วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

🤝 โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดประชุมพันธมิตร ผนึกกำลังท่ามกลางความท้าทาย เน้นย้ำพันธกิจ “เติบโตไปด้วยกัน Grow Together”

โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดประชุมพันธมิตร ผนึกกำลังท่ามกลางความท้าทาย 
เน้นย้ำพันธกิจ “เติบโตไปด้วยกัน Grow Together”
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดงาน Supplier Conference ภายใต้คอนเซ็ปต์ Building Tomorrow’s Wholesale เชิญพันธมิตรทุกกลุ่มสินค้าทั้ง อาหารสด ผัก ผลไม้ อาหารแห้ง เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ กว่า 1,200 คน สานความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และแนวทางความร่วมมือประจำปี 2569 จาก มร.ริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์, นางซันนี่ ซิดิค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง และนางสาวสุทธินี เหล่าเราวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายซัพพลายเชน  พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ในการสร้างระบบนิเวศน์ที่แข็งแกร่ง เติบโตไปพร้อมกัน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง โดยมีคณะผู้บริหารของ โก โฮลเซลล์ อาทิ นายจิระศักดิ์ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาด ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น 
#GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม #Shohuay GO Plus

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

📢 สยามคูโบต้า เปิดเวที “KUBOTA Farmer Academy: Next Level” อัปสกิลเกษตรกรนิวเจน สู่การทำเกษตรแบบมืออาชีพ
กรุงเทพฯ 18 มีนาคม 2569 - บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดตัว “KUBOTA Farmer Academy : Next Level” หนุนคนรุ่นใหม่ก้าวสู่เส้นทางเกษตร เสริมความรู้ด้านการทำเกษตรสมัยใหม่ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรยุคใหม่ ด้วยหลักสูตรที่ผสานเทคโนโลยี AgriTech และแนวคิด Smart Farming เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้สามารถวางแผนและบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจเกษตร และร่วมขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดยโครงการ “KUBOTA Farmer Academy : Next Level” เปิดโอกาสให้คนทำงานประจำที่สนใจต่อยอดสู่อาชีพเกษตรกรรม เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาฟาร์มของตนเอง ตลอดจนผู้ที่สนใจเทคโนโลยีการเกษตร ที่มีอายุระหว่าง 30 – 55 ปี สมัครเข้าร่วมโครงการผ่านการกรอกใบสมัครออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก Siam Kubota โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์ของโครงการทั้งหมด 30 คน จะได้เข้าร่วมเรียนรู้หลักสูตรเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกรต้นแบบ ตลอดจนพัฒนาทักษะการวางแผนฟาร์ม การออกแบบโมเดลรายได้เฉพาะบุคคล และเทคนิคการเลือกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อยกระดับการทำเกษตรสู่การบริหารจัดการฟาร์มอย่างมืออาชีพ พร้อมสัมผัสนวัตกรรมเกษตรครบวงจรในพื้นที่ฟาร์มสร้างประสบการณ์เกษตรสมัยใหม่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 18 – 20 มิถุนายน 2569 ณ คูโบต้าฟาร์ม จังหวัดชลบุรี

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและกรอกใบสมัครเข้าร่วมหลักสูตรได้ทางเฟซบุ๊ก Siam Kubota และ Kubota Farmer Academy

###

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

"สยามคูโบต้า"

สยามคูโบต้า เร่งเครื่องสู่ Global Major Brand ดันไทยขึ้นแท่นฮับโซลูชันการเกษตรแห่งอาเซียน
กรุงเทพฯ 16 มีนาคม 2569 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดย นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (กลาง) นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส (ซ้าย) และ นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ (ขวา) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 สู่การเป็น “Global Major Brand” ผ่านการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโซลูชันการเกษตรครบวงจรแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ ตลอดจนเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรแห่งอนาคต กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้
###

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ: บุคคลในภาพข่าวเรียงจากซ้ายไปขวา
1. นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
2. นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
3. นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย ตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

🌾 ต้นแบบการทำนาประณีต สู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด กำแพงเพชร
ท่ามกลางภาวะความผันผวนของราคาข้าวที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ได้สร้างโมเดลใหม่ให้วงการข้าวไทย โดยยกระดับศักยภาพภาคการผลิตปรับเปลี่ยนจากระบบการผลิตแบบดั้งเดิม สู่การทำนามูลค่าสูงแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตที่มีความแม่นยำ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ตลอดจนการพัฒนาช่องทางและกลยุทธ์ทางการตลาด ภายใต้การสนับสนุนและกำกับดูแลเชิงวิชาการ จากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นาประณีตแบบแม่นยำ ลดเคมี ฟื้นธรรมชาติ นายทฤษฏี เพชรมะลิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด ตำบลหนองไม้กอง อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า เกษตรกรในกลุ่มใช้ระบบ “นาประณีตแบบแม่นยำ” เน้นการปักดำทุกแปลง และควบคุมวัชพืชด้วยระดับน้ำ เพื่อลดการใช้สารเคมี พร้อมฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
โดยกรมการข้าวทำหน้าที่เป็นหน่วยงานพี่เลี้ยงในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าวอินทรีย์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามหลัก “ซื่อสัตย์ ยุติธรรม สะอาด และปลอดภัย” ส่งผลให้กลุ่มสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิต จนก้าวสู่การเป็นแหล่งผลิตข้าวโภชนาการสูงที่สำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร โดยเฉพาะพันธุ์ “ข้าวทับทิมชุมแพ” และ “ข้าวมะลินิลสุรินทร์”
 
รวมพลังเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งจากภายใน ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกประมาณ 66 คน มีการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในโครงการนาแปลงใหญ่ ซึ่งจุดเด่นสำคัญของกลุ่ม คือระบบบริหารจัดการที่เป็นธรรม โดยกลุ่มมีการประกันราคาข้าวให้สมาชิกในราคาสูง เพื่อกระตุ้นการรักษาคุณภาพ ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งและความร่วมมือในชุมชน เพิ่มมูลค่าข้าวไทย จากนา สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ด้าน นางวิทิตตา เพชรมะลิ ผู้ประสานงานด้านการตลาดของกลุ่ม ระบุว่า ความสำเร็จของกลุ่มเกิดจากการพัฒนาทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นมาตรฐานการผลิต เช่น โรงงานต้องผ่าน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างงานให้กับชุมชนไปพร้อมกัน สำหรับด้านการตลาดทางกลุ่ม ให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่ต้องออกมารองรับผลิตภัณฑ์ เพื่อยืนยันคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เด่น ได้แก่ ข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ และน้ำมันรำข้าว ซึ่งตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการอาหารฟังก์ชันนอลที่มีสารอาหารสูง นอกจากนี้ทางกลุ่มยังได้พัฒนาต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่น อาทิ น้ำมันรำข้าวทับทิมชุมแพ น้ำมันรำข้าวมะลินิลสุรินทร์ สบู่สครับจากแกลบข้าวทับทิมชุมแพ และครีมกันแดดจากน้ำมันรำข้าว เป็นต้น 

โมเดลรอดวิกฤต ด้วยการแปรรูปและตลาดเฉพาะกลุ่ม แม้ว่ากลุ่มจะต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา แต่กลุ่มยังคงสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง โดยมุ่งเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า การพัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ตลอดจนการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายและงานแสดงสินค้า รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
นางวิทิตตา ยังฝากถึงเกษตรกรว่า การเปิดรับการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ กรมการข้าว เกษตรกรจำเป็นต้องพัฒนาตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรยกระดับจากการขายผลผลิตดิบ สู่การสร้างแบรนด์และรายได้ที่ยั่งยืน และหากท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ของทางกลุ่มสามารถติดต่อมาได้ที่ เพจวิสาหกิจชุมชน แปลงนาสะอาดจังหวัดกำแพงเพชร

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

🇹🇭🤝🇯🇵 กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังภาคเอกชนไทย–ญี่ปุ่น เยือน บ.สุริยนกรีนฟาร์ม นำร่องปลูกกล้วยหอมทองกว่า 100 ไร่ ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ

🇹🇭🤝🇯🇵 กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังภาคเอกชนไทย–ญี่ปุ่น เยือน บ.สุริยนกรีนฟาร์ม นำร่องปลูกกล้วยหอมทองกว่า 100 ไร่ ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ พร้อมสร้างล้งรวบรวมผลผลิตมาตรฐานส่งออก
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน ร่วมกับ คุณพิมใจ มัตสึโมโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีแอนด์เอฟ เทคโน จำกัด  และ บริษัท Bay Commerce Co.,Ltd. 
ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตร จากเมืองโยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น ลงพื้นที่ไปยัง บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เพื่อดูความพร้อมแปลงปลูกกล้วยหอมทอง และจุดที่ใช้สำหรับรวบรวมผลผลิตเพื่อการส่งออก โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพผลผลิต มาตรฐานการเพาะปลูก และศักยภาพของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยทางอาหาร และระบบตรวจสอบย้อนกลับ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน ยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดทั้งใน และต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมเกิดการรวมกลุ่มกันปลูก เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตที่เพียงพอต่อรอบการจัดส่ง ตลอดจนผลักดันให้ผลผลิตทางการเกษตรมีมาตรฐาน ตรงตามที่ตลาดผู้รับซื้อต้องการ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องต่อไป
คุณพิมใจ มัตสึโมโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีแอนด์เอฟ เทคโน จำกัด ผู้ที่ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการจัดหากล้วยหอมทองจากเมืองไทยส่งไปญี่ปุ่นเพื่อให้ได้ตามโควต้าภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ปริมาณ 8,000 ตัน/ปี ซึ่งปัจจุบันยังคงทำได้เพียง 3,000 ตัน/ปี ยังขาดอีก 5,000 ตัน โดยคาดการณ์ว่าจะต้องรวบรวมผลผลิตส่งให้ครบเต็มจำนวนโควต้าภายในเดือนเมษายน ปี 2570 นี้
 ดังนั้นกรรมการผู้จัดการ บ.พีแอนด์เอฟ จึงได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าของการรวบรวม และคุณภาพของผลผลิตให้ตรงตามมาตรฐานการส่งออกอย่างใกล้ชิดของสมาชิกที่ได้เข้าร่วมโครงการ ในพื้นที่  อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา
กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน และคุณพิมใจ มัตสึโมโต พร้อมคณะได้เดินทางไปยัง บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่จะเป็นแหล่งผลิต และเป็นแหล่ง (ล้ง) รวบรวมผลผลิต พร้อมทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้รายละเอียดและหลักเกณฑ์ในการปลูกเพื่อส่งออก
ด้าน นายคาตาโอกะ ทาคายูกิ ตัวแทนจาก บริษัท Bay Commerce Co.,Ltd. ผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าเกษตร จากเมืองโยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้มีโอกาสเดินทางจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยหลายครั้ง เพื่อดูแปลงปลูกกล้วยในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กล้วยหอมทอง กล้วยหอมเขียว และกล้วยไข่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กล้วยหอมทองจากประเทศไทยเป็นที่นิยมสูงในตลาดญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการผลไม้เกรดพรีเมียม เนื่องจากมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน และเนื้อเหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์ แม้ญี่ปุ่นจะนำเข้ากล้วยกว่า 1 ล้านตันต่อปี แต่กล้วยไทยมีจุดเด่นเรื่องรสชาติที่ต่างจากสายพันธุ์ทั่วไป ทำให้เป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง และได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นการมาเยื่อนประเทศไทย และได้ลงแปลงดูกระบวนการผลิตตั้งแต่ปลูกไปจนถึงขั้นตอนการบบรจุพร้อมส่งนั้น ทำให้ได้เกิดความใกล้ชิดกับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น และยังได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สำหรับกระบวนการผลิตตั้งแต่การปลูกจนถึงขั้นตอนการจัดการผลผลิตที่พร้อมส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นเพื่อให้ได้ตรงตามมารฐานอีกด้วย
นายภาสวิชญ์ ภูมิรัตนประพิณ หรือ ตะวัน เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 27 ปี ผู้บริหาร บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด และเจ้าของแปลงปลูกกล้วยหอมทองกว่า 100 ไร่ ซึ่งในอนาคตยังมีแผนที่จะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายการปลูกเชิงอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งทางด้านพื้นที่ กำลังทุน เครื่องจักรกลทางการเกษตร และทีมดูแลที่มีประสบการณ์ในการทำเกษตร รวมไปถึงทีมวิศวกรที่จะดูแลเรื่องระบบน้ำ ระบบไฟ ตลอดจนระบบที่จำเป็นตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกไปถึงกระบวนการคัดบรรจุเตรียมส่งออก 
“พื้นที่แปลงปลูกของเรามีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 300-500 เมตร สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมซ้ำซาก สภาพภูมิอากาศเหมาะสม นอกจากนี้เรายังขุดสระกักเก็บน้ำ (บ่อพักน้ำบาดาล) ไว้ใช้ภายในสวนอย่างเพียงพอ และระบบน้ำบาดาล-โซลาร์เซลล์คุณภาพหลายจุดพร้อมระบบไฟฟ้าพร้อมใช้งาน ถือได้ว่าเราค่อนข้างที่จะมีความพร้อมในทุกด้าน จึงตั้งใจที่จะลงมือทำนำร่องไปก่อน เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ที่แปลงปลูกกล้วยหอมของเรา เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการลงมือปลูก อีกหนึ่งสิ่งที่ทางเราเสริมความมั่นใจมากขึ้นคือ การสร้างล้งรวบรวมผลผลิต ซึ่งเป็นล้งที่สร้างขึ้นตามมารฐานของทางตลาดญี่ปุ่น เพราะเรามีความตั้งใจจะปลูกเพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นเราจึงพร้อมที่ปรับรูปแบบให้ตรงกับมาตรฐานของผู้ซื้อ”
นางสาวจริยา ภูมิรัตนประพิณ หรือ บุญนี่ หนึ่งในผู้บริหาร บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด เผยว่านอกจากความพร้อมในด้านพื้นที่ และการจัดการแปลงปลูกรวมไปถึงล้งรวบรวมผลผลิต และตลาดรองรับผลผลิตอย่างการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้มองไปถึงตลาดภายในประเทศเพื่อรองรับผลผลิตที่ตกเกรณ์การส่งออก รวมไปถึงการนำกล้วยหอมทองที่ตกเกรดมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งเป็นการเปิดตลาดอีกช่องทางหนึ่ง
“ตอนนี้เราได้นำกล้วยหอมทองที่ตกเกรดมาทดลองแปรรูปแบบต่าง ๆ ดูบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอมทองอบแห้ง กล้วยชุบช็อกโกแลต กล้วยหนึบอัลมอนด์ รวมไปถึงการออกแบบโลโก้ และบรรจุภัณฑ์ไว้ด้วย เราพยายามที่จะเพิ่มมูลค่า และกระจายผลผลิตทุกเกรดไปยังตลาดต่าง ๆ มากขึ้นโดยที่ไม่ได้พึ่งการส่งออกเพี่ยงอย่างเดียว”
อย่างไรก็ตามแม้ผู้บริโภค และตลาดญี่ปุ่นจะเปิดรับเพียงใด แต่ปัจจุบันประเทศไทยเรายังไม่สามารถผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นได้เต็มจำนวนภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนจึงได้ลงพื้นที่เพื่อเร่งส่งเสริมผลักดันในเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เหมาะสมเกิดการร่วมกลุ่มและผลิต ทั้งนี้นอกจะช่วยรักษาโคต้าการส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่นแล้ว ยังเป็นการผลักดันสินค้าเกษตรไทยไปยังตลาดต่างประเทศด้วย./

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

🔊 มกอช. จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เตรียมจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัลฉบับใหม่ ระยะ 5 ปี
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัลของ มกอช. โดยมี นางกาญจนา แดงรุ่งเรือง รองเลขาธิการ มกอช. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน  ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น นาดา ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร
รองเลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า มกอช. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร มีภารกิจสำคัญในการกำหนด ตรวจสอบ รับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการแก้ไขปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ (Automation) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ตลอดจนการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการให้บริการภาครัฐให้ทันสมัย รวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการและประชาชน
ทั้งนี้ การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเปิดโอกาสให้บุคลากรจากทุกหน่วยงานได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อจัดทำร่างแผนปฏิบัติการดิจิทัลฉบับใหม่ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ให้มีความครอบคลุม เชื่อมโยงการทำงานอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับองค์กรสู่การเป็นหน่วยงานดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบต่อไป.

