วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568

📣 เข้าสู่ฤดูหนาว...เข้าสู่ฤดูฝุ่น ... ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือปีนี้ สาเหตุมาจากอะไรแน่!!?? ภาคเกษตรเป็นผู้ร้ายจริงหรือ????
สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ... ขอเชิญชวนชาวจังหวัดเชียงใหม่ และพี่น้องภาคเหนือ เข้าร่วมสัมมนาและแสดงความคิดเห็น ... “ฝุ่น PM 2.5  ภาคเกษตรสร้างปัญหาจริงหรือ? มาร่วมระดมสมองเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน”
⏰วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 8.30 – 16.00 น.
🏢ห้องอินทนิล อาคาร UNISERV มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนนิมมานเหมินท์
.
อยากชวนมาอัปเดตข้อมูลฝุ่น PM2.5 เพื่อเตรียมรับมือ พร้อมรับฟังแนวทางแก้ไขปัญหา และร่วมแสดงความคิดเห็น งานนี้สัมมนาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงลงทะเบียนเข้าฟังล่วงหน้า ผ่าน QR Code
.
#ภาคเช้า 09.00-12.00 น.
🔆หัวข้อ “สาเหตุ ปัญหา ผลกระทบของ PM 2.5 ในเขตภาคเหนือ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ ประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
🔆 หัวข้อ “PM 2.5 จากภาคเกษตร และแนวทางเปลี่ยนขยะทางการเกษตรให้กลายเป็นขยะทองคำ” โดย ดร.สุดเขต สกุลทอง  วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
🔆หัวข้อ “ฝุ่นจากไฟป่า...บทบาทของชุมชนและแนวทางการควบคุมไฟป่า” โดย นายเดโช ไชยทัพ ผู้อํานวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน
🔆หัวข้อ “นโยบายและแนวทางของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ” โดย 
นางลาวัณย์ อุ่นจัน หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช  สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่
.
#ภาคบ่าย 13.00-16.00 น.
🔆หัวข้อ “ข้อมูลจากดาวเทียมช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างไร”  โดย นางสาววรนุช  จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) - GISTDA 
🔆หัวข้อ “เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล คณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
🔆หัวข้อ “ความสำเร็จของชุมชนต้นแบบอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนแม่ปาน-สันเกี๋ยง โมเดล” โดย ดร.สมเกียรติ ชัยพิบูลย์ คณบดีคณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หัวหน้าโครงการธรรมชาติปลอดภัยแม่ปาน-สันเกี๋ยงโมเดล 
🔆หัวข้อ “นวัตกรรมสังคมมีบทบาทช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างไร” โดย ดร.สุนทร คุณชัยมัง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต  
.
>>> มาร่วมอัปเดตข้อมูลและแสดงความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน หรือติดตามการสัมมนาและแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางการถ่ายทอดสดผ่านเพจ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย- Fanpage 📌📌📌

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568

โก โฮลเซลล์ ชูสินค้าราคาพิเศษกว่า 25,000 รายการ เพื่อร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” 
หนุนลดต้นทุน เพิ่มรายได้ สร้างโอกาสธุรกิจรายย่อย 
 
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่มีความสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อผู้ประกอบการ ดำเนินงานภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผุดแคมเปญพิเศษขานรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ยกทัพสินค้าอาหารสด สินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 25,000 รายการ ช่วยร้านค้าลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”  ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ดันธุรกิจรายเล็กเติบโต ถึงสิ้นปี 2568 

สำหรับแคมเปญของ โก โฮลเซลล์ มุ่งเน้นเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าที่ลงทะเบียนกับโครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร กลุ่มโฮเรก้า ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ได้มีแหล่งซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าราคาพิเศษ ทั้ง วัตถุดิบอาหารสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล สินค้าอุปโภคบริโภค หมุนเวียนกันมาลดราคาทุก 2 สัปดาห์ พร้อมแจกคูปองส่วนลดสูงสุด 400 บาท ในทุก 2 สัปดาห์  และยังปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องอีกด้วย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://centralfoodwholesale.co.th/half-half-coupon)

ไม่เพียงเท่านั้น โก โฮลเซลล์ ยังช่วยโปรโมทให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ  โดยชวนลูกค้าผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเข้าร่วม มาร่วม “ฝากร้าน” ใต้ทุกโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่งบน Facebook GO WHOLESALE เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์สามารถค้นพบพิกัดร้านค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการโปรโมทร้านและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ได้รับความสนใจจากประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อยเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากผู้รับสิทธิ์ในภาคประชาชน จะเต็มทั้ง 20 ล้านสิทธิ์ โดยเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปแล้ว  ในส่วนร้านค้ารายย่อยที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการยังมีถึงกว่า 5.8 แสนราย  ซึ่งภาครัฐยังเปิดให้ร้านค้าร้านบริการสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ส่วนร้านอาหาร / เครื่องดื่มที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถเริ่มผูก Food Delivery Platform ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป 

#GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

ถอดรหัสวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ "ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า
บ้านพระแก้ว จ.ชัยนาท" 

