วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER)    
ผ่านการขึ้นทะเบียนโครงการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นโครงการที่ 3 
 👉 นายเกรียงไกร วัฒนาสว่าง  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด  ​ธุรกิจพืชครบวงจรข้างขนส่งและบริการ​   เครือเจริญโภคภัณฑ์​   เปิดเผยภายหลังจากการที่ คณะกรรมการฯ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มีมติเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียน 
🌿“โครงการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครพนม (The Capturing and Reducing Greenhouse Gas Emissions Project in Rubber Plantations, Charoen Pokphand Agriculture Company Limited, Uthai thani and Nakhonphanom Province.)” ตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER)  ประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร (FOR&AGI)
📍  ซึ่งล่าสุดได้ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการที่​ 3 ที่ได้ดำเนินโครงการในพื้นที่เกษตรกรจำนวน 3,409.35 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 14,543 tCO2eq/year  ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (20 มิถุนายน 2568  - 19 มิถุนายน 2575) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 101,801 tCO2eq
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์หรือเทียบเท่า)​
📌 โดยที่ผ่านมาจากนโยบายคุณประสิทธิ์ ดำรงชิตานนท์ รองประธานกรรมการ ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ  ได้ให้การสนับสนุนธุรกิจยางพาราครบวงจร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด ร่วมมือกับธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด และสำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ดำเนินโครงการฯดังกล่าว​ของธุรกิจฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคมในการลดผลกระทบจากการเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปัจจุบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2030   และคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์  (Net Zero) ในปี 2050   ตามเป้าหมายเครือเจริญโภคภัณฑ์​นั้น​
   ที่ผ่านมา​บริษัทเจริญโภคภัณฑ์การเกษตร​ ดำเนินโครงการดังกล่าวในเริ่มตั้งแต่ปี​  25567-2568   จำนวน​  3 โครงการ  รวมพื้นที่​   7,774.25 ไร่ คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้รวม 33,207 tCO2eq/year. ประกอบด้วย
(tree)โครงการที่ 1
โครงการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดเลย  พื้นที่ 3,400.35 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 14,535 tCO2eq/year ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (5 เมษายน 2567 - 4 เมษายน 2574) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 101,745 tCO2eq
(tree)โครงการที่ 2
โครงการการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดเลย โครงการ 1/2568​พื้นที่​  964.55 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 4,129 tCO2eq/year ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (6 พฤษภาคม 2568  - 5 พฤษภาคม 2575) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 28,903 tCO2eq

 🔁 และล่าสุด(tree)โครงการที่ 
 3 โครงการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครพนม
พื้นที่​  3,409.35 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 14,543 tCO2eq/year ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (20 มิถุนายน 2568  - 19 มิถุนายน 2575) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 101,801 tCO2eq

(tree)สำหรับปี​  2569 ธุรกิจยางพาราครบวงจร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์การเกษตรจำกัด มีเป้าหมายร่วมกับ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ขยายผลการดำเนินโครงการฯ​ ในพื้นที่เป้าหมาย​ของเกษตรกรเครือข่าย​  พื้นที่​ 10,000 ไร่  และในอนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิต​มีเป้าหมาย​ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย​(กยท.) เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวในพื้นที่ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทยต่อไป

    นอกจากนี้นายเกรียงไกรกล่าวเพิ่มเติมว่า​ ที่ผ่านมาธุรกิจยางพาราครบวงจร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด ได้ดำเนินงาน​ธุรกิจยางพาราในรูปแบบครบวงจร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559  โดยบริษัทฯ เล็งเห็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( Climate  Change) เกิดสภาวะโลกร้อนไปทั่วโลกศักยภาพด้านการดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของต้นยางพารา นอกเหนือจากการผลิตยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา โดยศักยภาพดังกล่าวถือเป็นผลพลอยได้นำมาใช้ประโยชน์สามารถสร้างรายได้เสริมเพิ่มจากอาชีพหลักเกิดความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา  โดยบริษัทฯเป็นผู้ดำเนินการโครงการ​  และการลงทุนทั้งหมดให้กับเกษตรกรจนถึงผ่านการขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และแบ่งปันผลประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิตให้เกษตรกรตามเงื่อนไขข้อตกลง

