วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

"กรมการข้าว"

กรมการข้าวนำคณะสื่อมวลชนสัญจรศึกษาดูงาน โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ณ จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา

วันที่ 15-16 กรกฎาคม 2568 กรมการข้าวได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการดำเนินงานของกรมการข้าวภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ณ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลรอบเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และศูนย์ข้าวชุมชนนาข้าวบ้านหนองปรือ ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้เกษตรกรชาวนาได้เข้าถึงแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพิ่มมากขึ้น

นายชัยยพล ชาวเมืองสีวสุ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลรอบเมือง เปิดเผยว่า ศูนย์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกข้าวกว่า 3,500 ไร่ 

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่มได้พัฒนารูปแบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชน วิสาหกิจชุมชน และห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ชาวเมืองสีวสุ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ ในส่วนพันธุ์ข้าวที่เพาะปลูก

ได้แก่ กข45, กข85, กข89 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด โดยศูนย์ฯ ได้วางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการภายใน การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการวางแผนการตลาด 

เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตและการกระจายผลผลิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ การใช้รถดำนา 8 แถว เพื่อกำจัดข้าววัชพืชอย่างรวดเร็ว การใช้รถหยอดข้าวแทนแรงงานคนเพื่อลดต้นทุนและเวลา การใช้โดรนทางการเกษตรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้เครื่องอัดฟางและเครื่องสับย่อยฟางข้าวเพื่อลดการเผาตอซัง รวมถึงการนำเครื่องผสมปุ๋ยนาข้าวอัตโนมัติ และเครื่องบรรจุข้าวเปลือกมาใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งนี้ แผนการปลูกข้าวของศูนย์ฯ จะเริ่มในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ขึ้นอยู่กับสภาพฝนฟ้าอากาศ และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงปลายพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี

ด้านนายเชิดศักดิ์ แสงศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนนาข้าวบ้านหนองปรือ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ศูนย์ข้าวชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งมาเป็นระยะเวลา 4 ปี ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 21 ราย 

โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการลดต้นทุนการผลิตของกรมการข้าว ตั้งแต่ปี 2567 ส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็งด้านเทคโนโลยี 

โดยมีเครื่องจักรกลการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องอบลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว โดรนสำหรับหว่านปุ๋ย  และรถไถ 1 คัน 

ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการทำนาให้เกษตรกรทำนาได้ตามฤดูกาล โดยมีการจองคิวการใช้งานอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ลดความสูญเสียจากสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน และลดการพึ่งพาแรงงานในช่วงฤดูเพาะปลูก จากเดิมที่สมาชิกกลุ่มต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากร้านค้าภายนอก 

ปัจจุบันศูนย์สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพได้ด้วยตนเอง ในปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่ศูนย์ข้าวชุมชนนาข้าวบ้านหนองปรือ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการข้าว 

โดยวิธีการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ของกลุ่มเริ่มต้นจากการคัดเลือกแปลงเกษตรที่มีผลผลิตดีและได้มาตรฐาน เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะนำข้าวเข้าเครื่องอบและคัดแยกสิ่งเจือปน

จากนั้นส่งตรวจวิเคราะห์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว หากผ่านเกณฑ์ จะนำกลับมาเป็นเมล็ดพันธุ์จำหน่าย ส่วนที่เหลือจะนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารบริโภคหรือจำหน่าย โดยมีโรงสีชุมชนรองรับ และจะขยายผลไปสู่การแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายภายใต้กลุ่ม เป็นข้าวปลอดสารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และในอนาคตทางกลุ่มมีแผนพัฒนาต่อยอดด้านการตลาด ผลักดันให้เกิดการสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ของกลุ่ม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้เข้าถึงตลาดผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

“ก่อนหน้านี้ เราใช้พัดลมในการเป่าข้าว ทำให้คัดเมล็ดพันธุ์ได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อได้รับเครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าวก็สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพได้เทียบเท่ากับที่จำหน่ายในท้องตลาด” นายเชิดศักดิ์กล่าว

กิจกรรมนำคณะสื่อมวลชนสัญจรเพื่อศึกษาดูงานในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมให้ศูนย์ข้าวชุมชนเป็นกลไกหลักในการพัฒนาเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปในระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชน

 

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

มกอช.


