วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ชาวไร่ยาสูบยื่นหนังสือ ฟ้องนายกอิ๊ง

โวย กมธ. วิสามัญอากาศสะอาด “เลี่ยงบาลี” จ้องเก็บค่าธรรมเนียมบุหรี่เพิ่ม ทำชาวไร่สิ้นอาชีพ


ตัวแทนภาคียาสูบแห่งประเทศไทยและเครือข่ายชาวไร่ยาสูบบ่มเอง จ. เชียงใหม่ นำชาวไร่ยาสูบจาก อ. แม่ริม อ. แม่แตง จ.เชียงใหม่ และชาวไร่ยาสูบจาก อ. บ้านธิ จ. ลำพูน ร่วม 100 คน เข้ายื่นหนังสือกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย คัดค้านร่าง พ..บ. อากาศสะอาด ที่จะเก็บค่าธรรมเนียมบำรุงกองทุนอากาศสะอาดจากสินค้ายาสูบในอัตราร้อยละ 10 ซึ่งจะส่งผลให้ชาวไร่ยาสูบ 22,000 ครอบครัวทั้งภาคเหนือและภาคอีสานต้องหมดอาชีพ เพราะการรับซื้อใบยาจะหายไป 93% และบุหรี่เถื่อนจะโตแบบก้าวกระโดดจาก 25% ในปัจจุบันเป็น 90% เพราะบุหรี่ราคาต่ำสุดจะเพิ่มขึ้นเป็น 115 บาท


นายอรุณ โปธิตา ชาวไร่บ่มเองจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงว่า “พวกเราเห็นด้วยกับการสร้างอากาศสะอาด แต่การเก็บเงินเพิ่มจากสินค้ายาสูบ เป็นการซ้ำเติมปัญหารายได้ตกต่ำของชาวไร่ยาสูบ เพราะการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มจะทำให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็น 115 บาทอย่างต่ำ ราคาบุหรี่ที่สูงขนาดนี้ทำให้คนสูบบุหรี่หันไปซื้อบุหรี่เถื่อนซึ่งขายกันที่ราคา 20-30 บาทเท่านั้น บุหรี่ของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ก็คงจะขายสู้ไม่ได้ การรับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบจะหายไปทันที 93% ส่งผลให้รายได้ของชาวไร่และอาชีพยาสูบแทบจะหายไปจากประเทศไทยทันที”

ด้านนายขจรศักดิ์ เมฆขจร ตัวแทนเครือข่ายชาวไร่บ่มเองอีกราย เสริมว่า “พวกเราผิดหวังมากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ..บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดดึงดันจะเก็บเงินเพิ่มจากสินค้าบุหรี่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข้อสังเกตว่าการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในลักษณะนี้อาจผิดวินัยการเงินการคลัง แต่ก็ยังพยายามเลี่ยงบาลีว่าเป็นการเก็บค่าธรรมเนียม โดยไม่สนใจถึงผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ รายได้ภาษี และการดำเนินงานของ ยสท. และขาดความรู้ความเข้าใจโครงสร้างภาษีของสินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้ คิดแต่เพียงจะเก็บเงินเพิ่มอย่างเดียว”

“ทุกวันนี้ราคาบุหรี่ก็สูงมากอยู่แล้วเพราะต้องจ่ายภาษีต่างๆ ถึง 8 ประเภท จึงไม่ควรมีการเก็บเงินหรือภาษีใดๆ เพิ่มเติมจากสินค้าบุหรี่อีก พวกเราชาวไร่ยาสูบขอคัดค้านการเก็บค่าธรรมเนียมอากาศสะอาดจากสินค้ายาสูบ เพื่อไม่ให้กระทบต่ออาชีพและความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบไปมากกว่านี้ วันนี้นายกฯ แพทองธาร นำ ครม.สัญจรมาที่ จ. เชียงใหม่ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ จึงอยากฝากให้ท่านนายกฯ สั่งการให้หาแหล่งรายได้ให้กับกองทุนอากาศจากสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่บุหรี่และยาสูบ”

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

"นิว ฮอลแลนด์"

นิว ฮอลแลนด์ สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยการก่อตั้งโมเดล ฟาร์ม ในประเทศไทย

 

โมเดลฟาร์ม ตั้งอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ เป็นสถานที่จัดแสดงเทคนิคการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ โดยใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรระดับโลกและเทคโนโลยีเกษตรแบบแม่นยำ

 

กรุงเทพมหานคร, ไทย | 22 พฤศจิกายน 2567

นิว ฮอลแลนด์ หนึ่งในแบรนด์ของบริษัทซีเอ็นเอช ได้ต้อนรับพันธมิตรจากภาคการศึกษา เกษตรกรรม และสื่อมวลชนภาคการเกษตร ที่โมเดล ฟาร์ม ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในประเทศไทย

โมเดลฟาร์มถูกก่อตั้งบนพื้นที่กว่า 280 ไร่ โดยมีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2568 ซึ่งจะเป็นศูนย์ฝึกอบรมภาคปฏิบัติและศูนย์กลางในการจัดแสดงเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมถึงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำของนิว ฮอลแลนด์ สำหรับนักศึกษา นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ทดสอบและจัดแสดงสำหรับลูกค้าของนิว ฮอลแลนด์ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง


