาการเหล่านี้สามารถทำงานได้จริงภายใต้สภาพแวดล้อมการทำเกษตรในพื้นที่ และมีส่วนช่วยสร้างธุรกิจการเกษตรที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และมีประสิทธิผลมากขึ้นให้กับชุมชนเกษตรกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
เครื่องจักรกำลังสูง เชื่อมโยงทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะปลูก ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวพืชอาหารสัตว์
หัวใจสำคัญของการสาธิตในครั้งนี้ คือกลุ่มเครื่องจักรกลทางการเกษตรกำลังแรงม้าสูงจาก New Holland ซึ่งถ่ายทอดกระบวนการทำเกษตรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่เชื่อมโยงกันในทุกขั้นตอน ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เกษตรกรผู้ทำเกษตรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผู้ผลิตข้าวโพด ผู้ผลิตพืชหมักสำหรับอาหารสัตว์ ตลอดจนธุรกิจฟาร์มโคนมอย่างฟาร์มโชคชัย 
โดย รถแทรกเตอร์ New Holland รุ่นเรือธงซีรีส์ T6000  ได้นำการสาธิตการทำงานในแปลงจริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการเตรียมแปลง ได้แก่:
การเตรียมดิน: รถแทรกเตอร์ New Holland รุ่น T6050 ขนาด 125 แรงม้า ทำงานร่วมกับเครื่องพรวนดิน ขนาด 3 เมตร ช่วยเตรียมและปรับสภาพดินให้พร้อมสำหรับการเพาะปลูก
การเพาะปลูกอย่างแม่นยำ: รถแทรกเตอร์ New Holland รุ่น TT4.90 ขนาด 90 แรงม้า พร้อมชุดระบบนำทาง CNH Guidance และเครื่องปลูก DP400 Planter ช่วยวางเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดได้อย่างแม่นยำตามแผนผังแปลง
นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องเก็บเกี่ยวพืชอาหารสัตว์ FR500 Forage Harvester มาจัดแสดงภายในพื้นที่สาธิตกว่า 110 ไร่ เพื่อเติมเต็มกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีอย่างครบวงจร พร้อมโชว์ประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยวที่รองรับผลผลิตปริมาณมาก ประหยัดเชื้อเพลิง และช่วยลดเวลาหยุดเครื่องเพื่อบำรุงรักษา
การสาธิตการใช้งานในแปลงจริงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่อง FR500 ในการเก็บเกี่ยวทั้งหญ้าเนเปียร์และข้าวโพด โดยสามารถเชื่อมโยงกระบวนการเก็บเกี่ยวจากหน้าแปลงเข้าสู่ระบบการผลิตอาหารสัตว์ของฟาร์มโชคชัยได้โดยตรง ด้วยความสามารถในการสับพืชได้อย่างแม่นยำ ให้ขนาดชิ้นพืชสม่ำเสมอและคงคุณภาพการตัดได้อย่างต่อเนื่อง จึงช่วยคงคุณค่าทางโภชนาการ เพิ่มประสิทธิภาพในการอัดแน่นของอาหารหมัก และยกระดับคุณภาพโดยรวมของพืชอาหารสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ รถแทรกเตอร์ New Holland TT3.50 ที่ติดตั้งเครื่องย่อยสับวัสดุทางการเกษตร (Mulcher) ยังได้ร่วมลงสนามสาธิตภายในงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการเตรียมแปลงอย่างยั่งยืนสำหรับรอบการเพาะปลูกถัดไป
ยกระดับการเก็บเกี่ยวข้าวโพดด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำครบวงจร
ผู้เข้าร่วมงานเดินทางระหว่างจุดสาธิตต่าง ๆ โดยนั่งรถพ่วงที่ลากด้วยรถแทรกเตอร์ New Holland TT3.50 ซึ่งเปิดโอกาสให้สัมผัสและรับชมการทำงานของเครื่องจักรอย่างใกล้ชิดทั่วทุกพื้นที่ของฟาร์มโชคชัย
ทั้งนี้ การสาธิตในแปลงจริงครอบคลุมกระบวนการเก็บเกี่ยวข้าวโพดอย่างครบวงจร โดยแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนสำคัญในช่วงปลายของกระบวนการผลิต ซึ่งเชื่อมโยงการบริหารจัดการพืชและงานปศุสัตว์เข้าด้วยกัน ได้แก่:
การเก็บเกี่ยวและการผลิตอาหารสัตว์: ปิดท้ายกระบวนการทำงานในแปลงด้วยการสาธิตการเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์และข้าวโพดในพื้นที่จริงด้วยเครื่องเก็บเกี่ยว FR500   ก่อนนำผู้เข้าร่วมงานเข้าชมขั้นตอนการบรรจุและการหมักอาหารสัตว์โดยมีรถแทรกเตอร์ New Holland TD5.110 ขับเคลื่อนขุมพลัง เพื่อนำผลผลิตที่ได้ไปแปรรูปเป็นอาหารคุณภาพสูงสำหรับโคนมของฟาร์มโชคชัย
“การเชื่อมโยงทุกขั้นตอนเข้าด้วยกัน ทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่า เครื่องจักร ข้อมูลจากหน้าแปลง และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ปลูกข้าวโพดและหญ้า เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรในประเทศไทย แนวทางการบริหารจัดการตั้งแต่แปลงปลูกไปจนถึงกระบวนการผลิตอาหารสัตว์นี้ จะช่วยยกระดับทั้งประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการทำกำไรของภาคการเกษตรได้อย่างมีนัยสำคัญ” ขวัญจิต เนตรประภา หัวหน้าฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ซีเอ็นเอช ประเทศไทย กล่าวสรุป
 