    นอกจากนี้บริษัทฯได้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นระบบครบวงจรเพื่อให้เกิดรายได้ที่ดีเกิดความยั่งยืนแก่เกษตรกรสวนยางพาราในเครือข่ายของธุรกิจ  โดยให้ความสำคัญในการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยได้ดำเนินการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรที่ขายยางพาราให้แก่บริษัทฯ ว่ามีการครอบครองที่ดิน และกระบวนการผลิตถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าผลผลิตจากสวนยางพาราที่นำส่งให้บริษัทฯไม่ได้บุกรุกทำลายป่า สามารถตรวจสอบย้นกลับ​ สอดคล้องกับมาตรฐาน​  European Union Deforestation Regulation (EUDR) กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ​และมาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC)สภาการจัดการป่าไม้การรับรอง (Certify)ผลิตภัณฑ์ไม้ กระดาษ และบรรจุภัณฑ์ ว่ามาจากป่าไม้ที่ได้รับการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

   นอกจากนี้ยังได้พัฒนาธุรกิจต้นน้ำเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ ให้มีรายได้เสริมจากอาชีพหลักจากการขายคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา  สอดคล้องตามหลัก 3 ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น​  เกษตรกรมีรายได้เสริมเพิ่มจากการขายคาร์บอนเครดิตจากอาชีพหลัก  ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจเกิดความยั่งยืน  ให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ​ สังคม และสิ่งแวดล้อม​ ในชุมชน​    ตามนโยบายและเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์​ในการก้าวสู่เป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality 2030) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions 2050) 

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

⚙️ “นโยบายไม่เผา”: เมื่อเครื่องจักรและความร่วมมือคือกุญแจสู่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทย

👉👉 มากกว่า นโยบายไม่เผา”: เมื่อเครื่องจักรและความร่วมมือคือกุญแจสู่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทย

เมื่อประเทศไทยก้าวพ้นฤดูหนาว ความกังวลที่คุ้นเคยก็กลับมาอีกครั้ง แม้อากาศที่เย็นลงอาจช่วยบรรเทามลพิษทางอากาศได้เพียงชั่วคราว แต่ระดับฝุ่น PM2.5 มักเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม และรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น นั่นคือการเผาตอซังพืชหลังการเก็บเกี่ยว

❤️‍🔥การพูดถึงปัญหาการเผาในภาคเกษตรมักมุ่งไปที่นโยบายไม่เผาที่ภาครัฐเป็นผู้นำ ซึ่งออกมาตรการควบคุมตามฤดูกาล และมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดระดับ PM2.5 แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบริหารจัดการคุณภาพอากาศในช่วงวิกฤตได้ในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่เพียงพอในการผลักดันแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

🧯การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่กว้างกว่าการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการให้ความรู้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจจากภาครัฐ และความร่วมมือจากภาคเอกชน จะสามารถช่วยสนับสนุนชุมชนเกษตรกรไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่แนวปฏิบัติทางเลือกได้อย่างมั่นใจ

เบื้องหลังการเผา: ทางเลือกที่เกษตรกรยังหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเผาในภาคเกษตรเป็นแนวปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนาน ผ่านหลายชั่วอายุคน และฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของเกษตรกร ซึ่งสำหรับพวกเขาเหล่านั้น วิธีการนี้ยังคงเป็นวิธีเตรียมพื้นที่ที่ง่าย สะดวก คุ้นเคยและรวดเร็วที่สุด

เกษตรกรต้องทำงานภายใต้ช่วงเวลาการเพาะปลูกที่จำกัดหลังการเก็บเกี่ยว ดังนั้นพื้นที่จึงจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพืชที่จะปลูกเป็นลำดับถัดไป การกำจัดเศษซากพืชด้วยแรงงานคนก็มักใช้เวลามาก สิ้นเปลืองแรงงาน และมีต้นทุนสูง จึงอาจกล่าวได้ว่าในบริบทเช่นนี้ การเผาจึงแทบไม่ใช่การละเลยต่อสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติที่เกิดจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นข้อจำกัดที่แท้จริงในการทำการเกษตรนั่นเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แรงจูงใจหรือบทลงโทษในระยะสั้น แม้จะช่วยลดการเผาได้ชั่วคราว แต่แทบไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน จึงอาจกล่าวได้ว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงจำเป็นต้องมีทางเลือกที่เหมาะสมในเชิงปฏิบัติ มีต้นทุนที่เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงของเกษตรกร เราจึงจำเป็นต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้การเผาไม่เพียงเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ แต่กลายเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าและไม่เหมาะสมที่สุดอีกต่อไป