คุณมาร์ค บรินน์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่น บริษัท ซีเอ็นเอช กล่าวว่า “จากความร่วมมือระหว่างนิว ฮอลแลนด์และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์ เราได้ก่อตั้งโมเดล ฟาร์ม ขึ้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ล้ำสมัยของเราและสถานที่นี้จะเป็นเครื่องยืนยันถึงการสนับสนุนที่ไม่หยุดยั้งในการพัฒนาการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรในปัจจุบันและอนาคต”

นิว ฮอลแลนด์ พัฒนานวัตกรรมโดยมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และเป็นเวลากว่า 125 ปีที่บริษัทฯ ได้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของเกษตรกรจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โซลูชันที่ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของเกษตรกร และบริการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

“ความต้องการของเกษตรกรคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเรามุ่งรับฟังทุกความคิดเห็นจากเกษตรกร ที่โมเดล ฟาร์ม แห่งนี้ เรานำเสนอเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ทันสมัย พร้อมด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำที่มีมาตรฐานระดับโลก เรานำข้อเสนอแนะจากเกษตรกรมาปรับใช้ในกระบวนการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเกษตรกรรม” คุณมาร์ค กล่าวเสริม

นอกจากนี้ นิว ฮอลแลนด์ ยังได้มอบรถแทรกเตอร์ TT2.50 พร้อมผานพรวน, รถแทรกเตอร์ TT4.65, เสื้อ และรองเท้าบู๊ทนิรภัยให้แก่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์ เพื่อให้นักศึกษากว่า 100 คน ได้ใช้ในการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ และยังช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่นักศึกษาในระหว่างการฝึกภาคปฏิบัติอีกด้วย

ภายใต้ความร่วมมือกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์                                                 นิว ฮอลแลนด์ได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมทางเทคนิคภายในพื้นที่ของวิทยาลัย พร้อมทั้งจัดโปรแกรมการสาธิตการใช้งานเครื่องจักรกลและการฝึกอบรมสำหรับนักศึกษา โดยมีทั้งหลักสูตรระยะสั้นเพื่อเตรียมความพร้อมและหลักสูตรฝึกอบรมเชิงลึก นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนเครื่องจักรกลสำหรับการเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด เพื่อเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้กับนักศึกษา

[END]

เป็นเวลานานกว่า 125 ปีที่นิว ฮอลแลนด์ มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีทางเลือกใหม่และการบริการที่มีประสิทธิภาพสำหรับการทำเกษตรกรรม นิว ฮอลแลนด์ มีประวัติมาอย่างยาวนานในด้านการผลักดันนวัตกรรมและตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรด้วยเครื่องจักรกลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์การก่อสร้างแบบครบวงจร เครื่องจักรกลทางการเกษตรของนิว ฮอลแลนด์ได้นำเทคโนโลยีที่เป็นพลังงานทางเลือกซึ่งช่วยให้เราก้าวไปสู่การทำเกษตรแบบยั่งยืนได้ เราคือผู้นำในด้านพลังงานสะอาด โดยผู้เชี่ยวชาญและนวัตกรรมของเราได้ถูกเชื่อมต่อกับลูกค้าผ่านทางฝ่ายบริการด้วยระบบเทคโนโลยีที่แม่นยำ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของเราทั่วโลกที่มีการดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลานาน

 

เคียงข้างคุณในทุกฤดูกาล

 

New Holland หนึ่งในแบรนด์ของบริษัท CNH Industrial N.V. (NYSE:CNH) ผู้นำระดับโลกด้านเครื่องจักรกลและการบริการทางการเกษตร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซีเอ็นเอช กรุณาไปที่ www.cnh.com 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

วิชญา ประไพพักตร์

Brand Communications Specialist – Asia Pacific

Mob. +66 64 848 2449

Email: vichaya.prapaipak@cnh.com  

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

"เขื่อนพระราม 6 กับมหัสจรรย์ทั้ง 7"

100 ปี เขื่อนพระราม 6!! ผู้ใช้น้ำภูมิใจ แหล่งน้ำกิน น้ำใช้ ช่วยพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น 

นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 

พร้อมด้วยนายทนงศักดิ์ มูลใจตา หัวหน้าฝ่ายวิศกรรม นายสุปัญญา กาญจนธีรวัฒน์  หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน นายเอกชัย สำเนียงใหม่ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 และผู้เกี่ยวข้อง นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ติดตามการบริหารจัดการน้ำเขื่อนพระราม 6 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


