วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

ฉลองชื่นมื่น ครบรอบ 1 ขวบปี ‘โก โฮลเซลล์’ 
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ดำเนินงานโดย บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปี อย่างอบอุ่น! นำทีมโดย นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมพนักงานโก โฮลเซลล์ สาขาศรีนครินทร์ ตอกย้ำความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันสำคัญนี้ให้กับลูกค้าสมาชิกทั่วประเทศพร้อมกัน ณ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 9 สาขา ได้แก่ ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ และสาขาเมืองภูเก็ต  

นอกจากนี้ยังจัดแคมเปญใหญ่ “พาเหรดโปร โกสุดคุ้ม” ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม- 19 พฤศจิกายน 2567 มีสิทธิประโยชน์มากมาย ทั้ง GO LUCKY ลุ้นรับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 27 เส้น และบัตรกำนัล 500 บาท จำนวน 270 รางวัล มูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท จับรางวัลทุก 2 สัปดาห์ เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ ครบทุก 1,500 บาท/ใบเสร็จ GO PLUS รับ “คูปองเงินสด” เมื่อมียอดสะสมการซื้อสินค้าที่ร่วมรายการติดต่อกันตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด สามารถนำไปแลกรับคูปองเงินสดได้ มูลค่ารวมสูงสุด 4,200 บาท GO MORE รับเพิ่มคูปองส่วนลดสินค้าแบรนด์ดัง โดยรับผ่านแอปพลิเคชั่น โก โฮลเซลล์  GO STAMP รับสิทธิ์แลกซื้อสินค้าสุดคุ้ม เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,500 บาท รับแสตมป์ 1 ดวง สะสมครบ 4 ดวง มีสิทธิ์แลกซื้อสินค้า โดยได้รับส่วนลดมูลค่า 30 บาท ต่อสินค้า 1 รายการ ณ จุดแลกซื้อที่กำหนด (สินค้าเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) และ GO 10 รับเพิ่มคะแนน The 1 x 10 เมื่อซื้อสินค้าในกลุ่มที่ร่วมรายการ เริ่มจากช่วงวันที่ 9 ตุลาคม - 22 ตุลาคม เป็นสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยวที่ร่วมรายการ ช่วงวันที่ 23 ตุลาคม- 5 พฤศจิกายน เป็นสินค้ากลุ่มน้ำเชื่อม น้ำผลไม้ ไซรัป และท้อปปิ้งที่ร่วมรายการ ช่วงวันที่ 6 - 19 พฤศจิกายน เป็นกลุ่มสินค้าแบรนด์  เอ-ชอยซ์ (เฉพาะผักและผลไม้แช่แข็ง และอาหารแปรรูปแช่แข็งที่ร่วมรายการ) 

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567

" มูลนิธิ โครงการหลวง"

ARDA จับมือ มูลนิธิโครงการหลวงสวพส. กรมวิชาการเกษตร อัพเกรดผลผลิตการแฟอราบิก้า สร้าง Sustainable Economy บนพื้นที่สูงมุ่งสู่พืชเศรษฐกิจสร้างอาชีพ
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง พร้อมด้วย 
พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การวิจัย พัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนกาแฟอราบิก้าให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญบนพื้นที่สูง” ร่วมกับ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย  สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดย ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โดย นายพงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) โดย นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง  

โดยมีนายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และคณะผู้บริหารระดับสูงจาก 4 หน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยานภายในพิธีฯ ณ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กรุงเทพมหานคร
 
ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า กาแฟอราบิก้า พืชเศรษฐกิจสร้างชีวิตใหม่ของชาวไทยภูเขา ที่มีจุดเริ่มต้นจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนบนพื้นที่สูง โดยพระราชทานต้นพันธุ์กาแฟอราบิก้าแก่ชาวไทยภูเขาบนดอยอินทนนท์เพื่อปลูกทดแทนฝิ่นซึ่งเป็นพืชเสพติดเมื่อปี พ.ศ. 2514 นำไปสู่การพัฒนางานวิจัยและพันธุ์กาแฟอย่างต่อเนื่อง จนกาแฟอราบิก้าแพร่หลายไปทั่วภาคเหนือของประเทศไทย
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – ARDA พร้อมเดินหน้าผลักดันกาแฟอราบิก้าให้เป็น Specialty Coffee กาแฟไทยที่ทั่วโลกให้การยอมรับเรื่องการผลิตกาแฟที่ยั่งยืน 
โดยที่ผ่านมาได้ให้ประเทศไทยประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนแรงงานการเก็บเกี่ยว และปัญหาด้านการตลาด ส่งผลให้ ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการปลูกกาแฟและแปรรูปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงการจัดอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรมการผลิตกาแฟอราบิก้าแบบครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟไทยให้ได้คุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำอย่างต่อเนื่อง 
 การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ทาง ARDA จึงมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมกันพัฒนาและวิจัยเพื่อยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมกาแฟของประเทศไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2568 ได้ร่วมงานมหกรรมกาแฟอราบิก้าพ่อหลวงบนพื้นที่สูง Royal Highland Arabica Coffee Exposition “กาแฟ-พ่อ-หลวง จาก BCG to SDGs” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ทาง โดยทาง ARDA เตรียมคัดผลงานวิจัย อาทิ การใช้นวัตกรรม AI พัฒนาจากของเหลือทางการเกษตรเป็น “CherryKoff” เครื่องดื่มและอาหารสุขภาพจากเนื้อผลเชอร์รี่กาแฟคีเฟอร์น้ำผลไม้และเชอรี่กาแฟอบแห้งจากเศษเหลือสู่ผลิตภัณฑ์มูค่าสูง การพัฒนากลิ่นรสกาแฟเฉพาะและการลดอะคริลาไมด์ในเมล็ดกาแฟตามมาตรฐานสหภาพยุโรป ฯลฯ ร่วมจัดแสดงภายในงานฯ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และเทคโนโลยีการผลิตด้านกาแฟระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และเอกชนทั้งในประเทศและนานาชาติ

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

เชิญชวนลูกค้าร่วมกิจกรรมครบรอบ 1 ปี “โก โฮลเซลล์”
ครบ 1 ขวบแล้วจ้า! สำหรับ โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ดำเนินงานโดย บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขอเชิญชวนลูกค้าสมาชิก ผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจ มาร่วมงานเฉลิมฉลองอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง โดยจะมีการตัดเค้กร่วมกันเวลา 15.00 น. พร้อมแจกเค้กกล้วยหอมสูตรพิเศษให้ทุกท่านได้ลิ้มลองรสชาติอย่างพร้อมเพรียง ในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2567 ณ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 9 สาขาทั่วประเทศ ประกอบด้วย ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ และสาขาเมืองภูเก็ต

พิเศษสุด! สำหรับ สาขาศรีนครินทร์  ผู้ที่มาร่วมฉลองวันสำคัญดังกล่าว (27 ตุลาคม) และซื้อสินค้าครบ 1,500 บาทต่อใบเสร็จ จะได้รับคูปองลุ้นโชค 1 ใบ เพื่อลุ้นรับบัตรกำนัล มูลค่าใบละ 500 บาท จำนวน 27 ใบ จับรางวัลวันที่ 27 ตุลาคม 4 รอบ คือ 12.00 น. จำนวน 6 ใบ 14.00 น. จำนวน 6 ใบ 16.00 น. จำนวน  6 ใบ และ 18.00 น. จำนวน 9 ใบ (โดยผู้ได้รางวัลต้องอยู่ในสาขา) เมื่อซื้อสินค้าครบ 3,000 บาทต่อใบเสร็จ จะได้รับคูปองลุ้นโชค 1 ใบ ลุ้นรับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทจำนวน 1 เส้น (จับรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 28 ตุลาคม ประกาศผลวันที่ 29 ตุลาคม) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่จุดบริการลูกค้า สาขาศรีนครินทร์ ... ปักหมุดลงนัดหมายกันไว้ได้เลย!!!