ทางออกที่เป็นไปได้ เมื่อไม่จำเป็นต้องเผา

เครื่องจักรทางการเกษตร เช่น เครื่องอัดฟาง (baler) เครื่องย่อยเศษพืช (mulcher) และเครื่องพรวนดิน (cultivator) เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้และพร้อมใช้งานในการลดการเผาในที่โล่ง แทนที่จะทำลายเศษซากพืช เครื่องจักรเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการเศษวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยและไถกลบกลับคืนสู่ดินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินและเพิ่มอินทรียวัตถุ หรือการอัดฟางเพื่อนำไปใช้ซ้ำเป็นอาหารและวัสดุรองพื้นสำหรับงานไร่ปศุสัตว์ นอกเหนือจากประโยชน์ภายในแปลงแล้ว เศษวัสดุทางการเกษตรยังสามารถสร้างรายได้เสริม โดยสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่น ๆได้อีกด้วย

เมื่อการจัดการเศษซากพืชอย่างเหมาะสมถูกผนวกเข้ากับกระบวนการทำเกษตรตามปกติแล้ว ภาพจำที่เคยมองว่าเป็นภาระเพิ่มเติมจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้มีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีเอง เพราะเกษตรกรมีแนวโน้มที่จะปรับใช้แนวปฏิบัติที่ไม่เผามากขึ้น และเมื่อทางเลือกเหล่านั้นสอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานจริง มันก็เลยจะลดความยุ่งยากในการดำเนินงาน และให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

ความสำคัญของการเข้าถึงเครื่องมือและทรัพยากร

การเข้าถึงเครื่องจักรสมัยใหม่ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ เกษตรกรจำนวนมากตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการเผาพืชผลทางการเกษตร แต่ยังขาดศักยภาพในการลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์จัดการเศษซากพืชด้วยตนเอง

 

ในบริบทนี้ รูปแบบการให้ยืมเครื่องจักรและการใช้ร่วมกันจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ยกตัวอย่างเช่นในจังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี และนครสวรรค์ ระบบการใช้เครื่องจักรร่วมที่ได้รับการสนับสนุนผ่านความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน กำลังช่วยให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาได้ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการเป็นเจ้าของเครื่องจักรทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว

ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการเหล่านี้ นิว ฮอลแลนด์ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนรถแทรกเตอร์ เครื่องอัดฟาง และเครื่องย่อยเศษพืช ผ่านโครงการใช้เครื่องจักรร่วมและการให้ยืมเครื่องจักร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่จำเป็น ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน และเร่งการนำไปใช้งานในวงกว้างให้ได้มากขึ้น

ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้สนับสนุนโครงการเหล่านี้ ผ่านการจัดหาเครื่องจักร เทคโนโลยี การฝึกอบรม และรูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสม ดั่งเช่นนี้เอง บริษัทเอกชนสามารถช่วยแปลงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง และสอดคล้องกับบริบทการทำงานของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่

จากมาตรการตามฤดูกาล สู่ทางออกระยะยาว

การแก้ไขปัญหาการเผาในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในเครื่องมือและแนวปฏิบัติที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการผลิต ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนโยบายไม่เผาจะเกิดประสิทธิผลสูงสุดก็ต่อเมื่อดำเนินควบคู่ไปกับทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพการทำเกษตรจริง และเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกทำให้เข้าถึงได้ เกษตรกรจะมีศักยภาพในการทำงานได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง ช่วยยกระดับการทำเกษตรในทุกฤดูกาล พวกเขาสามารถจัดการเศษซากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสุขภาพของดิน และคงไว้ซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเผาพืชผลทางการเกษตรอีกต่อไป

ขวัญจิตร เนตรประภา ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด ประจำประเทศไทย นิว ฮอลแลนด์

 