เขื่อนพระราม 6 เป็นเขื่อนทดน้ำแห่งแรกของไทย ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2467 มีระบบบริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงกันทั้งลุ่มน้ำ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งจะใช้เกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อน (Rule Curve) ที่เป็นมาตรฐานสากล ควบคุมทั้งการรับน้ำเข้าพื้นที่ฝั่งตะวันออกผ่านประตูระบายน้ำสำคัญในอัตราที่กำหนด มีจุดประสงค์เพื่อใช้จัดสรรน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งสนับสนุนภาคการเกษตร อุตสาหกรรม รักษาระบบนิเวศ และบรรเทาภัยแล้งมีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 1.5 ล้านไร่ อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญในการจ่ายน้ำให้แก่โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าเอกชน และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่โดยรอบด้วย

นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 เปิดเผยว่า ในปีนี้ครบรอบ 100 ปี เขื่อนพระราม 6 ที่ผ่านมากรมชลประทานได้ดูแล บำรุงรักษา และบริหารน้ำมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 
โดยเขื่อนทำหน้าที่ส่งน้ำให้กับเกษตรกร ได้ทำการเพาะปลูก และประชาชน มีน้ำใช้ได้อย่างไม่บกพร่อง รวมทั้งมีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นต้นน้ำช่วยสนับสนุนการทำงานของเขื่อนพระราม 6 ทำให้การจัดสรรน้ำมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ช่วยเติมน้ำช่วงฤดูแล้ง และช่วงที่ขาดแคลนน้ำ ช่วยชะลอน้ำช่วงที่มีน้ำหลาก     อย่างไรก็ดี ฝากถึงผู้ใช้น้ำ เกษตรกร ผู้ได้รับประโยชน์จากน้ำเขื่อนพระราม 6 ขอให้เห็นคุณค่าของน้ำ ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่
จาก 100 ปีที่ผ่านมา เขื่อนพระราม 6 ไม่เพียงสะท้อนการเป็นต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงการพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นับเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่จะส่งต่อสู่การพัฒนาระบบชลประทานไทยในศตวรรษที่สองต่อไป ล่าสุด คณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) เตรียมส่ง “เขื่อนพระราม 6” ให้คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ (ICID)  พิจารณาขึ้นทะเบียนประกวดเข้ารับรางวัลอาคารชลประทานมรดกโลกในการประชุมมนตรีฝ่ายบริหารระหว่างครั้งที่ 76 ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน พ.ศ.2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
ด้าน ด.ญ.กัญญาภัค สีสันงาม นักเรียนชั้น ป.5 และ ด.ญ.อภิญญา อุ่นพงษ์ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดไก่จัน (ชลประทานอุปถัมภ์) กล่าวว่า เขื่อนพระราม 6 เป็นแหล่งน้ำให้กับชาวบ้านได้ทำนาได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งยังเป็นเขื่อนที่กั้นน้ำไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้านของเรา และทำให้เรามีน้ำในใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ซักผ้า ล้างจาน และเป็นเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เราต้องขอบคุณกรมชลประทานที่สร้างเขื่อน มีแหล่งน้ำให้ใช้ประโยชน์ต่างๆ 
นายสพลดนัย ทิพย์บุตร นักเรียนชั้น ม.4 และ นายสุชิน ดวงแก้ว นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนท่าหลวงวิทยานุกูล กล่าวว่า เขื่อนพระราม 6 เป็นเขื่อนทดน้ำ และปล่อยน้ำในช่วงฤดูแล้ง เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งน้ำใช้ทำการเกษตร ปลูกข้าว ซึ่งน้ำจากเขื่อนมีประโยชน์กับเรามาก ถือเป็นแหล่งน้ำหลักสำหรับชุมชนนำไปใช้ในครัวเรือน ทั้งนี้ ขอขอบคุณกรมชลประทานที่ สร้างเขื่อนพระราม 6 ขึ้นมา และยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้เขื่อนแห่งนี้ยังทำงานอยู่ จนถึงปัจจุบันอายุ 100 ปีแล้ว ขอบคุณอย่างมากยังคงให้เขื่อนแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชาวบ้าน 

ขณะที่ นายสุชาติ ศรีสุวรรณ์ เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดมา จนขณะนี้อายุ 60 ปี ได้อาศัยน้ำจากเขื่อนพระราม 6 เป็นแหล่งทำมาหากิน เพราะเขื่อนพระราม 6 นอกจากช่วยเก็บกักน้ำ ชะลอน้ำ ยังผันน้ำได้อีกด้วย ช่วยให้มีน้ำทำนา เลี้ยงปลา ปลูกพืชผักสวนครัว และสิ่งที่สำคัญเมื่อก่อนเกษตรกรทำนาเพียงปีละครั้ง เรียกว่านาน้ำฝน แต่ปัจจุบันสามารถทำนาได้ 2 ครั้ง คือนาปี และนาปรัง ทำให้เกษตรกรทำนามีชีวิตที่ดีขึ้น 
“ผมภูมิใจอย่างมาก ที่เรามีเขื่อนพระราม 6 ซึ่งมีอายุเป็น 100 ปีแล้ว และยังเป็นปราการให้เยาวชนรุ่นหลัง ได้มีแหล่งน้ำกิน น้ำใช้ตลอดไป ต้องขอบคุณหน่วยชลประทานในการสานต่อ มีระบบการจัดการที่ดี บริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี” เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กล่าว

"โก โฮลเซลล์"