ปั้นโมเดล Smart Farming ชูวิถีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำครบวงจร 
เสริมรายได้ทั้งปีด้วยพืชมาตรฐาน GAP หนุนเกษตรกรยิ้มได้ พร้อมช่วยโลกยั่งยืน
ทุกครั้งที่ฤดูฝนเวียนมา ทุ่งนาทั่วไทยถูกแต่งแต้มเป็นสีเขียวชอุ่มอีกครั้ง เกษตรกรนับล้านลงแรงหว่านเมล็ดพันธุ์ด้วยความหวังว่าจะขายข้าวได้ราคาดี มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างมั่นคง แต่ความเป็นจริงในทุกฤดูกาลแทบจะไม่แตกต่างกันมากนัก คนทำนายังต้องเผชิญกับต้นทุนสูง รายได้น้อยไม่แน่นอน ปัญหาการถูกกดราคา รวมถึงการทำนาแบบดั้งเดิมที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งอาจไม่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน 
ขณะเดียวกันวิธีการทำนาแบบดั้งเดิมที่ “ขังน้ำไว้ในแปลง” ตลอดฤดูกาล แม้จะช่วยควบคุมวัชพืชได้ดี แต่กลับทำให้ดินขาดออกซิเจน จุลินทรีย์จึงปล่อยก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาล กลายเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่เร่งภาวะโลกร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า
ทำให้เกิดคำถามว่า “เราจะปลูกข้าวอย่างไร ให้ได้ทั้งผลผลิต และความยั่งยืน” ซึ่งคำตอบนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า บ้านพระแก้ว จ.ชัยนาท ที่เข้ามายกระดับวิถีเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่าง AWD (นาเปียกสลับแห้ง), Zero Broadcast (ปลอดนาหว่าน) และ Zero Burn (ปลอดการเผา) เพื่อเปลี่ยนการทำนาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม บทความวันนี้จะขอพาทุกคนไปสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืน ของ 
“ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า บ้านพระแก้ว” โมเดลต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า “การทำนาไทย” สามารถเปลี่ยนจากการทำนาข้าวแบบดั่งเดิม ไปสู่การทำนาข้าวในรูปแบบใหม่ที่เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้มั่นคงและยังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง

สยามคูโบต้ากับเป้าหมายสู่การปลูกข้าวโลว์คาร์บอนครบวงจร
ภายใต้โจทย์ใหญ่เรื่องการผลิตข้าวอย่างไรให้เลี้ยงคนได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สยามคูโบต้ามองเห็นความจำเป็นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม และวางเป้าหมายระยะยาวสู่ KUBOTA NET ZERO EMISSION หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
โดย นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า  ก่อนจะกลายเป็นต้นแบบเกษตรคาร์บอนต่ำอย่างทุกวันนี้ ชาวบ้านพระแก้ว อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เคยเผชิญกับความท้าทายเช่นเดียวกันกับเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ  แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการเปิดรับแนวทางใหม่ๆ ทางการเกษตร วันนี้เกษตรกรไทยกำลังค่อย ๆ ก้าวสู่การทำเกษตรที่ยั่งยืนมากขึ้น ทั้งเพื่อความมั่นคงในอาชีพและคุณภาพชีวิตของครอบครัว
ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า บ้านพระแก้ว...โจทย์แห่งความท้าทายที่เปลี่ยนวิถีเกษตรแบบเดิม
ท่ามกลางโจทย์ท้าทายของภาคเกษตร กลุ่มเกษตรกรบ้านพระแก้วเริ่ม “ก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง” ในปี 2559 ด้วยการเข้าร่วม โครงการแปลงทดสอบปลูกข้าวด้วยรถดำนาคูโบต้า (Pilot Field) 
เพื่อทดลองเทคนิคการหยอดข้าวน้ำตมแบบใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก การทดลองครั้งนั้นไม่เพียงเปิด
โลกทัศน์ให้กับชาวนาในพื้นที่ แต่ยังทำให้เห็นศักยภาพของการใช้เทคโนยีการเกษตรมาช่วยพัฒนารูปแบบการทำนาในมิติใหม่ และต่อยอดไปสู่เกษตรปลอดนาหว่าน (Zero Broadcast) ทั้งการหยอดข้าวแบบน้ำตม การหยอดแห้ง และการปักดำอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังเริ่มนำ Farm Management System มาเก็บข้อมูลและวิเคราะห์แปลงนาอย่างละเอียด 
พร้อมร่วมมือกับศูนย์วิจัยและพัฒนาคูโบต้าเอเชีย (KUBOTA Research & Development Asia: KRDA) ในการพัฒนาระบบ IoT เพื่อติดตามกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
“เราไม่ได้ทำเพียงแค่เอาเทคโนโลยีเข้าไป แต่เข้าไปช่วยวางโครงสร้างการจัดการ เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการการเพาะปลูกและผลผลิตอย่างแม่นยำได้เองในระยะยาว” นางวราภรณ์ กล่าวย้ำ เมื่อเกษตรกรในชุมชนเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ลดลง ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการมีองค์ความรู้และความเข้าใจในระบบการเพาะปลูกมากขึ้น กลุ่มบ้านพระแก้วจึงได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการ “ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” ในปี 2563–2564 อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งได้รับสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร อาทิ รถแทรกเตอร์ รุ่น L5018 ขนาด 50 แรงม้า และมีการทำแปลงสาธิตการปลูกข้าวแบบหยอดแห้ง 15 ไร่ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของผืนนาที่บริหารจัดการได้จริง ในด้านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน 
ด้าน นายบุญฤทธิ หอมจันทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผลิตพันธุ์พืชบ้านพระแก้ว เล่าย้อนว่า เมื่อก่อนการรวมกลุ่มของชาวบ้านพระแก้วยังไม่มีโครงสร้างชัดเจน มีเพียงประธานที่เป็นหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรม ขณะที่สมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ด้านการตลาด และยังยึดติดวิธีการทำนาแบบ “นาหว่าน” เพราะทำได้ง่ายและรวดเร็ว ทว่าผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่า ทำให้พื้นที่กว่า 577 ไร่ ที่ใช้วิธีนาหว่านนี้มีต้นทุนเฉลี่ยสูงถึง 5,260 บาทต่อไร่ แม้จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 700 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อหักต้นทุนแล้วทำให้รายได้ติดลบ 1,060 บาทต่อไร่ เมื่อสยามคูโบต้าเข้ามาถ่ายทอดนวัตกรรม Smart Farming ให้กับชุมชนบ้านพระแก้ว โดยเฉพาะเทคนิคการใช้รถดำนา การทำนาหยอดตมและหยอดแห้ง ผลลัพธ์ที่ได้กลับต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด 
โดยเกษตรกรที่ปรับมาใช้เทคนิคจากสยามคูโบต้าก็พบว่า ต้นทุนต่อไร่ลดลงเหลือเพียง 4,855 บาท แต่สามารถสร้างรายได้ 533 – 2,754 บาทต่อไร่ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่า การปรับวิถีสู่ Smart Farming ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนลงเกือบครึ่ง แต่ยังเปิดประตูสู่รายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
พลิกพืชธรรมดา…สู่สินค้าพรีเมียมและโอกาสทางตลาดใหม่
หลังจากปรับเปลี่ยนระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพแล้ว กลุ่มบ้านพระแก้วได้เดินหน้าต่อยอด “คุณภาพ” อย่างจริงจัง เพื่อเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของสินค้า โดยนำมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) และ GMP (Good Manufacturing Practice) มาเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับกระบวนการผลิต ถือเป็น “ใบเบิกทาง” สู่ตลาดเกษตรพรีเมียมอย่างแท้จริง
เพื่อให้ระบบนี้เติบโตอย่างยั่งยืน กลุ่ม SKCE-บ้านพระแก้ว จึงเริ่มดำเนินการโครงการปลูกผักสวนครัวเชิงพาณิชย์มาตรฐาน GAP ในปี 2565–2567 โดยมีสมาชิก 16 ราย บนพื้นที่ 4 ไร่ ปลูกพืชกว่า 9 ชนิด รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3,000–8,000 บาทต่อเดือน กระจายผลผลิตไปสู่บริษัทที่รับซื้อสินค้าเกษตร รวมถึงจำหน่ายผ่านตลาดชุมชนในอำเภอ ทำให้เกิดระบบกระจายรายได้ต่อเนื่องตลอดปี
ปัจจุบันเกษตรกรใน กลุ่ม SKCE-บ้านพระแก้ว ได้รับการรับรอง GAP และ GMP ครบถ้วนในหมวดผักมูลค่าสูง อาทิ โหระพา ต้นหอม มะเขือเจ้าพระยา พริกจินดา ผักชีฝรั่ง ผักชีไทย ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง และขึ้นฉ่าย
พืชเหล่านี้มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ช่วยสร้าง “กระแสเงินสด” ให้กับครัวเรือนและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ขณะที่ “ข้าว” ก็ได้รับการรับรองแล้วหลายสายพันธุ์ และอยู่ระหว่างการขยายผลให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยในปี 2568 สมาชิกกลุ่มสามารถสร้างรายได้รวมจากการจำหน่ายผักสวนครัวได้มากกว่า 190,000 บาท และในปี 2569 กลุ่มตั้งเป้าหมายขยายสมาชิกผู้ปลูกผักเป็น 40 คน บนพื้นที่ 10 ไร่ ผลิตผักได้ 300-500 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และสร้างรายได้ให้แต่ละครัวเรือนเฉลี่ยสูงถึง 120,000 บาทต่อปี เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืน ผ่านการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและตลาดรองรับอย่างชัดเจน
สยามคูโบต้า-บ้านพระแก้ว สานพลังชุมชนสู่โมเดลเกษตรโลว์คาร์บอนครบวงจร
บ้านพระแก้วไม่ได้เป็นเพียงทุ่งนาธรรมดา แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของศักยภาพ “เกษตรไทย” ที่สามารถพัฒนาไปสู่ความมั่นคงทางอาชีพและความยั่งยืนได้จริง ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้โมเดล Smart Farming และแนวคิด Low Carbon Agriculture ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือ “คน” และ “ระบบ” ซึ่งที่บ้านพระแก้วมีผู้นำรุ่นใหม่ที่มองการณ์ไกล กล้าปรับตัว และนำองค์ความรู้ดั้งเดิมมาพัฒนาอย่างมีแบบแผน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับมาตรฐาน GAP/GMP จนสามารถเปิดตลาดสินค้าเกษตรพรีเมียมได้สำเร็จ ทำให้ชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ในจังหวัดชัยนาทก้าวขึ้นมาเป็น ต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืน ที่จับต้องได้จริง
ในขณะเดียวกัน สยามคูโบต้าก็เข้ามามีบทบาทสำคัญ ไม่เพียงถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ แต่ยังร่วมวางระบบบริหารที่มั่นคง เพื่อปูทางสู่เป้าหมายใหญ่ “KUBOTA NET ZERO EMISSION” การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรให้สุทธิเป็นศูนย์ ผ่าน 3 นวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ AWD (Alternate Wetting and Drying): นาเปียกสลับแห้ง Zero Burn: เกษตรปลอดการเผา Zero Broadcast: เกษตรปลอดนาหว่าน
แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการร่วมกันดูแลโลกในเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง 
ฉายภาพ 3 ปี กับเป้าหมาย New High เพิ่มรายได้กว่า 20% 
“วิสัยทัศน์ของเราจะไม่หยุดอยู่แค่วันนี้… ภายใน 3 ปีข้างหน้า กลุ่ม SKCE-บ้านพระแก้ว ตั้งเป้าให้สมาชิกเดิมมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% พร้อมเปิดประตูต้อนรับเกษตรกรรอบชุมชนให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา ตั้งเป้าว่าจะช่วยให้สมาชิกใหม่มีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 5% ในช่วงเวลาเดียวกัน เราอยากเห็น ‘พืชมูลค่าสูง’ เติบโตจนมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ทั้งหมด และก้าวต่อไปคือการผลักดันให้สินค้าเกษตรเกรดพรีเมียมภายใต้มาตรฐานอินทรีย์เกิดขึ้นจริงในชุมชนของเรา ภายในระยะเวลา 3 ปี” นายบุญฤทธิ กล่าวทิ้งท้าย
เรื่องราวของกลุ่ม SKCE–บ้านพระแก้ว คือภาพสะท้อนของพลังเกษตรกรไทย ที่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมืออย่างจริงจัง จนสามารถสร้างระบบการผลิตที่ยั่งยืนได้ด้วยมือของตนเอง และเบื้องหลังความสำเร็จนี้ คือ สยามคูโบต้า ที่ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเคียงข้างเกษตรกรไทยทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ
ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าในปัจจุบัน ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบและจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ ไปแล้ว 6 แห่ง ได้แก่
1. ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-เกษตรทิพย์  อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ
2. ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ
3. ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ห้วยตาดข่า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
4. ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร อ.สูงเม่น จ.แพร่
5. ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์
6. ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-เขานาใน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี
7. ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-บ้านพระแก้ว อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568