ตลอด 130 ปีที่ผ่านมา นิว ฮอลแลนด์ ได้สนับสนุนเกษตรกรด้วยเทคโนโลยี โซลูชัน และบริการที่จำเป็นต่อการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ นิว ฮอลแลนด์ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าผ่านเครื่องจักรเกษตรและอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดเล็กหลากหลายประเภทมาอย่างยาวนาน ด้วยเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีเชื้อเพลิงทางเลือกล่าสุด นิว ฮอลแลนด์ จึงกลายเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภาคการเกษตร นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมของเรายังรองรับด้วยบริการเชื่อมต่อแม่นยำ พร้อมเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกที่เข้าถึงพื้นที่อย่างแข็งแกร่ง ให้กับลูกค้าในทุกฤดูกาล
 

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2569

🌊 "กรมชลประทาน"นำสื่อสัญจรลงพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี ชูแนวทางแก้แล้ง–บรรเทาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ
14 กันยายน 2569
📌 นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) และว่าที่ร้อยตรีชาญยุทธ ยูงมณีรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม สำนักงานชลประทานที่ 17 นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำภายใต้ 
“โครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรี จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา” 
🔵 โดยคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จุดแรก บริเวณปากคลองกอตอ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี รับฟังรายละเอียดโครงการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม คลองตื้นเขิน และตลิ่งพัง ต่อจากนั้นได้ไปติดตามสภาพพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองสายบุรีและประตูระบายน้ำปลายคลองไม้แก่น โดยมีแนวทางพัฒนามุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ กักเก็บน้ำ และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ
🟦 ช่วงบ่ายคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังประตูระบายน้ำปลายคลองพรุบาเจาะสายใหญ่ จังหวัดนราธิวาสติดตามแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาไฟไหม้ป่าพรุและดินเปรี้ยว พร้อมทั้งรักษาระดับน้ำใต้ดินและสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ 
📢 นายปรัชญาเปิดเผยว่า ผลการศึกษาระดับแผนหลักได้รวบรวมแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 173 โครงการ และได้คัดเลือกโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 2 โครงการดังกล่าวมาศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยภาพรวมของแผนมุ่งบรรเทาอุทกภัยประมาณ 90,000 ไร่ เพิ่มน้ำเก็บกัก 365.49 ล้านลูกบาศก์เมตร สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคประมาณ 15,000 ครัวเรือน และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ประมาณ 10,875 ไร่
 
กิจกรรมสื่อสัญจรครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการรับรู้จากพื้นที่จริง เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำสายบุรี ที่มุ่งแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการบรรเทาอุทกภัย แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ดูแลระบบนิเวศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569

📢 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดพิธีเปิดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค” ภายใต้แนวคิด “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร

อ.ต.ก. เปิดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค” ภายใต้ชื่องาน “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” รวมสุดยอดสินค้าเกษตรไทย เชื่อมโยงตลาด สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยทั่วประเทศ ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร ระหว่าง วันที่ 10 – 14 กันยายน 2569
องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดพิธีเปิดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค” ภายใต้แนวคิด “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร 
โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุขปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานกรรมการ
องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนเข้าร่วมงาน 
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ส่งเสริมการเพิ่มช่องทางการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพด้านราคาผลผลิต ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภค ทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดสากล
โดยส่งเสริมให้ อ.ต.ก. เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาดได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม การจัดงานในวันนี้ จึงนับเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวเป็นอย่างดี เพราะเป็นเวทีในการรวบรวมและนำเสนอสินค้าเกษตรคุณภาพจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าไทยที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีความหลากหลาย
ด้าน นายอภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร กล่าวว่า 
การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพจาก 4 ภูมิภาค เพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตร และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งภายในงานจะพบกับสินค้าเกษตรสด อาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าเกษตรปลอดภัย ตลอดจนสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกซื้อสินค้าเกษตรไทยที่มีคุณภาพ 
พร้อมทั้งได้สัมผัสความหลากหลายและคุณค่าของสินค้าเกษตรจากทั่วประเทศ ร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทยจากเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพราะทุกการเลือกซื้อของท่าน คือการสนับสนุนอาชีพ สร้างรายได้ และส่งต่อกำลังใจให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทย
ขอเชิญชวนประชาชนร่วมชม ชิม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพภายในงาน อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค “สินค้าเกษตรไทย ของดี 4 ภาค” ระหว่างวันที่ 10-14กันยายน 2569 ณ ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกัน

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

💧“อธิบดีฯวิทยา” ประกาศ 9 นโยบาย “ONE RID” ขับเคลื่อนองค์กรอัจฉริยะด้าน Water Security


นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เดินหน้าปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง จากสภาพภูมิอากาศ ความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประกาศขับเคลื่อนกรมชลประทานสู่การเป็น “องค์กรอัจฉริยะด้าน Water Security” ภายใต้แนวคิด “ONE RID : หนึ่งพลัง เพื่อเป้าหมายเดียวกัน” พร้อมกำหนด 9 นโยบายหลัก และ 9 ภารกิจเร่งด่วนภายใน 90 วัน 
เพื่อเปลี่ยนนโยบายสู่การปฏิบัติที่เห็นผลและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม หวังยกระดับการบริหารจัดการน้ำและการทำงานของกรมชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนี้
1. Smart Water นำ AI ข้อมูล และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลแบบใกล้เคียงเวลาจริง พัฒนา Smart Dam, Smart Canal, Telemetry และ SCADA เพื่อช่วยคาดการณ์และสนับสนุนการตัดสินใจ ลดเวลาการทำงานและการสูญเสียน้ำ พร้อมยกระดับความแม่นยำในการคาดการณ์น้ำให้มากยิ่งขึ้น
2. Basin One Plan บริหารจัดการน้ำแบบมองทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลและแผนงานของทุกหน่วยงานผ่าน One Basin Dashboard เพื่อให้การตัดสินใจด้านน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลุ่มน้ำสำคัญมีแผนบริหารจัดการน้ำที่ครบถ้วน
3. Water Augmentation เพิ่มศักยภาพน้ำต้นทุนของประเทศ ทั้งการพัฒนาอ่างเก็บน้ำ โครงการตามแนวพระราชดำริ แก้มลิง ฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม เพิ่มความจุ รวมถึงการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและพื้นที่ได้รับประโยชน์ รองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคต
4. Trust RID ยกระดับกรมชลประทานให้เป็นองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารความเสี่ยงเชิงรุก พร้อมติดตามผลสัมฤทธิ์ของงานและส่งเสริมบุคลากรต้นแบบด้านคุณธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
5. High Value Agriculture ส่งเสริมการเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย สร้างรายได้สูง โดยวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน ส่งเสริมการทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) การเกษตรแม่นยำ และการจัดทำ Water Budget เพื่อเพิ่มผลิตภาพการใช้น้ำ เป้าหมายคือเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้น้ำที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น
6. Reduce Flood and Drought ลดความเสียหายจากภัยพิบัติด้านน้ำ ด้วยการปรับปรุงระบบระบายน้ำและโครงสร้างป้องกันภัย ควบคู่ระบบคาดการณ์และแจ้งเตือนแบบ Real-time  เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ สามารถแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
7. Green RID เดินหน้าสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน  ปรับเปลี่ยนสู่ Green Office  นำเทคโนโลยีมาทดแทนเพื่อลดการใช้พลังงาน รวมถึงพัฒนาโครงการและระบบชลประทาน โดยคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
8. Together RID รวมพลังบุคลากรกรมชลประทานเป็นหนึ่งเดียว สร้างการทำงานที่เปิดกว้าง ลดข้อจำกัดของลำดับชั้น กระจายอำนาจ และส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรม พร้อมพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและสมรรถนะรองรับการบริหารจัดการน้ำยุคใหม่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและขับเคลื่อนภารกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
9. Participatory Governance การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม เปิดให้ประชาชน ท้องถิ่น และกลุ่มผู้ใช้น้ำเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การวางแผน การจัดสรรน้ำ ไปจนถึงการติดตามและบำรุงรักษาระบบชลประทาน พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมรายงานสถานการณ์และสะท้อนปัญหา เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำตอบโจทย์พื้นที่มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้ประกาศขับเคลื่อนก้าวแรกแห่งการเปลี่ยนแปลง 9 ภารกิจเร่งด่วนภายใน 90 วัน (90 Day Quick Wins) เพื่อให้นโยบายเกิดผลในทางปฏิบัติ เป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นผลประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง ทั้งการเพิ่มความปลอดภัยของอาคารและพื้นที่ท้ายน้ำ ฟื้นฟูอาคารชลประทานที่ชำรุด การขุดลอกคลองเร่งด่วนเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทำให้ระบบส่งน้ำกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เกษตรกรได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง 
เปิดบริการข้อมูลน้ำผ่าน Mobile Application  ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ง่ายและรวดเร็ว ลดขั้นตอนราชการด้วย e-Workflow ลงพื้นที่พบเกษตรกรทุกลุ่มน้ำ  เพิ่มศักยภาพศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้า จัดทำข้อมูลที่ประชาชนเข้าใจง่าย เช่น แผนที่จุดเสี่ยงและสถานะแจ้งเตือน เพื่อให้ข้อมูลน้ำถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง   พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่มุ่งลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และสอดรับกับการบริหารจัดการน้ำในยุคใหม่
“ONE RID” จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบาย แต่เป็นการวางระบบการทำงานที่เชื่อมโยงคน ข้อมูล เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมเข้าด้วยกัน ซี่งจะทำให้กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569