เตรียมพบสาขาลำดับที่ 10 ของ โก โฮลเซลล์ บนถนนเจริญราษฎร์  4 ธ.ค. นี้

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ในเครือ เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเปิดสาขาใหม่ สาขาเจริญราษฎร์ เป็นสาขาลำดับที่ 10 ส่งท้ายปี 2567 อย่างสวยงาม ในวันที่ 4 ธันวาคมนี้แล้ว โดยมุ่งหวังให้เป็นศูนย์ค้าส่ง ที่จะรองรับกำลังซื้อจากผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก บนทำเลที่เรียกได้ว่า มีศักยภาพที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เพราะตั้งอยู่ระหว่างถนนจันทน์  และพระราม 3 เชื่อมต่อถนนสาทร นราธิวาสราชนครินทร์ สีลม ซึ่งเต็มไปด้วยโครงการที่อยู่อาศัย โรงเรียนชั้นนำ รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร โรงแรมอยู่รายล้อม

ข่าวว่าในช่วงเปิดตัว โก โฮลเซลล์ สาขาเจริญราษฎร์ จัดโปรดี โปรแรง แถมสิทธิพิเศษสำหรับผู้สมัครสมาชิกใหม่มากมาย พลาดไม่ได้ ใส่นัดหมายเอาไว้เลย!

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

กสก. จับมือ คูโบต้า เปิดตัวโครงการ "กล้า ท้า ปลูก ปี 2"

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ คูโบต้า เปิดตัวโครงการ “กล้า ท้า ปลูก ปี 2” เริ่มรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2568 
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าล่าสุดกรมพยายามผลักดันการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิตสินค้าเกษตรมา เป็นแนวปฏิบัติงานของกรมส่งเสริมการเกษตร 
ซึ่งประกอบด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรมีทักษะความสามารถในการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้มข้น พร้อมกับการสร้างความหลากหลายของผลผลิตและรายได้ ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิปรับตัวสูงขึ้น 
ทั้งนี้ที่ผ่านมาผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปรากฏชัดขึ้นทั้งภัยแล้งรุนแรง การขาดแคลนน้ำ ไฟไหม้รุนแรง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำท่วม น้ำแข็งขั้วโลกละลาย วาตภัยขนาดใหญ่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุเชื่อมโยงต่อสุขภาพ การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย ความปลอดภัย และการทำงานของผู้คน รวมทั้งระบบนิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงปริมาณ คุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงด้านอาหาร 
ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตและบริโภค เพื่อควบคุมมิให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ดังนั้น การปรับตัวและบรรเทาผลกระทบดังกล่าวจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันอนาคตให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและสามารถวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ เช่น การพยากรณ์อากาศ อุณหภูมิ ความเข้มของแสง ธาตุอาหารพืชในดินและน้ำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Internet of Things, Robot, Drone, Generative Artificial Intelligence, Immersive-reality technologies เพื่อประมวลวิเคราะห์ ควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดรูปแปลงให้สามารถสร้างการเจริญเติบโตแต่ละระยะได้อย่างสมบูรณ์ รองรับระบบการจัดการแปลงที่ให้ผลผลิตและรายได้สุทธิสูงสุด อีกทั้งลดปริมาณการสูญเสียสูญเปล่าในกระบวนการผลิต การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีชีวภาพ Bio Technology เพื่อการปรับปรุงพันธุ์พืชให้สามารถเจริญเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและยังคงให้ผลผลิตสูง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหมุนเวียน Circular Technology เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน หรือนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำ 
อย่างไรก็ตามจากสาเหตุดังกล่าวกรมส่งเสริมการเกษตร จึงร่วมมือกับ บริษัทคูโบต้า
ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการยกระดับผลิตภาพการผลิตและประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศ ขอเชิญชวนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร สมัครเข้าแข่งขันใน“ โครงการ “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก 
ปี 2” โดยมีประเภททีม จำนวน 3 คน มีคุณสมบัติ ดังนี้ อายุระหว่าง 20 - 50 ปี มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวในอำเภอเดียวกัน ตั้งแต่1 – 5 ไร่/คน ปลูกโดยวิธีดำนาหรือหยอดเมล็ด มีเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้าสำหรับการเพาะปลูกทุกขั้นตอน สามารถใช้ Smartphone หรือ Computer เพื่อบันทึกข้อมูลผ่าน KAS Crop Calendar ได้ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการโดยอัดคลิปวีดิโอ แสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมทีมทั้ง 3 คน 
ในหัวข้อ “คุณอยากเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเกษตรให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร” จำนวน 1 คลิป ความยาว 1 – 2 นาที โดยจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกเดือนมิถุนายน 2568 และเก็บเกี่ยวภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้ชนะเลิศระดับภูมิภาค จำนวน 4 รางวัล จะได้รับถ้วยพระราชทานฯ พร้อมเงินรางวัล ทีมละ 150,000 บาท (ภาคละ 1 รางวัล)  และรางวัลรองชนะเลิศระดับภูมิภาค จำนวน 8 รางวัล ได้รับเงินรางวัล ทีมละ 50,000 บาท (ภาคละ 2 รางวัล) ทั้งนี้ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่บัดนี้ – 31 มกราคม 2568 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : กรมส่งเสริมการเกษตร หรือ ทาง Facebook : Siam Kubota  
....................