"สยามคูโบต้า"

บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดย นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ 
(ลำดับที่ 6 จากซ้าย)  และนางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส (ลำดับที่ 5 จากซ้าย) พร้อมคณะผู้บริหารร่วมส่งมอบเสื้อกันหนาวจำนวน 9,000 ตัว ภายใต้โครงการ “คูโบต้าพลังใจสู้ภัยหนาว” โดยมี พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการกองทัพบก (ลำดับที่ 7 จากซ้าย) เป็นประธานรับมอบ ทั้งนี้สยามคูโบต้าและกองทัพบกได้สานต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อร่วมกันมอบความอบอุ่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ประสบภัยหนาวและขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม โดยปีนี้มีกำหนดจัดคาราวานส่งมอบเสื้อกันหนาวให้กับผู้ประสบภัยหนาว ระหว่างวันที่ 29–30 ตุลาคม 2568 ในพื้นที่จังหวัด ชัยภูมิ และขอนแก่น ณ กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเร็ว ๆ นี้



หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ : บุคคลในภาพ (จากซ้ายไปขวา)
1. นางสาวภัทริกา แสงนิ่ม Assistant Manager - Social Development สยามคูโบต้า
2. นางพรรณรมณฑ์ สีกาหลง Social Development Manager สยามคูโบต้า
3. นางสาวณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ Senior Department Manager - Corporate Branding and Social Engagement Department สยามคูโบต้า
4. นายไวพจน์ หามาลา Head of Customer Solutions สยามคูโบต้า
5. นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส สยามคูโบต้า
6. นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สยามคูโบต้า
7. พลเอก ณรงค์ฤทธิ์  คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
8. พลโท บรรยง ทองน่วม   รองเสนาธิการทหารบก
9. พลโท ชวลิต  เอี่ยมแทน  เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก
10. พลตรี กิตติวัฒน์  แจ่มจิรารักษ์ รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก
11. พลตรีณัฏฐพล ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักจิตวิทยา  กรมกิจการพลเรือนทหารบก
12. พลตรีปุณณพงษ์  ชุวัสวัตพัทธ์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568

“คูโบต้าพลังใจสู้ภัยหนาว”
26 ปี ของเสื้อกันหนาว ที่อบอุ่นด้วยเรื่องราวนับหมื่นใจ
ทุกปีในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นลง ภาพของผู้คนมากมาย ตั้งแต่เด็กนักเรียนตัวน้อยไปจนถึงผู้สูงอายุ ที่เดินทางมารับเสื้อกันหนาวสีส้มจากสยามคูโบต้า กลายเป็นภาพคุ้นตาที่อบอวลไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ภาพเหล่านั้นไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำ ตลอด 25 ปีของโครงการ “คูโบต้าพลังใจสู้ภัยหนาว”
หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ภาพแรกเกิดจาก “ความห่วงใย” อันเรียบง่ายของสยามคูโบต้าที่มีต่อผู้คนในพื้นที่ห่างไกล ทุกครั้งที่ลมหนาวพัดแรง คำถามหนึ่งจะผุดขึ้นมาเสมอ “อะไรคือสิ่งที่ผู้คนต้องการมากที่สุดในวันที่อากาศหนาวจัด” คำตอบนั้นไม่ซับซ้อนเลยคือ “เสื้อกันหนาวอุ่น ๆ สักตัว” ที่จะช่วยให้ผ่านคืนหนาวไปได้อย่างสบายใจ จากความคิดเล็ก ๆ นี้ สยามคูโบต้าจึงเริ่มออกเดินทาง จัดกิจกรรมเล็กเพื่อส่งมอบเสื้อกันหนาวให้กับพี่น้องในพื้นที่ทุรกันดาร และจากวันนั้น “การเดินทางของเสื้อสีส้ม” ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เบื้องหลังเสื้อทุกตัวคือแรงใจจากผู้คนมากมายที่ร่วมทำให้ภารกิจนี้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ทีมงานสยามคูโบต้าที่ทุ่มเทเตรียมงานทุกขั้นตอน กองทัพบกและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ช่วยคัดเลือกพื้นที่ซึ่งขาดแคลนมากที่สุด ไปจนถึงหน่วยงานท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดที่ร่วมอำนวยความสะดวกให้การเดินทางเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที 
ทุกขั้นตอนล้วนเต็มไปด้วยความใส่ใจ ตั้งแต่การวางแผนเส้นทาง การคัดสรรจำนวนและขนาดของเสื้อให้เหมาะกับเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เพื่อให้ทุกคนได้รับ “ความอบอุ่น” อย่างที่ตั้งใจไว้ นอกจากนี้ ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าทั่วประเทศยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ ด้วยการมอบของใช้จำเป็นเพิ่มเติมให้กับชุมชนในพื้นที่ที่เราเดินทางไปถึง ทุกแรงใจและความร่วมมือเหล่านี้หลอมรวมกันเป็นภาพใหญ่ของความผูกพัน ที่ทำให้คำว่า “ไม่ทิ้งกัน” ของคูโบต้า มีชีวิตอยู่จริงในทุกฤดูหนาว
เรื่องราวของโครงการนี้ยังคงสืบต่อผ่านเสียงของผู้คนในพื้นที่ นายจันทร์เพชร มรดกดอย ผู้ใหญ่บ้านแม่หละคี จังหวัดตาก เล่าย้อนถึงความทรงจำเมื่อปี 2565 ว่า “ผมยังจำได้ดี วันที่สยามคูโบต้ามาแจกเสื้อกันหนาวให้ชาวบ้าน ทุกคนดีใจกันมาก เพราะเสื้อตัวนั้นไม่ใช่แค่ช่วยกันหนาว แต่ทำให้รู้สึกว่า...เรามีคนห่วงใย ผมเคยไปหมู่บ้านอื่นแล้วเห็นคนใส่เสื้อแบบเดียวกัน เราทักกันทั้งที่ไม่รู้จักกัน เหมือนเราเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่มีความอบอุ่นจากน้ำใจเดียวกัน”