มกอช. ย้ำมาตรฐานใหม่ “ล้งทุเรียน” บังคับใช้ 10 ก.ค.นี้ ต้องขอใบอนุญาตก่อนส่งออก พร้อมอำนวยความสะดวกการส่งออกเพื่อให้เป้นตามมาตรฐานบังคับได้ 
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ประกาศบังคับใช้มาตรฐานบังคับ เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ.9070-2566) มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ผลิต (ล้ง) ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าทุเรียน ต้องมีใบอนุญาตตามมาตรฐานบังคับดังกล่าว หากไม่มีใบอนุญาตจะไม่สามารถส่งออกทุเรียนได้ โดยผู้ผลิต (ล้ง) ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าทุเรียน สามารถขอใบอนุญาต ตาม มกษ.9070-2566 ผ่านระบบออนไลน์ TAS-License   
สำหรับแนวปฏิบัติกรณีส่งออกทุเรียนสดมาตรฐานบังคับ มกษ. 9070-2566 ผู้ส่งออกต้องแจ้งส่งออก กับ มกอช. ผ่านระบบ TAS-License และ มกอช. จะออกเป็นผู้ออกใบรับแจ้งส่งออก (มกษ7-1) จากนั้นผู้ส่งออกนำใบรับแจ้งการส่งออก (แบบ มกษ.7-1) ไปติดต่อกรมศุลกากร เพื่อทำใบขนสินค้าขาออก โดยทุเรียน รหัสพิกัด 0810.60.00-001 ทุเรียน (อินทรีย์) รหัสพิกัด 0810.60.00-501 ส่วนเอกสารที่ผู้ส่งออกต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ได้แก่ 
• ใบรับแจ้งส่งออกของ มกอช. (มกษ.7-1)
• ใบอนุญาตเป็นผู้ส่งออกทุเรียน (มกษ.4) ของผู้ส่งออก
• ใบอนุญาตเป็นผู้ผลิตทุเรียน (มกษ.2) ของล้ง
• สำเนาใบรับรองมาตรฐานการผลิต GMP (มกษ.9070-2566) ของล้ง
สำหรับกรมวิชาการเกษตร จะเป็นหน่วยงานผู้ออกใบสุขอนามัยพืช (PC) 
ทั้งนี้ มกอช. ยังได้รายงานข้อมูลใบอนุญาตผู้ผลิต/ผู้ส่งออก โรงรวบรวม/ล้ง ตาม มกษ 9070-2566 เรื่องหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กรกฏาคม 2568) พบว่าในภาคใต้ ที่อยุ่ในช่วงปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสุ่ตลาดมาก ได้มาขอรับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นมากดังนี้ ใบอนุญาตเป้นผุ้ผลิต 341 ราย ใบอนุญาตเป้นผุ้ส่งออก 124ราย จากจำนวนล้งภาคใต้ที่แจ้งเปิดดำเนินการกับกรมวิชาการเกษตรจำนวน 316 ราย (ณ วันที่ 9 กรกฏาคม 2568) 
ทั้งนี้ มกอช ได้นำนโยบายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร ที่ให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนงานและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร โดยประสานการทำงานกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมศุลกากร ในการอำนวยความสะดวกการส่งออกให้เป็นไปตามมาตรฐานบังคับและกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการ/ขั้นตอนเกี่ยวการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐาน มกษ. 9070-2566 เพื่อเพิ่มความมั่นใจในประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ 
หากกรณีที่ผู้ประกอบการพบปัญหาในขั้นตอนการดำเนินการส่งออก สามารถสอบถามที่กองควบคุมมาตรฐาน ไม่เว้นวันหยุดราชการ รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : กลุ่มงานอนุญาตและขึ้นทะเบียน กองควบคุมมาตรฐาน มกอช.โทร. 02-561-2277 ต่อ 5222 , 5227,5230  หรือ 095-871-2113 , 098-248-1233 เว็บไซต์: tas.acfs.go.th/nsw
#ทุเรียน #ใบอนุญาต #มกอช #มาตรฐานบังคับ #ล้งทุเรียน

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

มกอช.