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

สกสว. ขานรับนโยบายกระทรวง อว.  ร่วมขับเคลื่อนประเทศ

เสริมศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ หนุนงานวิจัย พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จัดประชุมเครือข่ายบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี พ.ศ.2567 ณ จังหวัดเพชรบุรี มุ่งสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งทางวิชาการ พัฒนาทักษะนักวิจัยรุ่นใหม่ ต่อยอดงานวิจัย เพื่อสร้างผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรากฐานเข้มแข็งให้ประเทศชาติ สอดรับนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นสังคมฐานนวัตกรรม หลายภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการต้องอาศัยนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต การวิจัยจึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความก้าวหน้า ดังนั้นกระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญต่อการสร้างและพัฒนากำลังคนทักษะสูงโดยเฉพาะในสาขาที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)  รวมถึงด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะศาสตร์ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมที่ยั่งยืน

“กระทรวงการอุดมศึกษา ฯ ได้เปิดตัวแผนพัฒนากำลังคนภายใต้แนวคิด บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จเพื่อมุ่งให้ไทยเป็นผู้นำด้านการเสริมศักยภาพบุคลากรยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการภาคอุตสาหกรรมและบริการ ดังนั้นในการประชุมเครือข่ายบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี พ.ศ.2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดขึ้นในครั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้ร่วมงานทุกท่านมาร่วมกันขับเคลื่อนตามแนวทางการประชุม คือ จุดประกายนักวิจัยรุ่นใหม่ สู่เครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนาคตชาติ  เพื่อช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว.  เปิดเผยว่า สกสว. ได้ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ( กสว.)โดยร่วมกันสร้าง “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ที่เข้มแข็ง เน้นการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ไปพร้อมกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยรุ่นใหม่กับนักวิจัยอาวุโส

“ในการประชุมเครือข่ายบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี พ.ศ.2567 ณ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ครั้งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร บุคลากรในระบบกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และเหล่านักวิจัย เข้าร่วมมากกว่า 1,100 คน จาก 190 หน่วยงาน มีจุดประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1. สร้างระบบเครือข่ายนักวิจัยที่อยู่ในระบบวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ได้มาทำงานร่วมกัน 2. ให้นักวิจัยในระบบดังกล่าวได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้งานวิจัย และนวัตกรรมของตน เพื่อการต่อยอดหรือสร้างมุมมองใหม่ต่อไป และ 3. เพื่อก่อเกิดกระบวนการทำงานร่วมกันของนักวิจัยในแบบใหม่ในลักษณะไร้รอยต่อ กล่าวคือ นักวิจัยที่มาจากหลากหลายภาคส่วนสามารถผสมผสานงานวิจัยระหว่างกันจนก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ให้การทำงานต่อประเทศอย่างรวดเร็ว”

ศ. ดร.สมปอง กล่าวต่อว่า คาดว่าภายหลังจากการประชุมครั้งนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดคือ การทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยรุ่นใหม่และนักวิจัยอาวุโส เกิดเครือข่ายนักวิจัยที่มุ่งทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ เช่น การขจัดปัญหา PM 2.5 การขจัดปัญหาสุขภาพ อาทิ ขจัดโรคใบไม้ในตับ หรือ การใช้ AI ช่วยในงานสาธารณสุข และการเปิดช่องทางให้นักวิจัยรุ่นใหม่มีโอกาสพัฒนาตนเองไปสู่นักวิจัยงานระดับประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ช่วยสนับสนุนเงินทุน เวลา สถานที่ และนโยบาย

“ระบบวิทยาศาสตร์ งานวิจัย และนวัตกรรม จัดได้ว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างงานใหม่ สร้างอาชีพใหม่ โดยการผลิตบุคลากรที่อยู่ในระบบนี้จะมีทักษะในการประกอบอาชีพและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการผลิตและพัฒนากำลังคนใน 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ กระทรวง อว. ได้แก่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นสูง เป็นการสร้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมดังกล่าว ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก สร้างโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน”  ศ.ดร.สมปอง กล่าวสรุป

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ ส่งมอบวัตถุดิบคุณภาพดี ให้แก่ศูนย์ฝึกวิชาชีพ เขตบางคอแหลม สนับสนุนคนในชุมชน เติมทักษะวิชาชีพด้านอาหาร สร้างรายได้
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ที่สาขาตั้งอยู่ ด้วยการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ตลอดจนผู้ว่างงาน ในทุกมิติ 
ล่าสุด โก โฮลเซลล์ นำโดย นายศุภพิสิฎฐ์ อุ่นเสรี ผู้จัดการทั่วไป สาขาเจริญราษฎร์ พร้อมพนักงาน ได้นำวัตถุดิบคุณภาพดี อาทิ น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส และวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร ส่งมอบให้กับ ศูนย์ฝึกอาชีพวัดวรจรรยาวาส สำนักงานเขตบางคอแหลม เพื่อนำไปใช้ในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะด้านการประกอบอาหาร ในหลักสูตรอบรมฟรีให้แก่ผู้สนใจที่ต้องการนำไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้  โดยมี นางสาวอรชา มุ้ยเสมา ผู้อำนวยการเขตบางคอแหลม พร้อมคณะ เป็นผู้รับมอบ 