🏆มก. มอบรางวัลการประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบเกษตร ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569
👉 ดร ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบเกษตร หัวข้อ “นวัตกรรมเกษตร สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานจอดรถ อาคารคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนี้ 
ประเภทบุคคลทั่วไป 
🎖️ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และใบประกาศเกียรติคุณ 
ไร่นา อีวี:รถไฟฟ้าอเนกประสงค์เพื่อการเกษตร เจ้าของผลงาน นางถวิดา มณีวรรณ์ นายพงศกร พลจันทร์ขจร นายณัฐธนาวุฒิ สุขดี และนายณชพล โพธิแท่น รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ 
🌾 เครื่องนวัตกรรมลดความชื้นและเก็บรักษาข้าวเปลือก เจ้าของผลงาน รศ.ดร.วีรชัย ชัยวรพฤกษ์ รศ.ดร.สุดาทิพย์ แซ่ตั้น รศ.ดร.ดำรงวุฒิ อ่อนวิมล นายธีรภัทร์ ทั่งทอง 
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 รับเงินรางวัล  5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
รถตัดหญ้าบังคับรีโมท+ขับเคลื่อนอัตโนมัติ GPS-RTK เจ้าของผลงาน นายสมภัทร แพรกนกแก้ว นายวารุส โดงกูล นายอานาซ สาแม นายนนทนัน สมมาตร และนายเจษฎา บ่อทรัพ 
รางวัลชมเชย 3 รางวัล รับใบประกาศเกียรติคุณ
Line Chatbot ตรวจสอบโรคและสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการปลูกพริก เจ้าของผลงาน นายธนกร พรมโคตรค้า นายณภัทร ทองเสน ผศ.ประณต มณีอินทร์ ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ นางสาวนภัสสร แน่โนนไทย
ชุดอุปกรณ์ตรวจคุณภาพสีไข่ไก่ เจ้าของผลงาน นายอนุพงษ์ เปลี่ยนไธสง
อุปกรณ์จานยึดใบมีดชนิดเก็บซ่อนน็อต สำหรับรถตัดหญ้า เจ้าของผลงาน นายจรัญ เกิดแก้ว
🤖 ประเภทระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษา 
รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
เรือให้อาหารกุ้งบังคับด้วยสัญญาณวิทยุ เจ้าของผลงาน นายวสุรัตน์ จันทร์นาคา นายธันยพงศ์ ดอนสุวรรณ์
🔊 นายโกมล น่วมปฐม นายสรรพวัต โมตันตะสุทธ์ และนายอนัลตโชค ศรีคํา
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
เครื่องรดน้ำและให้ปุ๋ยพกพา "ชุดเดียวจบ" เจ้าของผลงาน นายพลพล สุขแสง และนายสุวิชชา แช่มเจริญพร
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 เงินรางวัล  3,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
รถเข็นยกและขนย้ายผลผลิตหนักขึ้นรถอย่างปลอดภัย เจ้าของผลงาน นายธนวัฒน์ ม่านทอง และนายศุภดิษฐ์ สามฉิมโฉม
รางวัลชมเชย 2 รางวัล รับใบประกาศเกียรติคุณ
โครงการพาลันเทียร์ (Project Palantir): ระบบวิเคราะห์ดัชนีพืชพรรณด้วยข้อมูลดาวเทียม เจ้าของผลงาน นายณัฎฐกฤต นามสูงเนิน นายภัคพล สิงห์ศร และนายกฤตภพ รอดเล็ก
หุ่นยนต์ฉีดพ่นสารเคมีบังคับ ด้วยสัญญาณวิทยุ เจ้าของผลงาน นายณัฎฐ์นันธ์ อรรถชิตวาทิน นายชยพัทธ์ ไทรท้วม นายกวิล ทสดี นายเตชินท์ ชาวนาห้วยตะโก และนายธีรภัทร แซ่มขลิบ
🎖️รางวัลยอดนิยม (Popular Vote) 1 รางวัล รับใบประกาศเกียรติคุณ 
ตู้เร่งการเจริญเติบโตของเชื้อราไตรโคเดอร์มา เจ้าของผลงาน นายธรณินทร์ คำศรีพล นางสาวสิโรชินี เมษา อาจารย์ที่ปรึกษา นายชัยวัฒน์ โกษาแสง นายสมเจตน์ คำทะเนตร นางชัญญมณ เหลาแหลม นางนลินี ทองรุณ
การประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบเกษตร จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถประยุกต์ใช้จริงในภาคการเกษตรไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน จัดโดยภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