เช่นเดียวกับ “น้องต้นข้าว” เด็กหญิงธนัชพร วรรณเวช จากโรงเรียนอนุบาลบ้านด่านโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่เคยได้รับเสื้อกันหนาวจากโครงการเดียวกันเล่าว่า “หนูได้รับเสื้อกันหนาวตัวนี้เมื่อสองปีก่อน ทุกวันนี้หนูอยู่ชั้นมัธยมแล้วก็ยังใส่ได้อยู่ อุ่นเหมือนเดิมเลยค่ะ ขอบคุณพี่ ๆ สยามคูโบต้าที่มาแจกเสื้อสวย ๆ ให้หนูและเพื่อน ๆ ได้หายหนาวค่ะ” เรื่องเล่าของเธอทำให้เราเข้าใจว่า สำหรับผู้คนในพื้นที่ห่างไกล “เสื้อคูโบต้า” ไม่ได้เป็นเพียงของแจกชิ้นหนึ่ง แต่คือเพื่อนคู่ใจในทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน ทุกครั้งที่ออกทำงาน หรือแม้แต่ในวันหนาวเหน็บที่ต้องอยู่บ้าน เสื้อหนึ่งตัวที่อบอุ่นทั้งกายและใจ”

ปัจจุบัน โครงการ “คูโบต้าพลังใจสู้ภัยหนาว” เดินทางเข้าสู่ปีที่ 26 จากกิจกรรมเล็ก ๆ ในวันนั้น ได้เติบโตเป็นโครงการใหญ่ที่แผ่ไออุ่นออกไปดุจต้นไม้ใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย จนถึงวันนี้ โครงการได้ส่งต่อเสื้อกันหนาวให้ผู้คนที่ขาดแคลนแล้วมากกว่า 196,000 ชีวิต และยังคงขับเคลื่อนไปด้วยแรงใจจากพันธมิตรและทีมงานอาสาจำนวนมาก

นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ทุกครั้งที่เห็นเด็ก ๆ และพี่น้องประชาชนสวมเสื้อแล้วยิ้ม ทีมสยามคูโบต้ารู้สึกเหมือนได้รับของขวัญกลับมา โครงการนี้เดินทางมาถึงวันนี้ได้เพราะพลังจากพันธมิตรและทีมงานอาสาที่ร่วมแรงร่วมใจ สยามคูโบต้าเราภูมิใจ อิ่มเอมใจทุกครั้ง และอยากทำให้ความอบอุ่นนี้แผ่ขยายออกไปในทุก ๆ ปี เพราะเสื้อทุกตัวที่เราส่งมอบ ไม่ได้เป็นเพียงเสื้อกันหนาว แต่คือ ‘พลังใจ’ ที่หลอมรวมความตั้งใจของสยามคูโบต้าและพันธมิตรไว้ด้วยกัน

และวันนี้ เรื่องราวของเสื้อกันหนาวสีส้มยังคงเดินทางต่อไป พร้อมเสียงหัวเราะ ความหวัง และรอยยิ้มของผู้คนที่รอคอย “เสื้อที่มากกว่าความอบอุ่น” เพราะสำหรับพวกเขา เสื้อหนึ่งตัวนี้ไม่ได้วัดเพียงอุณหภูมิของอากาศ แต่คืออุณหภูมิของหัวใจของผู้ให้ และผู้รับที่เชื่อมถึงกัน แม้ฤดูกาลจะผันผ่าน แต่ความหมายของเสื้อกันหนาวสีส้มก็ยังคงเดิมเป็นสัญลักษณ์ของ “ไออุ่น” ที่บอกกับทุกคนว่าในหน้าหนาวนี้ พวกเขาไม่ได้อยู่ลำพัง

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568

โก โฮลเซลล์ ผนึกกรมการค้าภายใน ขนทัพสินค้าโปรสุดคุ้มรับเทศกาลกินเจ ปลุกคนตื่นเช้าตุนผัก-เห็ดราคาดี ผนึกเกษตรกรพัฒนาเมล่อน รับประกันความหวาน
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่มีความสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อผู้ประกอบการภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือ เซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ขนทัพสินค้าสำหรับเทศกาลกินเจจัดโปรโมชั่นแรง ลดสูงสุด 50% ภายใต้แคมเปญ “เทศกาลเจ อิ่มบุญ สุขใจ วัตถุดิบครบ ราคาคุ้ม” ลดฉ่ำยิ่งเช้ายิ่งถูกกลุ่มผัก-เห็ด ชูเมล่อน รับประกันความหวาน ผักปลอดภัย ยกขบวนโปรตีนเกษตร  เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นมจากพืช ขนมปัง เครื่องปรุง สินค้าพร้อมปรุงพร้อมทานครบครัน
ในการนี้ โก โฮลเซลล์ ได้ร่วมออกบูทในงานแถลงเปิด “มหกรรมสินค้าลดราคา เทศกาลกินเจ อิ่มบุญ ราคาประหยัด” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มี 
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานเปิดงาน โดยมี นางสาวอรวรรณ ศิริโชติรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานสื่อสารองค์กรและรัฐสัมพันธ์  ให้การต้อนรับ ซึ่งประธานเปิดงานและคณะผู้บริหารกระทรวง ให้ความสนใจการจัดโปรโมชั่น “ยิ่งเช้ายิ่งถูก” สำหรับกลุ่มผัก-เห็ด  และการพัฒนาร่วมกับเกษตรกรปลูกเมล่อน รับประกันความหวาน ของโก โฮลเซลล์ เป็นอย่างมาก
 