มกอช. ร่วมประชุม ACCSQ ครั้งที่ 63 ที่ลังกาวี เดินหน้าผลักดันมาตรฐานอาหาร เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ PFPWG ปลายปีนี้

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้มอบหมายให้ สพ.ญ.ดร.มินตรา ลักขณา และ สพ.ญ.ฉันทิสา อารีเสวต เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพของอาเซียน (ACCSQ) ครั้งที่ 63 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน- 4 กรกฎาคม 2568 ณ เกาะลังกาวี รัฐเกอดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย
พร้อมด้วยผู้แทนจาก สมอ. และ อย.


การประชุม ACCSQ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) โดยมุ่งเน้นการลดอุปสรรคทางเทคนิคที่ขัดขวางการค้า (Technical Barriers to Trade: TBT) ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค รวมถึงขั้นตอนการตรวจสอบและรับรองระหว่างประเทศสมาชิก

มกอช. ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทยด้านการกำหนดและผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ได้มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและผลักดันให้เกิดการปรับประสานมาตรฐาน (Harmonization of Standards) ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้มาตรฐานของสินค้าเกษตรและอาหารของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและภูมิภาค อีกทั้งยังสนับสนุนการจัดทำกรอบความตกลงยอมรับร่วม (Mutual Recognition Arrangements: MRAs) สำหรับผลการตรวจสอบและรับรองสินค้า เพื่อให้ผลการตรวจสอบจากประเทศไทยได้รับการยอมรับ
ในประเทศอาเซียนอื่น ๆ โดยไม่ต้องตรวจซ้ำ ลดต้นทุนและเวลาในการส่งออก การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนผ่านกลไกการค้าที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และมีมาตรฐานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดภูมิภาค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าอย่างยั่งยืน


ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ ACCSQ ปี 2026–2030 พร้อมส่งต่อให้คณะเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) พิจารณารับรอง และให้คณะทำงานทุกกลุ่มภายใต้ ACCSQ จัดทำแผนงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อนำเสนอ ACCSQ ภายในปี 2569

รวมทั้งที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าด้านความปลอดภัยอาหารในอาเซียน ผ่านรายงานผลการประชุม PFPWG ครั้งที่ 40 ซึ่ง มกอช. เป็นผู้ประสานงานหลักของไทย โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าการให้สัตยาบัน AFSRFA ที่ไทยอยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้าย การจัดทำข้อมูลเผยแพร่เรื่องแนวทางฉลากโภชนาการโดยมาเลเซีย และการจัดทำแผนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ACCSQ ฉบับล่าสุด

นอกจากนี้ ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม PFPWG ครั้งที่ 41 ในเดือนพฤศจิกายน 2568
ณ จังหวัดภูเก็ต เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานอาหารสำเร็จรูปของอาเซียนให้ก้าวหน้า และยังได้รับบทบาทสำคัญ
ในการเป็นประเทศนำร่วมกับ
EU ในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยวัสดุสัมผัสอาหารในวันที่ 27–28 สิงหาคม 2568 ณ กรุงเทพมหานคร

“การประชุม ASEAN Consultative Committee on Standard and Quality for Prepared Foodstuff Product Working Group (ACCSQ PFPWG) ได้พิจารณาแนวทางการกำหนดและปรับประสานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารของอาเซียนในหลายด้าน เช่น วัตถุเจือปนอาหาร สารปนเปื้อน วัสดุสัมผัสอาหาร ฉลากโภชนาการ และการยอมรับผลการตรวจสอบและการให้การรับรองด้านสุขลักษณะอาหารของภาคีในขั้นตอน
การนำเข้า/ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป รวมถึงการระบุถึงความช่วยเหลือทางเทคนิคในการสนับสนุน
การทำงานด้านผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป” เลขาธิการ มกอช กล่าว

*******************************

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...