วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

⚙️ “นโยบายไม่เผา”: เมื่อเครื่องจักรและความร่วมมือคือกุญแจสู่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทย

👉👉 มากกว่า นโยบายไม่เผา”: เมื่อเครื่องจักรและความร่วมมือคือกุญแจสู่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทย

เมื่อประเทศไทยก้าวพ้นฤดูหนาว ความกังวลที่คุ้นเคยก็กลับมาอีกครั้ง แม้อากาศที่เย็นลงอาจช่วยบรรเทามลพิษทางอากาศได้เพียงชั่วคราว แต่ระดับฝุ่น PM2.5 มักเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม และรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น นั่นคือการเผาตอซังพืชหลังการเก็บเกี่ยว

❤️‍🔥การพูดถึงปัญหาการเผาในภาคเกษตรมักมุ่งไปที่นโยบายไม่เผาที่ภาครัฐเป็นผู้นำ ซึ่งออกมาตรการควบคุมตามฤดูกาล และมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดระดับ PM2.5 แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบริหารจัดการคุณภาพอากาศในช่วงวิกฤตได้ในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่เพียงพอในการผลักดันแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

🧯การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่กว้างกว่าการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการให้ความรู้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจจากภาครัฐ และความร่วมมือจากภาคเอกชน จะสามารถช่วยสนับสนุนชุมชนเกษตรกรไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่แนวปฏิบัติทางเลือกได้อย่างมั่นใจ

เบื้องหลังการเผา: ทางเลือกที่เกษตรกรยังหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเผาในภาคเกษตรเป็นแนวปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนาน ผ่านหลายชั่วอายุคน และฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของเกษตรกร ซึ่งสำหรับพวกเขาเหล่านั้น วิธีการนี้ยังคงเป็นวิธีเตรียมพื้นที่ที่ง่าย สะดวก คุ้นเคยและรวดเร็วที่สุด

เกษตรกรต้องทำงานภายใต้ช่วงเวลาการเพาะปลูกที่จำกัดหลังการเก็บเกี่ยว ดังนั้นพื้นที่จึงจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพืชที่จะปลูกเป็นลำดับถัดไป การกำจัดเศษซากพืชด้วยแรงงานคนก็มักใช้เวลามาก สิ้นเปลืองแรงงาน และมีต้นทุนสูง จึงอาจกล่าวได้ว่าในบริบทเช่นนี้ การเผาจึงแทบไม่ใช่การละเลยต่อสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติที่เกิดจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นข้อจำกัดที่แท้จริงในการทำการเกษตรนั่นเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แรงจูงใจหรือบทลงโทษในระยะสั้น แม้จะช่วยลดการเผาได้ชั่วคราว แต่แทบไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน จึงอาจกล่าวได้ว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงจำเป็นต้องมีทางเลือกที่เหมาะสมในเชิงปฏิบัติ มีต้นทุนที่เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงของเกษตรกร เราจึงจำเป็นต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้การเผาไม่เพียงเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ แต่กลายเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าและไม่เหมาะสมที่สุดอีกต่อไป

ทางออกที่เป็นไปได้ เมื่อไม่จำเป็นต้องเผา

เครื่องจักรทางการเกษตร เช่น เครื่องอัดฟาง (baler) เครื่องย่อยเศษพืช (mulcher) และเครื่องพรวนดิน (cultivator) เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้และพร้อมใช้งานในการลดการเผาในที่โล่ง แทนที่จะทำลายเศษซากพืช เครื่องจักรเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการเศษวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยและไถกลบกลับคืนสู่ดินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินและเพิ่มอินทรียวัตถุ หรือการอัดฟางเพื่อนำไปใช้ซ้ำเป็นอาหารและวัสดุรองพื้นสำหรับงานไร่ปศุสัตว์ นอกเหนือจากประโยชน์ภายในแปลงแล้ว เศษวัสดุทางการเกษตรยังสามารถสร้างรายได้เสริม โดยสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่น ๆได้อีกด้วย

เมื่อการจัดการเศษซากพืชอย่างเหมาะสมถูกผนวกเข้ากับกระบวนการทำเกษตรตามปกติแล้ว ภาพจำที่เคยมองว่าเป็นภาระเพิ่มเติมจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้มีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีเอง เพราะเกษตรกรมีแนวโน้มที่จะปรับใช้แนวปฏิบัติที่ไม่เผามากขึ้น และเมื่อทางเลือกเหล่านั้นสอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานจริง มันก็เลยจะลดความยุ่งยากในการดำเนินงาน และให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

ความสำคัญของการเข้าถึงเครื่องมือและทรัพยากร

การเข้าถึงเครื่องจักรสมัยใหม่ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ เกษตรกรจำนวนมากตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการเผาพืชผลทางการเกษตร แต่ยังขาดศักยภาพในการลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์จัดการเศษซากพืชด้วยตนเอง

 

ในบริบทนี้ รูปแบบการให้ยืมเครื่องจักรและการใช้ร่วมกันจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ยกตัวอย่างเช่นในจังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี และนครสวรรค์ ระบบการใช้เครื่องจักรร่วมที่ได้รับการสนับสนุนผ่านความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน กำลังช่วยให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาได้ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการเป็นเจ้าของเครื่องจักรทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว

ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการเหล่านี้ นิว ฮอลแลนด์ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนรถแทรกเตอร์ เครื่องอัดฟาง และเครื่องย่อยเศษพืช ผ่านโครงการใช้เครื่องจักรร่วมและการให้ยืมเครื่องจักร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่จำเป็น ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน และเร่งการนำไปใช้งานในวงกว้างให้ได้มากขึ้น

ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้สนับสนุนโครงการเหล่านี้ ผ่านการจัดหาเครื่องจักร เทคโนโลยี การฝึกอบรม และรูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสม ดั่งเช่นนี้เอง บริษัทเอกชนสามารถช่วยแปลงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง และสอดคล้องกับบริบทการทำงานของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่

จากมาตรการตามฤดูกาล สู่ทางออกระยะยาว

การแก้ไขปัญหาการเผาในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในเครื่องมือและแนวปฏิบัติที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการผลิต ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนโยบายไม่เผาจะเกิดประสิทธิผลสูงสุดก็ต่อเมื่อดำเนินควบคู่ไปกับทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพการทำเกษตรจริง และเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกทำให้เข้าถึงได้ เกษตรกรจะมีศักยภาพในการทำงานได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง ช่วยยกระดับการทำเกษตรในทุกฤดูกาล พวกเขาสามารถจัดการเศษซากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสุขภาพของดิน และคงไว้ซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเผาพืชผลทางการเกษตรอีกต่อไป

ขวัญจิตร เนตรประภา ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด ประจำประเทศไทย นิว ฮอลแลนด์

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น