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เชิญร่วมงานสัมมนา HIGH-VALUE AGRI FUTURE : กาแฟ–โกโก้–วานิลลา พิชิตตลาดโลก
ครั้งนี้ยกระดับเนื้อหา “ลึกกว่า เข้มข้นกว่า” ทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงพูดถึงเทรนด์ แต่เจาะถึงหัวใจของการเพิ่มมูลค่า ตั้งแต่การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวระดับมืออาชีพ การพัฒนากาแฟสู่ Specialty Coffee การเข้าใจศาสตร์การหมักโกโก้ซึ่งกำหนดทั้งรสชาติและราคา ไปจนถึงกระบวนการบ่มวานิลลาอย่างถูกต้อง ที่สามารถต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเต็มรูปแบบ
⭐️ ผู้ที่เคยร่วมงานมาก่อน ครั้งนี้ไม่ควรพลาด
🔴 ก้าวข้ามการปลูกแบบเดิม สู่การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเป็นระบบ
🟢 ยกระดับกาแฟสู่มาตรฐาน Specialty
🟢 เจาะลึกกระบวนการหมักโกโก้ ตัวแปรสำคัญของคุณภาพ
🟢 เรียนรู้ศาสตร์การบ่มวานิลลา เพิ่มมูลค่าอย่างมืออาชีพ

ช่วงเช้า (10.30–12.00 น.) พบกิจกรรม “Taste ให้รู้ ดูให้ลึก” ภายใต้แนวคิด Sip-Scent & Connect เปิดประสาทสัมผัสผ่านการดม ชิม และประเมินคุณภาพวัตถุดิบจริง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับวิทยากรอย่างใกล้ชิด

ช่วงบ่าย (13.00–17.00 น.) เข้าสู่สัมมนาแบบเจาะลึก ตอบทุก Pain Point ตั้งแต่ “ปลูกแล้วขายที่ไหน” ไปจนถึง “ทำอย่างไรให้ได้ราคาสูงและยั่งยืน” รวมคำตอบเชิงระบบครบในที่เดียว

📅 27 กุมภาพันธ์ 2569
⏰ 10.30–17.00 น.
📍 ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
🚆 เดินทางสะดวก รถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีวัดเสมียนนารี

🎟 บัตรราคา 399 บาท
โทร. 02-589-0020 ต่อ 2335
Inbox เพจ “เทคโนโลยีชาวบ้าน”
ลงทะเบียน: https://forms.gle/GRUaaQhZquGDH51YA

สำหรับผู้ที่มองเห็นอนาคตเกษตรไทยไกลกว่าการขายผลผลิตดิบ งานนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนจาก “ผลผลิตในสวน” สู่ “มูลค่าทางธุรกิจ” อย่างแท้จริง

#HIGHVALUEAGRIFUTURE2026 #เกษตรมูลค่าสูง #พืชมูลค่าสูง #กาแฟ #โกโก้ #วานิลลา #พลิกโฉมเกษตรกรไทย #เกษตรยุคใหม่ #สัมมนาการเกษตร

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER)    
ผ่านการขึ้นทะเบียนโครงการจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นโครงการที่ 3 
 👉 นายเกรียงไกร วัฒนาสว่าง  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด  ​ธุรกิจพืชครบวงจรข้างขนส่งและบริการ​   เครือเจริญโภคภัณฑ์​   เปิดเผยภายหลังจากการที่ คณะกรรมการฯ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มีมติเห็นชอบให้ขึ้นทะเบียน 
🌿“โครงการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครพนม (The Capturing and Reducing Greenhouse Gas Emissions Project in Rubber Plantations, Charoen Pokphand Agriculture Company Limited, Uthai thani and Nakhonphanom Province.)” ตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER)  ประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร (FOR&AGI)
📍  ซึ่งล่าสุดได้ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการที่​ 3 ที่ได้ดำเนินโครงการในพื้นที่เกษตรกรจำนวน 3,409.35 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 14,543 tCO2eq/year  ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (20 มิถุนายน 2568  - 19 มิถุนายน 2575) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 101,801 tCO2eq
(ตันคาร์บอนไดออกไซด์หรือเทียบเท่า)​
📌 โดยที่ผ่านมาจากนโยบายคุณประสิทธิ์ ดำรงชิตานนท์ รองประธานกรรมการ ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ  ได้ให้การสนับสนุนธุรกิจยางพาราครบวงจร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด ร่วมมือกับธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด และสำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ดำเนินโครงการฯดังกล่าว​ของธุรกิจฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคมในการลดผลกระทบจากการเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในปัจจุบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2030   และคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์  (Net Zero) ในปี 2050   ตามเป้าหมายเครือเจริญโภคภัณฑ์​นั้น​
   ที่ผ่านมา​บริษัทเจริญโภคภัณฑ์การเกษตร​ ดำเนินโครงการดังกล่าวในเริ่มตั้งแต่ปี​  25567-2568   จำนวน​  3 โครงการ  รวมพื้นที่​   7,774.25 ไร่ คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้รวม 33,207 tCO2eq/year. ประกอบด้วย
(tree)โครงการที่ 1
โครงการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดเลย  พื้นที่ 3,400.35 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 14,535 tCO2eq/year ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (5 เมษายน 2567 - 4 เมษายน 2574) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 101,745 tCO2eq
(tree)โครงการที่ 2
โครงการการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดเลย โครงการ 1/2568​พื้นที่​  964.55 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 4,129 tCO2eq/year ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (6 พฤษภาคม 2568  - 5 พฤษภาคม 2575) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 28,903 tCO2eq