สำหรับ แคมเปญ “เทศกาลเจ อิ่มบุญ สุขใจ วัตถุดิบครบ ราคาคุ้ม” ของ โก โฮลเซลล์  จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของ ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานอาหารเจในราคาประหยัด และผู้บริโภคทั่วไป ที่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบเจคุณภาพในราคาเอื้อมถึง ทำให้ทุกกลุ่มสามารถถือศีลกินผัก รับบุญใหญ่กันได้ตลอดเทศกาลกินเจ 
ทั้งนี้ กระแสความนิยมรับประทานอาหารเจของคนไทยยังเพิ่มสูงขึ้น ตามการคาดการณ์ของ หอการค้าไทย ที่พบว่าจะมีเงินสะพัดในเทศกาลกินเจปี 2568 กว่า 45,903 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
 #GOWHOLESALE #GOAlwaysFreshForward #GOสดใหม่ตลอดเวลาเพื่อคุณ #GOสดครบคุ้ม

 

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568

กรมปศุสัตว์ ขานรับนโยบาย รมว.กษ. เดินหน้าเร่งขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว มุ่งลดต้นทุนอาหารสัตว์ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่มุ่งเน้นลดภาระต้นทุนการผลิตด้านอาหารสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการอาหารสัตว์ธงเขียว” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์และยกระดับคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ของประเทศ เดินหน้าบูรณาการร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนสหกรณ์ด้านปศุสัตว์ทั่วประเทศ ให้สามารถผลิตอาหารสัตว์ ทั้งอาหารข้น และอาหารหยาบ ได้ด้วยตนเอง และจำหน่ายให้กับสมาชิกฯ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด สร้างรายได้ที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนอาหารสัตว์ในทุกมิติ ทั้งด้านอาหารหยาบและอาหารข้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ผ่านการดำเนินการภายใต้ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการอาหารสัตว์ TMR (Total Mixed Ration) ส่งเสริมการผลิตอาหารผสมสำเร็จรูปสำหรับโคเนื้อและโคนม โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กากปาล์มน้ำมัน ใบกระถินแห้ง ใบมันสำปะหลังหมัก กากเบียร์ กากมัน กากมะเขือเทศ และเปลือกสับปะรด มาจัดสัดส่วนตามชนิดและระยะการให้ผลผลิตของสัตว์
เป็นการให้อาหารแบบแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังได้จัดตั้ง หน่วยจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ (Feed Management Mobile Unit : FMMU) ให้บริการคำแนะนำการใช้วัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ พร้อมวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะผ่านห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ก่อนนำไปประกอบเป็นอาหารสัตว์ ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมปศุสัตว์ตั้งเป้าผลิต TMR ราคาประหยัด จำนวน 670,000 กิโลกรัม เพื่อให้บริการเกษตรกรทั่วประเทศ 2. โครงการสูตรลดต้นทุนอาหารข้นสำหรับสุกร ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยผลิตอาหารข้นใช้เองในฟาร์ม โดยนักวิชาการจาก FMMU จะให้คำแนะนำสูตรอาหารและแหล่งวัตถุดิบ เช่น รำข้าว ข้าวโพด กากถั่วเหลือง พรีมิกซ์ เกลือ และไดแคลเซียม
โดยคำนวณสัดส่วนที่เหมาะสม 
ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 20% ขณะเดียวกันยังคงคุณภาพเนื้อสัตว์ไว้ในระดับดี เกษตรกรพึงพอใจอย่างมาก 3. โครงการขยายแปลงปลูกพืชอาหารสัตว์เพิ่ม 50,000 ไร่ ทั่วประเทศ สนับสนุนการปลูกหญ้าเนเปียร์ ถั่วฮามาต้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงฟื้นฟูแปลงเดิม โดยกรมฯ สนับสนุน เมล็ดพันธุ์หญ้า 100,000 กิโลกรัม และท่อนพันธุ์ 3.5 ล้านกิโลกรัม 
ทั้งนี้ปีที่ผ่านมามีแปลงปลูกพืชอาหารสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริมดูแลอยู่แล้ว 500,000 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรมีพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีไว้ใช้ในฟาร์ม ลดการพึ่งพาตลาดและเสริมความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในพื้นที่
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว เป็นมาตรการสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “3 สร้าง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สร้างรายได้ – สร้างตลาด – สร้างโอกาส ให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยให้มีศักยภาพแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ
หากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ หรือสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ โทร 0 2501 1148 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน./

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568

"สยามคูโบต้า"