📢 เกษตรศาสตร์ยุคใหม่ชูแนวคิดขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของประชาชน ตั้งเป้า 4 ปีเป็น "ยาสามัญประจำบ้าน" พึ่งได้ของสังคม

📌 มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์ นำโดย ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม ("หมอคง") อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนที่ 16 แถลงนโยบายและวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กร 
มุ่งยกระดับมหาวิทยาลัยสู่การเป็น "ความหวังของประเทศ" และ "มหาวิทยาลัยของประชาชน" ผ่านการผสานแนวคิดหลัก คือ Glocalization การยกระดับจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นออกสู่เวทีสากลด้วยมาตรฐานระดับโลก ควบคู่กับ Syntegration การบูรณาการพลังความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของบุคลากรเข้าด้วยกัน และ Sustainability 
ขับเคลื่อนความยั่งยืนจากมหาวิทยาลัยสู่สังคม ผ่านจุดแข็งของ มก. ทั้ง Climate Change, Food Security, Sustainable Agriculture, Biodiversity, Energy, Water และ Circular Economy พร้อมมุ่งสู่การเป็น “Living Lab” ที่ทดลองและสร้างความยั่งยืนได้จริง โดยมีอธิการบดีทำหน้าที่เป็น "คอนดักเตอร์" (Conductor) ในการกำกับและประสานศักยภาพของนักวิจัย อาจารย์ นิสิต และเจ้าหน้าที่ให้ก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างลงตัว 
เพื่อตั้งเป้าหมายสูงสุดในระยะเวลา 4 ปี ในการทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กลายเป็น "ยาสามัญประจำบ้าน" ที่สังคมและประชาชนนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อเกิดวิกฤตหรือต้องการทางออกในการพัฒนาประเทศ  
ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยลงสู่พื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อเข้าถึง "โจทย์ที่ใช่" จากเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยตรง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาและสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุด 
พร้อมกันนี้ยังมุ่งปฏิรูปภาคการเกษตรไทย ยกระดับภาพลักษณ์ของเกษตรกรจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart Farming, AI, Drones) 
เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ (New Gen) ให้เข้าสู่สายอาชีพการเกษตรด้วยความภาคภูมิใจ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาแบรนด์ผลผลิตไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ ตลอดจนวางรากฐานความยั่งยืนทั้งในมิติการส่งต่อองค์ความรู้ระหว่างรุ่น การบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงิน และการเป็นที่พึ่งพาทางสังคมในทุกมิติ 
"ม.เกษตรฯ เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้าน แม้ไม่อาจหวือหวาที่สุด 
แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศขาดไม่ได้ เราพร้อมเป็นพื้นที่เปิดให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้การเกษตรเป็นอาชีพที่มีเกียรติและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างยั่งยืน"  
#เกษตรศาสตร์ยุคใหม่ชูแนวคิดขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของประชาชน #ตั้งเป้า4ปีเป็นยาสามัญประจำบ้าน
#พึ่งได้ของสังคม
#แชร์ข่าวเล่ากระแส

🌊 กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก

กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก เมื่อวันที่ 8 ตุล...