ทั้งนี้ โก โฮลเซลล์ มีกำหนดการเปิดสาขาลำดับที่ 10 ซึ่งเป็นสาขาล่าสุดบน ถนนเจริญราษฎร์ ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ขณะที่ผ่านมา โก โฮลเซลล์ เปิดสาขาไปแล้ว 9 แห่ง ประกอบด้วย ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะ ชลบุรี พัทยาใต้ พระราม 2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ และเมืองภูเก็ต 

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

"สทช." การปรับแต่งจีโนมเพื่อรับมือสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง

สทช.จัด เสวนา “การปรับแต่งจีโนมพืชเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง” ทางเลือกเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ปลอดภัย
สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ จัดประชุมใหญ่ประจำปี 2567 ในโอากาสครบรอบการก่อตั้ง 20 ปี พร้อมทั้งจัดเสวนา “การปรับแต่งจีโนมพืชเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เกี่ยวกับการผลิตพืชด้วยเทคนิคจีโนม เพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจให้มีลักษณะที่ดีทางการเกษตร
ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีขีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยว่า จีโนม คือ ชุดดีเอ็นเอที่สมบูรณ์ในสิ่งมีชีวิต เช่น พืชหรือสัตว์ และ ดีเอ็นเอ หรือ สารพันธุกรรม คือ กรดนิวคลิอิก ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต อยู่ในรูปของโครโมโซม ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมและถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งวางตัวอยู่ในส่วนนิวเคลียสภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และ การปรับแต่งจีโนม คือ การปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขสารพันธุกรรมที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เพื่อให้มีลักษณะที่ต้องการ เช่น การปรับแต่งจีโนมในมะเขือเทศ เพื่อให้มีสารกาบาในปริมาณที่สูงกว่ามะเขือเทศทั่วไป 4 - 5 เท่า และเทคนิคที่นิยมใช้ในการปรับแต่งจีโนม คือ ระบบ CRISPR/Cas9 
ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่นำมาใช้ในการแก้ไขยีนเป้าหมาย และได้ถูกนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจหลายชนิด ทำให้พืชมีลักษณะที่ดีทางการเกษตร
การผลิตพืชในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้ความเข้มข้นของคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นจนเกินระดับสูงสุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้เกิดภาวะภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและตามมาด้วยดินเค็ม รวมทั้งเกิดการระบาดของศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตพืชและคุณภาพลดลง ซึ่งนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอาหารทั้งในปัจจุบันและอนาคต การพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อสู้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำได้โดยการพัฒนาพืชให้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้งหรือทนเค็ม รวมทั้งพันธุ์พืชที่ต้านทานต่อศัตรูพืช
เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม จัดเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการชะลอและลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีต่อการผลิตพืช รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยทำให้การปรับปรุงพันธุ์พืชทำได้รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ มากกว่าวิธีการปรับปรุงพันธุ์ตามปกติ ซึ่งร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น ได้กล่าวว่า ในภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วและรุนแรง จนเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกประกาศว่า “ยุคโลกร้อนสิ้นสุดลง ยุคโลกเดือดมาถึงแล้ว” ซึ่งภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของศัตรูพืชอุบัติใหม่ที่สำคัญ อาทิ โรคใบด่างมันสำปะหลัง โรคใบร่วงยางพารา ประกอบกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่และเป็นครัวของโลก และรวมทั้งจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับรายได้เกษตรกร 3 เท่าใน 4 ปี การนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง คุ้มค่า พัฒนาได้รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ จึงมีความจำเป็น
และเนื่องในวันที่ใกล้จะครบรอบ 20 ปี ของสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ สมาคมจึงได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การปรับแต่งจีโนมพืชเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มคุณภาพ รวมทั้งการกำกับดูแล: กรณีศึกษา อ้อย มะละกอ และฟ้าทะลายโจร” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่มีความก้าวหน้าและมีศักยภาพที่จะถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ และนำเสนอแนวทางการกำกับดูแลเมื่อต้องนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ร่วมกับการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 พร้อมกับการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้ก่อตั้งสมาคม ซึ่งได้แก่ 
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สุทัศน์ ศรีวัฒนพงศ์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. สุพัฒน์ อรรถธรรม และ คุณ ดรุณี เอ็ดเวิร์ดส และผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสมาคม ได้แก่ส Ms. Sonny P. Tababa (CropLife Asia) และ คุณ วิชา ธิติประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์

"กรมชลประทาน"

กรมชลประทาน เดินหน้า 3 โครงการเร่งด่วน ปตร.ลำน้ำชี “บ้านโนนเขวา-บ้านท่าสวรรค์-บ้านท่าสองคอน”หวังเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำ น้ำต้นทุนเพิ่มกว่า 57 ล้าน ลบ.ม.