สยามคูโบต้า เดินหน้าเคียงข้างเกษตรกรไทย มอบเครื่องจักรกลการเกษตร
ภายใต้โครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” พร้อมเสริมแกร่งศักยภาพเกษตรกรไทย
ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
กรุงเทพฯ 14 ตุลาคม 2568 - บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต เดินหน้าสานต่อโครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมเทคโนโลยีทันสมัยให้แก่กลุ่ม วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านหนองบัวหลวง อ.แม่แตง และวิสาหกิจชุมชนผลิตดอกไม้เหมืองแก้ว อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างยั่งยืน
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้ายึดมั่นในพันธกิจที่จะอยู่เคียงข้างและเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรไทย โดยโครงการ ‘คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ’ จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยทุ่นแรง และเพิ่มความแม่นยำในการผลิต สยามคูโบต้าเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในการทำเกษตรแบบรวมกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ทันสมัยได้อย่างทั่วถึง นำไปสู่การบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ โดยในครั้งนี้ได้ส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า ประกอบด้วย รถเกี่ยวนวดข้าวคูโบต้า รุ่น DC-70 Plus+KIS จำนวน 1 คัน พร้อมชุดเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง BK70 และโดรนการเกษตร รุ่น KD-1 จำนวน 1 ลำ ให้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านหนองบัวหลวง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต ลดต้นทุนแรงงานและเวลา พร้อมพัฒนาสู่ศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองคุณภาพ อีกทั้งเป็นต้นแบบการบริหารจัดการเครื่องจักรแบบรวมกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมอบ แทรกเตอร์คูโบต้า รุ่น L5018SP KIS จำนวน 1 คัน พร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วง รวม 6 รายการ และรถปลูกผัก KP-202 จำนวน 1 คัน ให้แก่ วิสาหกิจชุมชนผลิตดอกไม้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพและมูลค่าการผลิตดอกไม้ สร้างรายได้ เสริมความเข้มแข็ง และขยายผลสู่ชุมชนอื่นได้ต่อไป
 
โครงการ “คูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ” เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สยามคูโบต้ามุ่งมั่นดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ สู่ปลายน้ำ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และส่งเสริมให้เกษตรกรไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคเกษตรสมัยใหม่ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  https://www.siamkubota.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เครือซีพี ต่อยอด “แม่แจ่มโมเดลพลัส” จ.เชียงใหม่ ขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน”  ฟื้นฟูป่า สร้างรายได้ชุมชนยั่งยืน มุ่งสู่ CSV

 

เชียงใหม่ - เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 3568 : เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ขับเคลื่อนโครงการ “ซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” อย่างต่อเนื่อง มุ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ โดยมีรากฐานสำคัญจากการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เพื่อบูรณาการการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาชุมชน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรลุเป้าหมายองค์กร Carbon Neutral ภายในปี ค.ศ. 2030 และ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050

 

ในการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเกียรติจาก นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ร่วมด้วย นายณรงค์ เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์, นายวรุตม์ ลีเรืองสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วย 

นายสมเกียรติ มีธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอ้อผญา, นายธวัช ขัดผาบ หัวหน้าส่วนโครงการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า, และ นายเดโช ไชยทัพ นายกสมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนจากบริษัทในเครือ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

 

จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์รวมกว่า 9.6 ล้านไร่ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลรักษา อย่างไรก็ดี หลายพื้นที่ยังคงเผชิญปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และผลผลิตทางการเกษตร จังหวัดจึงดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการรณรงค์หยุดเผา จัดตั้ง War Room ระดมอาสาสมัคร และใช้โดรนติดตามพื้นที่เผาไหม้ พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงกลไก PES (Payment for Ecosystem Services) เพื่อบริหารจัดการเศษวัสดุการเกษตร ลดการเผา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน

 

ทั้งนี้ โครงการ “ซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนร่วมแก้ปัญหาหมอกควันและ PM2.5 พร้อมส่งเสริมเกษตรกรรมแบบวนเกษตร ลดการบุกรุกป่า และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยเฉพาะการส่งเสริมการปลูกกาแฟ ซึ่งเติบโตได้ภายใต้ระบบนิเวศป่าใหญ่ ช่วยรักษาสมดุลธรรมชาติและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

 

แนวทางการพัฒนาพื้นที่ของ “แม่แจ่มโมเดลพลัส” ได้จุดประกายและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ขยายผลการแก้ไขปัญหาเชิงระบบในพื้นที่ภาคเหนือ สู่การดำเนินงานใน 4 จังหวัด ภายใต้ “โครงการซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำร่วมกับชุมชน ปัจจุบันดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าร่วมกับชุมชนกว่า 12,000 ไร่ ปลูกต้นไม้แล้วกว่า 1.3 ล้านต้น ทั้งไม้ป่าอนุรักษ์และไม้เศรษฐกิจ เพื่อสร้างทั้งป่าและรายได้ให้แก่คนในพื้นที่

 

ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานพัฒนาพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ผ่านหลายโครงการ อาทิ โครงการพัฒนากิจการเพื่อสังคมแม่แจ่ม (Social Enterprise แม่แจ่ม) ศูนย์วิจัยกาแฟชุมชนบ้านกองกาย โครงการเกษตรยั่งยืนแม่วากโมเดล โครงการแม่แจ่มเมืองไผ่ และโครงการแสนกล้าดี โดยเป็นการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการเกษตรยั่งยืน การแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันได้มีการยกระดับการทำงานสู่ CSV (Creating Shared Value) หรือ การสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กรและสังคม มีการผนึกกำลังกับบริษัทต่างๆ ในเครือซีพี นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ผ่านโครงการค่ายผู้นำเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ ENVI CAMP โดยบูรณาการร่วมกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา และปราชญ์ชุมชน เพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในการรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีเยาวชนต้นแบบอย่างน้อง “แอนโทนี ปิยชนม์” เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเพื่อนเยาวชน

 