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567

กรมชลฯเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

🔴 กรมชลประทาน ระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพมโนรมย์-ช่องแค แก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วม

🟢 กรมชลประทาน จัดปัจฉิมนิเทศเปิดเวทีระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง 
เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น
🟢 นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน  กล่าวว่า โครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี 
เป็นโครงการย่อยของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ตอนบนจาก 16 โครงการ มีอายุการใช้งานมาแล้วมากกว่า 60 ปี ปัญหาปัจจุบันระบบชลประทานของโครงการมีประสิทธิภาพลดลงไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะการณ์ อีกทั้งคลองส่งน้ำฯ และอาคารประกอบใช้งานมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้อาคารชำรุดเสียหาย รวมถึงอาคารควบคุมมีสภาพชำรุดทรุดโทรม และคลองส่งน้ำบางสายยังเป็นคลองดิน คลองระบายน้ำมีสภาพตื้นเขิน ขนาดคลองแคบลง ปัญหาการบุกรุกเขตคลองระบายน้ำ คันคลองระบายน้ำบางช่วงต่ำ ท่อรับน้ำจากปากคลองมีระดับสูงกว่าระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก เกิดปัญหาในช่วงฤดูแล้งถึงต้นฤดูฝน เกษตรกรต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้าคลองเอง เนื่องจากระดับน้ำต่ำทำให้น้ำไม่เข้า ทรบ.ปากคลอง ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร และงบประมาณที่ใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมโครงการฯ มีอยู่อย่างจำกัด แม้ว่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งระบบได้ 
🟢 นายสุรชาติ กล่าวอีกว่า กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยดำเนินการปรับปรุงระบบชลประทานให้มีความสอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองชัยนาท-ป่าสัก ให้มีความเหมาะสมและเพียงพอต่อการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องมีการจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค จังหวัดชัยนาท จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดลพบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค ที่เชื่อมโยงกับระบบลำน้ำของโครงการข้างเคียงและลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีความสมดุลระหว่างการใช้น้ำ การระบายน้ำ และการรักษาคุณภาพน้ำ ซึ่งการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาและการปรับปรุงระบบชลประทาน ระบบระบายน้ำ รวมถึงระบบลำน้ำที่มีอยู่เดิม การก่อสร้างอาคารกักเก็บน้ำในคลองระบายเพิ่มเติม การก่อสร้างสถานีสูบน้ำปลายคลองระบายน้ำลงคลองชัยนาท-ป่าสัก จะส่งผลดีต่อภาพรวมของโครงการฯ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ การสูบน้ำ บรรเทาปัญหาอุทกภัยและเก็บกักน้ำเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก รวมถึงการนำพลังงานทดแทนมาใช้ การดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค มีระยะเวลาดำเนินการ 540 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2566 สิ้นสุดวันที่ 2 พฤศจิกายน 2567
🟢 การดำเนินงานโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแคจะมีความเชื่อมโยงกันโดย โครงการส่งน้ำฯ มโนรมย์ รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองชัยนาท-ป่าสัก และโครงการส่งน้ำฯ ช่องแค รับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก 
🟢 สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ มีแผนงานปรับปรุงคลองส่งน้ำและอาคารประกอบ 33 สาย ความยาว 215 กิโลเมตร และปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำและอาคารประกอบ 24 สาย ความยาว 221 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการปรับปรุง 1,333.51 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบส่งน้ำ 860.74 ล้านบาท,ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบระบายน้ำ 369.98 ล้านบาท, ค่าลงทุนด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้น้ำ 4.45 ล้านบาท และค่าลงทุนด้านอาคารสถานที่/ครุภัณฑ์/บุคลากร 98.34 ล้านบาท ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานในพื้นที่โครงการ 281,805 ไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง 64,437 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 352 บาท/ไร่ คิดเป็นมูลค่า 143.43 ล้านบาท/ปี ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่โครงการ จำนวน 330,314 ไร่ และสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 32,681 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.89
🟢 ส่วนโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค มีแผนงานปรับปรุง คลองส่งน้ำและอาคารประกอบ 26 สาย ความยาว 194 กิโลเมตร และปรับปรุงระบบคลองระบายน้ำและอาคารประกอบ 19 สาย ความยาว 237 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการปรับปรุง 1,313.90 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบส่งน้ำ 808.85 ล้านบาท,ค่าลุงทุนการปรับปรุงระบบระบายน้ำ 425.75 ล้านบาท, ค่าลงทุนด้านเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรผู้ใช้น้ำ 3.97 ล้านบาท และค่าลงทุนด้านอาคารสถานที่/ครุภัณฑ์/บุคลากร 75.33 ล้านบาท ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานในพื้นที่โครงการ 245,320 ไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง 52,612 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 276 บาท/ไร่ คิดเป็นมูลค่า 111.53 ล้านบาท/ปี ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่โครงการ จำนวน 280,770 ไร่ และสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 28,438 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 10.13