วันที่ 14 พ.ย. 2567 ที่ห้องประชุม อบต.ท่านางแนว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น  นายเกื้อศักดิ์ ทาทอง  ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน  พร้อมด้วยนายสุริยงค์ พลน้ำเที่ยง ปลัดอำเภอ รักษาการแทนนายอำเภอแวงน้อย  นายมหิทธิ์ วงศ์ษา ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน นายฉัตรดำรง หงษ์บุญมี ผู้อำนวยการส่วนวางโครงการที่ 2 กรมชลประทาน 
นายอัคคนิ รูปสูง นายก อบต.ท่านางแนว

นายอธิพงษ์ บุญเพลิง กำนันตำบลท่านางแนว  ลงพื้นที่ลุ่มน้ำชีเพื่อติดตามผลการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอาคารบังคับน้ำในลำน้ำชี พร้อมเสนอ 3 โครงการเร่งด่วน “ปตร.บ้านโนนเขวา-ปตร.บ้านท่าสวรรค์-ปตร.บ้านท่าสองคอน” สามารถเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับลำน้ำชี  กว่า 57 ล้าน ลบ.ม. หวังใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำภัยแล้ง-น้ำท่วม อย่างยั่งยืนต่อไป     

นายเกื้อศักดิ์ ทาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาได้มีการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำชีมาตลอด มีแหล่งน้ำที่สำคัญ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนลำปะทาว เขื่อนลำคันฉู รวมกับอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ 5,068 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปี ปัจจุบันยังมีแผนพัฒนาจัดหากักแหล่งเก็บน้ำที่สำคัญ เช่น  อ่างเก็บน้ำลำเจียง อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ่างเก็บน้ำลำชี เป็นต้น ซึ่งคาดว่าสามารถมีน้ำกักเก็บเพิ่มได้อีกประมาณ 200 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทาน ยังได้มีนโยบายที่จะหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมโดยใช้ลำน้ำชีเป็นแหล่งกักเก็บ จึงเป็นที่มาของโครงการที่กำลังดำเนินการศึกษา ฯ นี้ ”

จากการศึกษาแผนหลักการพัฒนาประตูระบายน้ำในลำน้ำชี พบว่า โครงการประเภทอาคารบังคับน้ำและประตูระบายน้ำเฉพาะที่ตั้งอยู่ลำน้ำชี มีทั้งหมด จำนวน 10 โครงการ โดยผลการคัดเลือกแผนงานโครงการมีศักยภาพ ในลำดับต้นและประชาชนในพื้นที่มีความต้องการจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการประตูระบายน้ำบ้านโนนเขวา
(2) โครงการประตูระบายน้ำ และ
(3) โครงการประตูระบายน้ำบ้านท่าสองคอน จึงได้นำโครงการดังกล่าวไปดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินงานในขั้นต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนธันวาคม 2567 นี้

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำบ้านโนนเขวา ตั้งอยู่ในเขตบ้านโนนเขวา ต.ท่านางแนว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น เป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำในช่องลัดของแม่น้ำชี ชนิดอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กควบคุม ด้วยบานระบายเหล็กโค้ง มีขนาดบานประตูความ กว้างช่องละ 12.50 ม. สูง 8 ม. จำนวน 5 บาน มีอัตราการระบายน้ำสูงสุด 2,273 ลบ.ม./วินาที มีระดับกักเก็บ +167 ม. (รทก.) สามารถกักเก็บน้ำได้ 6.04 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทำนบดินชนิดดินถมแกนดินเหนียว เพื่อปิดกั้นลำน้ำเดิมและอาคารทางผ่านปลาชนิดไอซ์ฮาร์เบอร์ (Ice Harbor)  มีพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการ ประกอบด้วย พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 21,260 ไร่ และสนับสนุนฃพื้นที่  สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเดิมตามลำน้ำชี จำนวน 5 สถานี พื้นที่ชลประทาน 16,550 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอ 3 จังหวัด ประกอบด้วย อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น, อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ และ อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำบ้านท่าสวรรค์ ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่าสวรรค์ ต.ท่าศาลา อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำในช่องลัดของแม่น้ำชี ชนิดอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กควบคุมด้วยบานระบายเหล็กโค้ง มีขนาดบานประตูความ กว้างช่องละ 12.50 ม. สูง 11.50 ม. จำนวน 5 บาน มีอัตราการระบายน้ำสูงสุด 2,520 ลบ.ม./วินาที มีระดับกักเก็บ +156 ม. (รทก.) สามารถกักเก็บน้ำได้ 19.19 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทำนบดินชนิดดินถมแกนดินเหนียว เพื่อปิดกั้นลำน้ำเดิมและอาคารทางผ่านปลาชนิดไอซ์ฮาร์เบอร์ (Ice Harbor) มีพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการ ประกอบด้วย พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 13,035 ไร่ และสนับสนุนพื้นที่  สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเดิมตามลำน้ำชี จำนวน 19 สถานี พื้นที่ชลประทาน 24,500 ไร่ ครอบคลุม 5 อำเภอของ จ. ขอนแก่น ประกอบด้วย อ.ชนบท อ.บ้านไผ่ อ.บ้านแฮด อ.มัญจาคีรี และ อ.พระยืน