🔊 สยามคูโบต้า สานต่อโครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ”
จัดกิจกรรม “Connect the Dots” เชื่อมองค์ความรู้เกษตรกรทั่วประเทศ
ยกระดับสู่ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
📈 กรุงเทพฯ 2 กุมภาพันธ์ 2569 - บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าสานต่อโครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” จัดกิจกรรม Connect the Dots เปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรในโครงการ ร่วมแชร์ความสำเร็จ (Key Success) และประสบการณ์ในการทำการเกษตร เชื่อมโยงองค์ความรู้และเครือข่าย พร้อมช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้และต่อยอดในชุมชนของตนเองสู่ชุมชนที่เข้มแข็งและความยั่งยืนของภาคการเกษตรไทย
💺 นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าเดินหน้าสานต่อโครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” ภายใต้นโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Goals) โดยให้ความสำคัญกับการทำเกษตรบนพื้นฐานของความยั่งยืน และมุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเกษตรไทย  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมสร้างความรักและความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม
📌 ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้าได้ดำเนินการพัฒนาชุมชนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนนวัตกรรมและโซลูชันทางการเกษตร การเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกร 
การพัฒนาองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเติบโตและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรได้อย่างมั่นคง
🚜 หนึ่งในโครงการสำคัญที่เห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” ซึ่งเกิดจากนโยบายในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล โดยสยามคูโบต้ามีบทบาทในการส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เครื่องจักรร่วมกันในรูปแบบ Machinery Pool เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้สยามคูโบต้าได้ส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์การเกษตรไปแล้วใน 62 จังหวัด รวม 312 กลุ่มทั่วประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตรมากกว่า 16,000 คน ซึ่งครอบคลุมการเพาะปลูกในพืชที่หลากหลาย สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้น 10% สะท้อนถึงศักยภาพของโครงการในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร 
📈 สยามคูโบต้าจึงได้ต่อยอดแนวคิดการพัฒนาในระดับกลุ่มสู่การเชื่อมโยงระหว่างชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม “Connect the Dots” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เปิดพื้นที่ให้วิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายที่
สยามคูโบต้าดูแลทั่วประเทศได้มาพบกันเพื่อ แชร์ ความสำเร็จ (Key Success) และบทเรียนจากประสบการณ์การทำเกษตรจริง เชื่อม องค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายเกษตรกรจากหลากหลายพื้นที่ และ ช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และชุมชนของตนเอง เพื่อให้แต่ละกลุ่มสามารถเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
📌 โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ กิจกรรม Connect Together เชื่อมความสัมพันธ์ของเกษตรกรในเครือข่าย ให้ได้รู้จักกันและเกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง กิจกรรมจากตัวตน สู่เส้นทางการเติบโต แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิธีการบริหารจัดการเครื่องจักรในแต่ละพื้นที่ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ กิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการเครื่องจักรอย่างเป็นระบบ พร้อมวิธีการนำ KAS เกษตรครบวงจร มาใช้ควบคู่กับการปลูกพืช High Value Crop แนวทางต่อยอดการปลูกพืชสมัยใหม่ พืชมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และเป็นต้นแบบต่อไป กิจกรรมคูโบต้าฟาร์มทัวร์ สร้างประสบการณ์เรียนรู้ เปิดมุมมองเรียนรู้โลกการทำเกษตรสมัยใหม่ กิจกรรมวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการนำเสนอแผนงานประจำปีของแต่ละกลุ่ม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาและต่อยอดสู่การเป็นต้นแบบให้กับชุมชนเกษตรกรอื่นๆ ในอนาคต
📍 นายรุจฒิชัย ลีมีชัย ตัวแทนจากวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวตำบลหนองโดน จังหวัดสระบุรี เล่าว่า “อดีตสมาชิกในกลุ่มยังทำการเกษตรแบบกระจัดกระจาย ใช้วิธีทำนาแบบดั้งเดิมเนื่องจากไม่ค่อยได้เข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตร ทำให้ต้องพึ่งพาการจ้างงานจากภายนอกเป็นหลัก จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงเครื่องอัดฟางจากสยามคูโบต้า ส่งผลให้กลุ่มสามารถนำเครื่องจักรไปปรับใช้ในการทำการเกษตรและจัดการฟางข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยฟางที่ได้สามารถนำไปจำหน่ายให้ภาคปศุสัตว์หรือใช้คลุมดินในแปลงนา ช่วยลดการเผา และสร้างแนวทางการจัดการฟางข้าวร่วมกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เพิ่มเติมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกลุ่มยังมีการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบช่วยยกระดับการบริหารจัดการของกลุ่มให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การเข้าร่วมกิจกรรม Connect the Dots ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้แนวทางการพัฒนาและต่อยอดการทำงานของกลุ่มจากพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน”
👉 ด้าน นายสมโชค บุญวงศ์ ตัวแทนจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกพืชฤดูแล้งลุ่มน้ำปากพนัง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า “การได้เข้าร่วมโครงการช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเรื่องของการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ทำให้มีเวลามาวางแผนด้านการตลาดมากขึ้น การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการได้พบปะกับเครือข่ายเกษตรกร ได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละกลุ่มถนัด และนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาการทำเกษตรให้ดีขึ้น รวมถึงได้เรียนรู้นวัตกรรมและโซลูชันการเกษตรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่”
สยามคูโบต้าเชื่อมั่นว่า การเชื่อมโยงกันในครั้งนี้ จะช่วยเสริมและต่อยอดองค์ความรู้ทั้งจาก สยามคูโบต้า และระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในโครงการฯ นำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างชุมชนเกษตรกรที่เข้มแข็ง และการรวมตัวเป็น KUBOTA Community ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันภาคการเกษตรไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งของประเทศในอนาคต
     

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...