 🔁 และล่าสุด(tree)โครงการที่ 
 3 โครงการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครพนม
พื้นที่​  3,409.35 ไร่  มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลด/กักเก็บได้ 14,543 tCO2eq/year ระยะเวลาคิดเครดิตของโครงการ 7 ปี (20 มิถุนายน 2568  - 19 มิถุนายน 2575) คาดการณ์คาร์บอนเครดิต 7 ปี รวม 101,801 tCO2eq

(tree)สำหรับปี​  2569 ธุรกิจยางพาราครบวงจร บริษัทเจริญโภคภัณฑ์การเกษตรจำกัด มีเป้าหมายร่วมกับ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ขยายผลการดำเนินโครงการฯ​ ในพื้นที่เป้าหมาย​ของเกษตรกรเครือข่าย​  พื้นที่​ 10,000 ไร่  และในอนาคตธุรกิจคาร์บอนเครดิต​มีเป้าหมาย​ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย​(กยท.) เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวในพื้นที่ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทยต่อไป

    นอกจากนี้นายเกรียงไกรกล่าวเพิ่มเติมว่า​ ที่ผ่านมาธุรกิจยางพาราครบวงจร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด ได้ดำเนินงาน​ธุรกิจยางพาราในรูปแบบครบวงจร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559  โดยบริษัทฯ เล็งเห็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( Climate  Change) เกิดสภาวะโลกร้อนไปทั่วโลกศักยภาพด้านการดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของต้นยางพารา นอกเหนือจากการผลิตยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา โดยศักยภาพดังกล่าวถือเป็นผลพลอยได้นำมาใช้ประโยชน์สามารถสร้างรายได้เสริมเพิ่มจากอาชีพหลักเกิดความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา  โดยบริษัทฯเป็นผู้ดำเนินการโครงการ​  และการลงทุนทั้งหมดให้กับเกษตรกรจนถึงผ่านการขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และแบ่งปันผลประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิตให้เกษตรกรตามเงื่อนไขข้อตกลง

    นอกจากนี้บริษัทฯได้มีเป้าหมายที่จะพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นระบบครบวงจรเพื่อให้เกิดรายได้ที่ดีเกิดความยั่งยืนแก่เกษตรกรสวนยางพาราในเครือข่ายของธุรกิจ  โดยให้ความสำคัญในการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยได้ดำเนินการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรที่ขายยางพาราให้แก่บริษัทฯ ว่ามีการครอบครองที่ดิน และกระบวนการผลิตถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจว่าผลผลิตจากสวนยางพาราที่นำส่งให้บริษัทฯไม่ได้บุกรุกทำลายป่า สามารถตรวจสอบย้นกลับ​ สอดคล้องกับมาตรฐาน​  European Union Deforestation Regulation (EUDR) กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ​และมาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC)สภาการจัดการป่าไม้การรับรอง (Certify)ผลิตภัณฑ์ไม้ กระดาษ และบรรจุภัณฑ์ ว่ามาจากป่าไม้ที่ได้รับการจัดการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

   นอกจากนี้ยังได้พัฒนาธุรกิจต้นน้ำเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ ให้มีรายได้เสริมจากอาชีพหลักจากการขายคาร์บอนเครดิตในสวนยางพารา  สอดคล้องตามหลัก 3 ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น​  เกษตรกรมีรายได้เสริมเพิ่มจากการขายคาร์บอนเครดิตจากอาชีพหลัก  ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจเกิดความยั่งยืน  ให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ​ สังคม และสิ่งแวดล้อม​ ในชุมชน​    ตามนโยบายและเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์​ในการก้าวสู่เป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality 2030) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions 2050) 

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

⚙️ “นโยบายไม่เผา”: เมื่อเครื่องจักรและความร่วมมือคือกุญแจสู่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทย

👉👉 มากกว่า นโยบายไม่เผา”: เมื่อเครื่องจักรและความร่วมมือคือกุญแจสู่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรไทย

เมื่อประเทศไทยก้าวพ้นฤดูหนาว ความกังวลที่คุ้นเคยก็กลับมาอีกครั้ง แม้อากาศที่เย็นลงอาจช่วยบรรเทามลพิษทางอากาศได้เพียงชั่วคราว แต่ระดับฝุ่น PM2.5 มักเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม และรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น นั่นคือการเผาตอซังพืชหลังการเก็บเกี่ยว

❤️‍🔥การพูดถึงปัญหาการเผาในภาคเกษตรมักมุ่งไปที่นโยบายไม่เผาที่ภาครัฐเป็นผู้นำ ซึ่งออกมาตรการควบคุมตามฤดูกาล และมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดระดับ PM2.5 แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบริหารจัดการคุณภาพอากาศในช่วงวิกฤตได้ในระดับหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และไม่เพียงพอในการผลักดันแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

🧯การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงจึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางที่กว้างกว่าการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการให้ความรู้แก่เกษตรกร ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจจากภาครัฐ และความร่วมมือจากภาคเอกชน จะสามารถช่วยสนับสนุนชุมชนเกษตรกรไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่แนวปฏิบัติทางเลือกได้อย่างมั่นใจ