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำบ้านท่าสองคอน ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่าสองคอน ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ำในช่องลัดของแม่น้ำชี ชนิดอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กควบคุมด้วยบานระบายเหล็กโค้ง มีขนาดบานประตูความ กว้างช่องละ 12.50 ม. สูง 9.50 ม. จำนวน 6 บาน มีอัตราการระบายน้ำสูงสุด 2,864 ลบ.ม./วินาที มีระดับกักเก็บ +143 ม. (รทก.) สามารถกักเก็บน้ำได้ 32.46 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทำนบดินชนิดดินถมแกนดินเหนียวเพื่อปิดกั้นลำน้ำเดิมและอาคารทางผ่านปลาชนิดไอซ์ฮาร์เบอร์ (Ice Harbor)  พื้นที่รับประโยชน์จากโครงการ ประกอบด้วย พื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 18,275 ไร่ และสนับสนุนพื้นที่สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเดิมตามลำน้ำชี จำนวน 30 สถานี พื้นที่ชลประทาน 40,400 ไร่ ครอบคลุม 3 อำเภอ ของ จ.มหาสารคาม ประกอบด้วย อ.เมืองมหาสารคาม อ.โกสุมพิสัย และ อ.กันทรวิชัย

นายสุริยงค์ พลน้ำเที่ยง ปลัดอำเภอ รักษาการแทนนายอำเภอแวงน้อย กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยเฉพาะฤดูแล้งจะต้องมีการกักเก็บน้ำให้ประชาชนสามารถทำการเกษตรได้ โดยเฉพาะการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย และเป็นเรื่องที่ดีที่ทางกรมชลประทาน จะเข้ามาพัฒนาโครงการแหล่งน้ำ โดยเฉพาะลำน้ำชีที่จะช่วยให้ประชาชนนั้นมีน้ำใช้สำหรับทำการเกษตรได้ตลอดปี เพราะปกติลำน้ำชีน้ำจะท่วมทุกปี หากมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีก็จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นไปด้วย

นายอธิพงษ์ บุญเพลิง กำนันตำบลท่านางแนว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น บอกว่า จากที่ผ่านมาในฤดูน้ำหลากน้ำจะหลากบ้าง แต่ในช่วงฤดูแล้งน้ำหายหมด ไม่สามารถเก็บน้ำได้เลย หากมีการสร้างประตูระบายน้ำบ้านโนนเขวาขึ้นจะช่วยให้ชาวบ้านใน 3 อำเภอในเขตนี้ รวมถึงอำเภออื่นๆใกล้เคียง อย่างอำเภอพล  อำเภอหนองสองห้อง สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำอุปโภคบริโภคร่วมกันได้ตลอดปี  หากโครงการสำเร็จแล้วจะช่วยให้ชาวบ้านได้ประโยชน์หลายด้านทั้งการประมง การปลูกพืชฤดูแล้ง ที่จะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงด้านการท่องเที่ยวบริเวณประตูระบายน้ำที่จะสร้างเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยการนำปลาฝา ปลาน้ำจืดที่เคยมีมากในบริเวณบ้านโนนเขวามาเป็นสัญลักษณ์ในประตูระบายน้ำแห่งนี้ด้วย

นายทองปัก มาพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลละหานนา อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น บอกว่า สถานีสูบน้ำบ้านหนองผือ เจอสภาพน้ำต้นทุนมีน้อยในช่วงฤดูแล้ง ลำน้ำชีไม่มีระบบกักเก็บน้ำ ทำให้พี่น้องไม่สามารถทำการเกษตรนอกฤดูได้ ทางชาวบ้านอยากให้มีน้ำต้นทุนอยู่ในลำน้ำชี เพื่อนำไปใช้ในการเกษตรได้ตลอดทั้งปีได้  หากมีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำบ้านหนองผือ จะช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้อย่างพอเพียง  โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีความจำเป็นในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรกรรม ครอบคลุมพื้นที่ 9,000 ไร่ ที่จะนำน้ำมาทำการเกษตรนอกฤดูเสริมรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้

ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการตามแผนงานเร่งด่วน 3 โครงการแล้วเสร็จ จะทำให้ลำน้ำชีสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีก 57.69 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเดิม 54 สถานี รวมพื้นที่ 81,450 ไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานใหม่กว่า 52,570 ไร่ รวมพื้นที่ชลประทาน 134,020 ไร่ เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภค-บริโภค การประมง และ

การปศุสัตว์ สนับสนุนประเพณีท้องถิ่น การท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมการใช้น้ำด้านอื่นๆ  ซึ่งจะช่วยสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...