วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568

"การยางแห่งประเทศไทย"

กยท. หนุนโครงการน้ำหมักปลาหมอสำเร็จ กำจัดปลาหมอเฟสแรกกว่า 500 ตัน
ลุยผลิตน้ำหมักต่อเฟส 2 เคลียร์ระบบนิเวศ-เพิ่มผลผลิตยางแก่เกษตรกรฯ

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยผลสำเร็จ โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยางสนับสนุนปัจจัยการผลิตคุณภาพสูงแก่ชาวสวนยาง ควบคู่ไปกับการลดจำนวนปลาหมอคางดำ ฟื้นฟูระบบนิเวศสู่ความสมดุล


ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ กยท. เปิดเผยว่า  การดำเนินโครงการฯ ในเฟสที่ 1 ประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย กยท. รับซื้อปลาหมอคางดำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 11,628,730 บาท ช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำจากระบบนิเวศน์ถึง 581.44 ตัน สามารถนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ ได้ทั้งหมด 930,298.40 ลิตร และจัดสรรน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ ให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในโครงการสนับสนุนแปลงใหญ่ยางพาราทั่วประเทศกว่า 14,552 ราย (รายละ 40 ลิตร) สามารถนำไปฉีดพ่นในสวนยางพารา อย่างน้อยคนละ 320 ไร่ นอกจากนี้ กยท. ยังได้นำน้ำหมักชีวภาพอีกส่วนไปจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้รับการปลูกแทนและเกษตรกรทั่วไปนำไปใช้บำรุงพืชเกษตรอื่นอีกด้วย


นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ความคืบหน้าในการดำเนินโครงการฯ เฟสที่ 2 ปัจจุบัน กยท. ได้รับอนุมัติ กรอบงบประมาณ 12 ล้านบาท รับซื้อปลาหมอคางดำจากแพปลาปลาหรือจุดรับซื้อที่ประกาศโดยกรมประมง จำนวนทั้งสิ้น 577,539 กก. และได้กระจายปลาหมอทั้งหมดไปตามจุดผลิตน้ำหมักชีวภาพในพื้นที่ที่สถาบันเกษตรกรและหมอดินอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการฯ กับ กยท. อยู่ระหว่างกระบวนการแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพ โดยคาดว่าผลิตน้ำหมักเสร็จในช่วงเดือนเมษายน 2568 เมื่อกระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพเสร็จสิ้น กยท. โดยหน่วยธุรกิจจะนำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำออกจำหน่ายให้กับภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรทุกกลุ่ม รวมถึงบุคคลทั่วไปน้ำไปใช้บำรุงรักษาสวนยางต่อไป


ทั้งนี้ ทางด้าน ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ กยท. และ นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. ลงพื้นที่ ติดตามผลสำเร็จจากการนำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำในพื้นที่สวนยาง ต.แม่แรง อ.แม่ทา จ.ลำพูน เห็นผลได้ชัดว่า สามารถช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตได้ดี กรีดยางง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มผลผลิตยาง รวมไปถึงมีคุณสมบัติช่วยบำรุงพืชเกษตรชนิดอื่นๆ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรได้มากขึ้น


นายณรงค์ กาปัญญา เกษตรกรชาวสวนยางเจ้าของสวนยาง อ.แม่ทา จ.ลำพูน กล่าวว่า ได้มีการนำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำของ กยท. มาใช้ในสวนยาง 


โดยการทดลองใช้ผ่านทางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ และใช้เครื่องฉีดพ่นบริเวณลำต้นของต้นยยาง พบว่า ต้นยางมีใบหนา ผิวสวย เนื้อยางนิ่ม กรีดง่าย และให้ผลผลิตน้ำยางในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำของ กยท. จะมีจุลินทรีย์ย่อยสลายปุ๋ยเคมี ซึ่งปกติปุ๋ยเคมีมันจะลงดิน ใช้เวลา 30 วัน แต่พอนำปุ๋ยเคมีมาหมักในน้ำหมักปลาหมอคางดำ ใช้เพียง 3 วัน ในการสลายตัว เพราะมีจุลินทรีย์อยู่ข้างในนั้น เมื่อเอาลงดินพืชจะได้รับประโยชน์ทันที ซึ่งน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำของ กยท. อุดมไปด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของต้นยางได้เป็นอย่างดี



นอกจากนี้ การใช้ปลาทั้งตัวในการหมักนั้นจะช่วยเพิ่มสารอาหารมากกว่าน้ำหมักทั่วไป เนื่องจากปลาจะมีสารคีเลตที่ช่วยหุ้มจุลธาตุ ทำให้ต้นยางสามารถดูดซึมจุลธาตุผ่านรากและใบได้ดียิ่งขึ้น กยท. ขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำของ กยท. เพราะนอกจากจะมีธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงได้



วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568

การยางแห่งประเทศไทย  ลงพื้นที่ติดตามโครงการชะลอการขายยาง ช่วยสร้างความเข้มแข็ง-เพิ่มรายได้
กยท.ติดตามการนำผลผลิตยางของสมาชิกกลุ่มเกษตรกร อ.แม่ทา จ.ลำพูน เข้าโครงการชะลอการขายยาง มุ่งสร้างสมดุลตลาดยางพารา ตั้งเป้าปีนี้มีรายได้จากยางพาราไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 4 มี.ค.68 ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมด้วยนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการผู้ว่าการ กยท. และผู้บริหาร กยท. ลงพื้นที่ติดตามการนำผลผลิตยางของสมาชิกกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมโครงการชะลอการขายยาง ณ กลุ่มเกษตรกรทำสวนยางลุ่มน้ำแม่ทาสีเขียว อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
ดร.เพิก เลิศวังพง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีอำนาจต่อรองในการจำหน่ายยางพารา เมื่อราคายางพาราในตลาดเป็นที่น่าพึงพอใจ ปัจจุบันความต้องการใช้ยางพารายังคงมีสูงจากปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่นๆ 
โดย กยท.ได้ส่งเสริมให้เกษตรมีการรวมกลุ่มและเรียนรู้ร่วมกันทั้งในด้านการตลาด การบริหารจัดการยางพารา และมีราคาอ้างอิง ซึ่งได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 3000 ล้านบาทในการส่งเสริมเกษตรกรภายใต้โครงการชะลอการขายยาง ในรูปแบบสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย 3 เดือน โดยในปี 2568 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายได้จากยางพาราไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท
ด้านนายไพบูลย์ จำหงส์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางลุ่มน้ำแม่ทาสีเขียว จังหวัดลำพูน กล่าวว่า หลังเข้าร่วมโครงการชะลอการขายยาง ส่งผลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำเหมือนช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาทางกลุ่มได้รับการส่งเสริมจากทางภาครัฐอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านคำแนะนำ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังคงใช้แรงงานคนในการขนส่งยางพารา ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมในเรื่องเครื่องจักรเครื่องมือทางการเกษตรมากขึ้น จะช่วยลดภาระของเกษตรกร และตอบสนองต่อการส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่
#การยางแห่งประเทศไทย
การยางแห่งประเทศไทยลงพื้นที่ติดตามโครงการชะลอการขายยาง ช่วยสร้างความเข้มแข็ง-เพิ่มรายได้

กยท.ติดตามการนำผลผลิตยางของสมาชิกกลุ่มเกษตรกร อ.แม่ทา จ.ลำพูน เข้าโครงการชะลอการขายยาง มุ่งสร้างสมดุลตลาดยางพารา ตั้งเป้าปีนี้มีรายได้จากยางพาราไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.68 ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมด้วยนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการผู้ว่าการ กยท. และผู้บริหาร กยท. ลงพื้นที่ติดตามการนำผลผลิตยางของสมาชิกกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมโครงการชะลอการขายยาง ณ กลุ่มเกษตรกรทำสวนยางลุ่มน้ำแม่ทาสีเขียว อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน

ดร.เพิก เลิศวังพง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีอำนาจต่อรองในการจำหน่ายยางพารา เมื่อราคายางพาราในตลาดเป็นที่น่าพึงพอใจ ปัจจุบันความต้องการใช้ยางพารายังคงมีสูงจากปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่นๆ โดย กยท.ได้ส่งเสริมให้เกษตรมีการรวมกลุ่มและเรียนรู้ร่วมกันทั้งในด้านการตลาด การบริหารจัดการยางพารา และมีราคาอ้างอิง ซึ่งได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 3000 ล้านบาทในการส่งเสริมเกษตรกรภายใต้โครงการชะลอการขายยาง ในรูปแบบสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย 3 เดือน โดยในปี 2568 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีรายได้จากยางพาราไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท
ด้านนายไพบูลย์ จำหงส์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางลุ่มน้ำแม่ทาสีเขียว จังหวัดลำพูน กล่าวว่า หลังเข้าร่วมโครงการชะลอการขายยาง ส่งผลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำเหมือนช่วงที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาทางกลุ่มได้รับการส่งเสริมจากทางภาครัฐอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านคำแนะนำ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังคงใช้แรงงานคนในการขนส่งยางพารา ซึ่งหากได้รับการส่งเสริมในเรื่องเครื่องจักรเครื่องมือทางการเกษตรมากขึ้น จะช่วยลดภาระของเกษตรกร และตอบสนองต่อการส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่
#การยางแห่งประเทศไทย

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...