โครงการแสนกล้าดี เป็นความร่วมมือของคณะแม่แจ่มโมเดลพลัส พัฒนาพื้นที่ร่วมกันกับเกษตรกร ปลูกไผ่เป็นพืชทางเลือกภายใต้โครงการ จำนวน 16,000 ต้น และร่วมกับ TrueMoney เปิดรับเงินบริจาคสมทบทุนซื้อต้นกล้าไผ่ ผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet ,โครงการพัฒนากิจการเพื่อสังคมแม่แจ่ม ที่บ้านกองกาย เป็นพื้นที่โมเดลนำร่องยกระดับเกษตรกรชุมชนบ้านกองกายสู่การขับเคลื่อน Social Enterprise ด้านความยั่งยืน สร้างรายได้ให้ชุมชนในปีแรก 2564 ให้ผลิตกาแฟกว่า 3 แสนบาท และเดินหน้าต่อยอดพัฒนาศูนย์วิจัยกาแฟชุมชนบ้านกองกาย ยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต รวมถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทางกลุ่มวิสาหกิจฯ อย่างต่อเนื่องสร้างมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

 

โดยหวังว่าการจับมือร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่แม่แจ่มกับเครือข่าย ด้วยโครงการต่างๆ เหล่านี้และต่อยอดขยายผลไปข้างหน้า และเป็นแรงขับเคลื่อนพัฒนาแม่แจ่มให้ยั่งยืนต่อไป โดยความร่วมมือกับ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม อาทิ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่), สำนักงานเกษตรอำเภอแม่แจ่ม, ส่วนการปกครองอำเภอแม่แจ่ม, สมาคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ, มูลนิธิไทยรักษ์ป่า, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน), องค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาจร, องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ, โรงเรียนบ้านสองธาร และชุมชนบ้านกองกาย

 

อีกทั้งบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ ได้แก่ ธุรกิจพืชครบวงจร, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพีแรม จำกัด, บริษัท เจียไต๋ จำกัด, บริษัท ซีพี บีแอนด์เอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด

 

สำหรับ “โครงการซีพีความดี ป่าต้นน้ำยั่งยืน ปิง วัง ยม น่าน” จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดขึ้นมุ่งเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ร่วมปลูกต้นไม้ในชุมชน เป้าหมายเพื่อสร้าง “สิ่งแวดล้อมที่ดี” พร้อมร่วมแรงร่วมใจปลูกต้นไม้ จำนวน 10,000 ต้น ทั้งกล้ากาแฟ และกล้าไม้ป่า อาทิ สัก พะยอม พะยุง ประดู่ มะค่าโมง อินทนิล พญาเสือโคร่ง มะขามป้อม และ มะขาม

          

"มกอช."

มกอช. ครบรอบ 23 ปี เน้นย้ำ “ความปลอดภัย-ความมั่นคง-ความยั่งยืน” พร้อมเปิดตัวทีมพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย 

วันที่9 ต.ค.68 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ภายใต้แนวคิด "23 years ACFS : From Farm to Future : Safety / Security / Sustainability-23 ปี มกอช. จากฟาร์มสู่อนาคต : มุ่งมั่นความปลอดภัย สร้างความมั่นคง สู่ความยั่งยืน" โดยมี พร้อมเปิดตัว ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและปกป้องเกษตรกรและผู้บริโภค 

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์โยธคล กล่าวว่า ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา มกอช. ได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาและยกระดับ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ บทบาทของ มกอช. ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การส่งเสริม การตรวจสอบ การรับรอง และการกำกับดูแล ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสินค้า 

นอกจากความปลอดภัยแล้วมกอช. ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร โดยเน้นย้ำว่าการผลิตอาหารของไทยต้องมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงขับเคลื่อนภาคเกษตรให้มุ่งสู่ ความยั่งยืน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต 

ความสำเร็จตลอด23 ปี สะท้อนผ่าน การยอมรับของต่างประเทศ ต่อสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่ผ่านระบบการตรวจสอบรับรอง โดยมีคำกล่าวว่า "สินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรไทย มาตรฐานสินค้าเกษตรโลก" ซึ่งในปี 2567 ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.66 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสินค้าไทย 

เลขาธิการมกอช. กล่าวถึงภารกิจสำคัญในการ ปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าว่า เนื่องจากสินค้าเหล่านี้เข้ามาบิดเบือนกลไกตลาดและทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกตกต่ำ ซึ่งเป็นการทำลายเกษตรกรโดยตรง มกอช. จึงได้จัดตั้ง “ทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามสินค้าเกษตรที่ไม่ได้มาตรฐาน” ขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่ปลอดภัย โดยการดำเนินการนี้สอดคล้องกับนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าว 

และได้มีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช ตั้งแต่ปี 2566 และมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ เช่น กรมศุลกากร, ตำรวจ, ทหาร, ฝ่ายปกครอง, ปปง. และอัยการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามและปกป้องคุ้มครองทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร 

สำหรับเป้าหมายและภารกิจในปี2569 มกอช. จะมุ่งเน้นการยกระดับ มาตรฐานสินค้าเกษตร อย่างเข้มข้น โดยจะเน้นหนักในการ สืบหาข่าว เฝ้าระวัง และเข้าตรวจค้นจับกุม โรงงานหรือส่วนที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หากสินค้าเหล่านี้หลุดรอดไปต่างประเทศจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับ การทำงานจะบูรณาการกับหน่วยเฉพาะกิจพญา นาคราช เพื่อเสริมปฏิบัติการในการหาพยานหลักฐาน การจัดทำสำนวนฟ้อง รวมถึงการขยายผลสืบสวนเส้นทางการเงิน เพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดในทุกมิติ ไม่จำกัดเฉพาะกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้การปราบปรามสินค้าเกษตรลักลอบนำเข้าหรือสินค้าผิดกฎหมายลดลงเหลือน้อยที่สุด ตามเจตนารมณ์ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า

"ขอให้พี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภค มั่นใจในระบบตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรของไทย มกอช. ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการในและนอกกระทรวงเกษตรฯ ภาคเอกชน องค์กรเกษตรกร รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบรับรองอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จึงขอให้เชื่อมั่นว่า สินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศไทย มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานระดับสากล"  เลขาธิการมกอช. กล่าว


 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...