เบื้องหลังการเผา: ทางเลือกที่เกษตรกรยังหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเผาในภาคเกษตรเป็นแนวปฏิบัติที่สืบทอดกันมายาวนาน ผ่านหลายชั่วอายุคน และฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของเกษตรกร ซึ่งสำหรับพวกเขาเหล่านั้น วิธีการนี้ยังคงเป็นวิธีเตรียมพื้นที่ที่ง่าย สะดวก คุ้นเคยและรวดเร็วที่สุด

เกษตรกรต้องทำงานภายใต้ช่วงเวลาการเพาะปลูกที่จำกัดหลังการเก็บเกี่ยว ดังนั้นพื้นที่จึงจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพืชที่จะปลูกเป็นลำดับถัดไป การกำจัดเศษซากพืชด้วยแรงงานคนก็มักใช้เวลามาก สิ้นเปลืองแรงงาน และมีต้นทุนสูง จึงอาจกล่าวได้ว่าในบริบทเช่นนี้ การเผาจึงแทบไม่ใช่การละเลยต่อสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติที่เกิดจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นข้อจำกัดที่แท้จริงในการทำการเกษตรนั่นเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แรงจูงใจหรือบทลงโทษในระยะสั้น แม้จะช่วยลดการเผาได้ชั่วคราว แต่แทบไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืน จึงอาจกล่าวได้ว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงจำเป็นต้องมีทางเลือกที่เหมาะสมในเชิงปฏิบัติ มีต้นทุนที่เข้าถึงได้ และสอดคล้องกับสภาพการทำงานจริงของเกษตรกร เราจึงจำเป็นต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้การเผาไม่เพียงเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ แต่กลายเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าและไม่เหมาะสมที่สุดอีกต่อไป

ทางออกที่เป็นไปได้ เมื่อไม่จำเป็นต้องเผา

เครื่องจักรทางการเกษตร เช่น เครื่องอัดฟาง (baler) เครื่องย่อยเศษพืช (mulcher) และเครื่องพรวนดิน (cultivator) เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้และพร้อมใช้งานในการลดการเผาในที่โล่ง แทนที่จะทำลายเศษซากพืช เครื่องจักรเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการเศษวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยและไถกลบกลับคืนสู่ดินเพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินและเพิ่มอินทรียวัตถุ หรือการอัดฟางเพื่อนำไปใช้ซ้ำเป็นอาหารและวัสดุรองพื้นสำหรับงานไร่ปศุสัตว์ นอกเหนือจากประโยชน์ภายในแปลงแล้ว เศษวัสดุทางการเกษตรยังสามารถสร้างรายได้เสริม โดยสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลหรือประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่น ๆได้อีกด้วย

เมื่อการจัดการเศษซากพืชอย่างเหมาะสมถูกผนวกเข้ากับกระบวนการทำเกษตรตามปกติแล้ว ภาพจำที่เคยมองว่าเป็นภาระเพิ่มเติมจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้มีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีเอง เพราะเกษตรกรมีแนวโน้มที่จะปรับใช้แนวปฏิบัติที่ไม่เผามากขึ้น และเมื่อทางเลือกเหล่านั้นสอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานจริง มันก็เลยจะลดความยุ่งยากในการดำเนินงาน และให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

ความสำคัญของการเข้าถึงเครื่องมือและทรัพยากร

การเข้าถึงเครื่องจักรสมัยใหม่ยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญ เกษตรกรจำนวนมากตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการเผาพืชผลทางการเกษตร แต่ยังขาดศักยภาพในการลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์จัดการเศษซากพืชด้วยตนเอง

 

ในบริบทนี้ รูปแบบการให้ยืมเครื่องจักรและการใช้ร่วมกันจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ยกตัวอย่างเช่นในจังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี และนครสวรรค์ ระบบการใช้เครื่องจักรร่วมที่ได้รับการสนับสนุนผ่านความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน กำลังช่วยให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาได้ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการเป็นเจ้าของเครื่องจักรทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว

ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการเหล่านี้ นิว ฮอลแลนด์ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนรถแทรกเตอร์ เครื่องอัดฟาง และเครื่องย่อยเศษพืช ผ่านโครงการใช้เครื่องจักรร่วมและการให้ยืมเครื่องจักร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่จำเป็น ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน และเร่งการนำไปใช้งานในวงกว้างให้ได้มากขึ้น

ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้สนับสนุนโครงการเหล่านี้ ผ่านการจัดหาเครื่องจักร เทคโนโลยี การฝึกอบรม และรูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสม ดั่งเช่นนี้เอง บริษัทเอกชนสามารถช่วยแปลงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง และสอดคล้องกับบริบทการทำงานของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่

จากมาตรการตามฤดูกาล สู่ทางออกระยะยาว

การแก้ไขปัญหาการเผาในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในเครื่องมือและแนวปฏิบัติที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการผลิต ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนโยบายไม่เผาจะเกิดประสิทธิผลสูงสุดก็ต่อเมื่อดำเนินควบคู่ไปกับทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพการทำเกษตรจริง และเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกทำให้เข้าถึงได้ เกษตรกรจะมีศักยภาพในการทำงานได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง ช่วยยกระดับการทำเกษตรในทุกฤดูกาล พวกเขาสามารถจัดการเศษซากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสุขภาพของดิน และคงไว้ซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเผาพืชผลทางการเกษตรอีกต่อไป

ขวัญจิตร เนตรประภา ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด ประจำประเทศไทย นิว ฮอลแลนด์

 

🏆มก. มอบรางวัลการประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบเกษตร ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569
👉 ดร ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบเกษตร หัวข้อ “นวัตกรรมเกษตร สืบสานพระราชปณิธาน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ภายในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานจอดรถ อาคารคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนี้ 
ประเภทบุคคลทั่วไป 
🎖️ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และใบประกาศเกียรติคุณ 
ไร่นา อีวี:รถไฟฟ้าอเนกประสงค์เพื่อการเกษตร เจ้าของผลงาน นางถวิดา มณีวรรณ์ นายพงศกร พลจันทร์ขจร นายณัฐธนาวุฒิ สุขดี และนายณชพล โพธิแท่น รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 รับเงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ 
🌾 เครื่องนวัตกรรมลดความชื้นและเก็บรักษาข้าวเปลือก เจ้าของผลงาน รศ.ดร.วีรชัย ชัยวรพฤกษ์ รศ.ดร.สุดาทิพย์ แซ่ตั้น รศ.ดร.ดำรงวุฒิ อ่อนวิมล นายธีรภัทร์ ทั่งทอง 
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 รับเงินรางวัล  5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
รถตัดหญ้าบังคับรีโมท+ขับเคลื่อนอัตโนมัติ GPS-RTK เจ้าของผลงาน นายสมภัทร แพรกนกแก้ว นายวารุส โดงกูล นายอานาซ สาแม นายนนทนัน สมมาตร และนายเจษฎา บ่อทรัพ 
รางวัลชมเชย 3 รางวัล รับใบประกาศเกียรติคุณ
Line Chatbot ตรวจสอบโรคและสอบถามปัญหาเกี่ยวกับการปลูกพริก เจ้าของผลงาน นายธนกร พรมโคตรค้า นายณภัทร ทองเสน ผศ.ประณต มณีอินทร์ ดร.อาทิตย์ พงษ์ทิพย์ นางสาวนภัสสร แน่โนนไทย
ชุดอุปกรณ์ตรวจคุณภาพสีไข่ไก่ เจ้าของผลงาน นายอนุพงษ์ เปลี่ยนไธสง
อุปกรณ์จานยึดใบมีดชนิดเก็บซ่อนน็อต สำหรับรถตัดหญ้า เจ้าของผลงาน นายจรัญ เกิดแก้ว
🤖 ประเภทระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอุดมศึกษา 
รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 8,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
เรือให้อาหารกุ้งบังคับด้วยสัญญาณวิทยุ เจ้าของผลงาน นายวสุรัตน์ จันทร์นาคา นายธันยพงศ์ ดอนสุวรรณ์
🔊 นายโกมล น่วมปฐม นายสรรพวัต โมตันตะสุทธ์ และนายอนัลตโชค ศรีคํา
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
เครื่องรดน้ำและให้ปุ๋ยพกพา "ชุดเดียวจบ" เจ้าของผลงาน นายพลพล สุขแสง และนายสุวิชชา แช่มเจริญพร
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 เงินรางวัล  3,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ
รถเข็นยกและขนย้ายผลผลิตหนักขึ้นรถอย่างปลอดภัย เจ้าของผลงาน นายธนวัฒน์ ม่านทอง และนายศุภดิษฐ์ สามฉิมโฉม
รางวัลชมเชย 2 รางวัล รับใบประกาศเกียรติคุณ
โครงการพาลันเทียร์ (Project Palantir): ระบบวิเคราะห์ดัชนีพืชพรรณด้วยข้อมูลดาวเทียม เจ้าของผลงาน นายณัฎฐกฤต นามสูงเนิน นายภัคพล สิงห์ศร และนายกฤตภพ รอดเล็ก
หุ่นยนต์ฉีดพ่นสารเคมีบังคับ ด้วยสัญญาณวิทยุ เจ้าของผลงาน นายณัฎฐ์นันธ์ อรรถชิตวาทิน นายชยพัทธ์ ไทรท้วม นายกวิล ทสดี นายเตชินท์ ชาวนาห้วยตะโก และนายธีรภัทร แซ่มขลิบ
🎖️รางวัลยอดนิยม (Popular Vote) 1 รางวัล รับใบประกาศเกียรติคุณ 
ตู้เร่งการเจริญเติบโตของเชื้อราไตรโคเดอร์มา เจ้าของผลงาน นายธรณินทร์ คำศรีพล นางสาวสิโรชินี เมษา อาจารย์ที่ปรึกษา นายชัยวัฒน์ โกษาแสง นายสมเจตน์ คำทะเนตร นางชัญญมณ เหลาแหลม นางนลินี ทองรุณ
การประกวดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบเกษตร จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถประยุกต์ใช้จริงในภาคการเกษตรไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน จัดโดยภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

🔊 สยามคูโบต้า สานต่อโครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ”
จัดกิจกรรม “Connect the Dots” เชื่อมองค์ความรู้เกษตรกรทั่วประเทศ
ยกระดับสู่ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
📈 กรุงเทพฯ 2 กุมภาพันธ์ 2569 - บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าสานต่อโครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” จัดกิจกรรม Connect the Dots เปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรในโครงการ ร่วมแชร์ความสำเร็จ (Key Success) และประสบการณ์ในการทำการเกษตร เชื่อมโยงองค์ความรู้และเครือข่าย พร้อมช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้และต่อยอดในชุมชนของตนเองสู่ชุมชนที่เข้มแข็งและความยั่งยืนของภาคการเกษตรไทย
💺 นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าเดินหน้าสานต่อโครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” ภายใต้นโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Goals) โดยให้ความสำคัญกับการทำเกษตรบนพื้นฐานของความยั่งยืน และมุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเกษตรไทย  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมสร้างความรักและความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม
📌 ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้าได้ดำเนินการพัฒนาชุมชนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนนวัตกรรมและโซลูชันทางการเกษตร การเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกร 
การพัฒนาองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเติบโตและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรได้อย่างมั่นคง
🚜 หนึ่งในโครงการสำคัญที่เห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ โครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” ซึ่งเกิดจากนโยบายในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล โดยสยามคูโบต้ามีบทบาทในการส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เครื่องจักรร่วมกันในรูปแบบ Machinery Pool เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้สยามคูโบต้าได้ส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์การเกษตรไปแล้วใน 62 จังหวัด รวม 312 กลุ่มทั่วประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงการใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตรมากกว่า 16,000 คน ซึ่งครอบคลุมการเพาะปลูกในพืชที่หลากหลาย สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้น 10% สะท้อนถึงศักยภาพของโครงการในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร 
📈 สยามคูโบต้าจึงได้ต่อยอดแนวคิดการพัฒนาในระดับกลุ่มสู่การเชื่อมโยงระหว่างชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรม “Connect the Dots” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เปิดพื้นที่ให้วิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายที่
สยามคูโบต้าดูแลทั่วประเทศได้มาพบกันเพื่อ แชร์ ความสำเร็จ (Key Success) และบทเรียนจากประสบการณ์การทำเกษตรจริง เชื่อม องค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายเกษตรกรจากหลากหลายพื้นที่ และ ช่วยยกระดับศักยภาพเกษตรกรอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และชุมชนของตนเอง เพื่อให้แต่ละกลุ่มสามารถเดินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
📌 โดยมีกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ กิจกรรม Connect Together เชื่อมความสัมพันธ์ของเกษตรกรในเครือข่าย ให้ได้รู้จักกันและเกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง กิจกรรมจากตัวตน สู่เส้นทางการเติบโต แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิธีการบริหารจัดการเครื่องจักรในแต่ละพื้นที่ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ กิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการเครื่องจักรอย่างเป็นระบบ พร้อมวิธีการนำ KAS เกษตรครบวงจร มาใช้ควบคู่กับการปลูกพืช High Value Crop แนวทางต่อยอดการปลูกพืชสมัยใหม่ พืชมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และเป็นต้นแบบต่อไป กิจกรรมคูโบต้าฟาร์มทัวร์ สร้างประสบการณ์เรียนรู้ เปิดมุมมองเรียนรู้โลกการทำเกษตรสมัยใหม่ กิจกรรมวางแผนการเงินและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการนำเสนอแผนงานประจำปีของแต่ละกลุ่ม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาและต่อยอดสู่การเป็นต้นแบบให้กับชุมชนเกษตรกรอื่นๆ ในอนาคต
📍 นายรุจฒิชัย ลีมีชัย ตัวแทนจากวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวตำบลหนองโดน จังหวัดสระบุรี เล่าว่า “อดีตสมาชิกในกลุ่มยังทำการเกษตรแบบกระจัดกระจาย ใช้วิธีทำนาแบบดั้งเดิมเนื่องจากไม่ค่อยได้เข้าถึงเครื่องจักรกลการเกษตร ทำให้ต้องพึ่งพาการจ้างงานจากภายนอกเป็นหลัก จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนแทรกเตอร์พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงเครื่องอัดฟางจากสยามคูโบต้า ส่งผลให้กลุ่มสามารถนำเครื่องจักรไปปรับใช้ในการทำการเกษตรและจัดการฟางข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยฟางที่ได้สามารถนำไปจำหน่ายให้ภาคปศุสัตว์หรือใช้คลุมดินในแปลงนา ช่วยลดการเผา และสร้างแนวทางการจัดการฟางข้าวร่วมกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้เพิ่มเติมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกลุ่มยังมีการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบช่วยยกระดับการบริหารจัดการของกลุ่มให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การเข้าร่วมกิจกรรม Connect the Dots ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้แนวทางการพัฒนาและต่อยอดการทำงานของกลุ่มจากพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน”
👉 ด้าน นายสมโชค บุญวงศ์ ตัวแทนจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลูกพืชฤดูแล้งลุ่มน้ำปากพนัง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า “การได้เข้าร่วมโครงการช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเรื่องของการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ทำให้มีเวลามาวางแผนด้านการตลาดมากขึ้น การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการได้พบปะกับเครือข่ายเกษตรกร ได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละกลุ่มถนัด และนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาการทำเกษตรให้ดีขึ้น รวมถึงได้เรียนรู้นวัตกรรมและโซลูชันการเกษตรที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่”
สยามคูโบต้าเชื่อมั่นว่า การเชื่อมโยงกันในครั้งนี้ จะช่วยเสริมและต่อยอดองค์ความรู้ทั้งจาก สยามคูโบต้า และระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในโครงการฯ นำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างชุมชนเกษตรกรที่เข้มแข็ง และการรวมตัวเป็น KUBOTA Community ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันภาคการเกษตรไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งของประเทศในอนาคต
     

🤝 โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดประชุมพันธมิตร ผนึกกำลังท่ามกลางความท้าทาย เน้นย้ำพันธกิจ “เติบโตไปด้วยกัน Grow Together”

โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดประชุมพันธมิตร ผนึกกำลังท่ามกลางความท้าทาย  เน้นย้ำพันธกิจ “เติบโตไปด้วยกัน Grow Together” ...