🟢 ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้นจะส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี สิงห์บุรี และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับประโยชน์จากโครงการฯ มีน้ำกิน น้ำใช้ เพื่อการอุปโภค บริโภคและทำการเกษตรอย่างพอเพียง สร้างอาชีพและรายได้มั่นคง ประชาชนมีความอยู่ดี กินดี มีความสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป
🟢 นายวิทยา ชพานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า หากมีการพัฒนาโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้งเป็น 64,437 ไร่ ส่งผลให้มีรายได้ด้านเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 143.43 ล้านบาท/ปี หรือคิดเป็น 352 บาท/ไร่ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอุทภัยในพื้นที่ใครงการ 330.314 ไร่ สามารถลดพื้นที่น้ำได้ 32,681 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9.89 จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์และช่องแค ได้ดียิ่งขึ้น และขอให้พี่น้องกลุ่มผู้ใช้น้ำได้ช่วยกันดูแลบำรุงรักษาสิ่งก่อสร้างต่างๆให้ดีเพราะทั้งหมดคือประโยชน์ ผลพลอยได้ของเกษตรกรที่จะได้รับ
🟢 นายอนิวรรต์ ไพรดำ ผู้จัดการแปลงใหญ่ข้าวตำบลสนามแจง หมู่ที่2  ต. สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี   กลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตคลองส่งน้ำ 14 ขวา  กล่าวว่า ทางกลุ่มมีสมาชิก 20 ราย ได้มีการผลิตพันธุ์ข้าวปทุมธานี1 ให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี จำนวน 900 กว่าไร่  เกษตรกรใช้น้ำจากคลองชัยนาท ป่าสัก โครงการช่องแค คลองส่งน้ำ 14 ขวา ที่ผ่านมาเกษตรกรแทบจะไม่ได้น้ำจากคลองส่งน้ำ 14 ขวาเป็นหลักแต่ใช้จากคลองระบายที่แยกย่อยออกมาที่เป็นหัวใจหลักในการส่งน้ำมาให้กับเกษตรกรที่ผลิตข้าว และก็ต้องขอบคุณกรมชลประทาน ที่จะมีการพัฒนาปรับปรุงคลองส่งน้ำ 14 ขวา ให้เป็นคลองส่งน้ำให้กับเกษตรกรเพื่อช่วยให้การเพาะปลูก การทำการเกษตรแบบยั่งยืนและ เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ดียิ่งขึ้น  
🟢 นางเพ็ชรัตน์ ทองมี  กำนันตำบลโพธิ์ชัย อำเภออินทร์บุรึ จังหวัดสิงห์บุรี และประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำคลองส่งน้ำ 9 ขวา  ชัยนาท-ป่าสัก กล่าวว่า ทางกลุ่มผู้ใช้น้ำมีความต้องการในเบื้องต้นคือการกำจัดวัชพืชที่มีในคลองเยอะ อยากให้มีการดาดคลอง จะทำให้วัชพืชไม่ขึ้น การไหลของน้ำจะไหลได้ดีขึ้น  และธรณีประตูที่อยากทำให้ต่ำลง จะสามารถส่งน้ำเข้าไปในคลอง9 ขวา ได้ดีขึ้น ยังมีตรงพื้นที่ดงมัน อยากให้มีการปรับปรุงฝายน้ำ จากอันเดิมเก่ามาก อยากให้ทำประตูใหม่ ระบบจะได้ดีขึ้น หากมีการระบายน้ำ ส่งน้ำได้ดีจะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเกษตรผลิตเมล็ดข้าวส่งศูนย์ข้าวชัยนาท สามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้ได้มากขึ้น 
🟢 นายประจวบ พวงสมบัติ ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำเขาแก้ว ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหนึ่งชุมชนที่อยู่ในพื้นที่การปรับปรุงสถานีสูบน้ำเขาแก้ว จุดสำคัญในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์  บอกว่า อยากให้มีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำเขาแก้ว ที่สร้างมาหลายสิบปีแล้ว อยากให้มีประสิทธิภาพได้ดีกว่านี้ สามารถสูบน้ำได้แบบต่อเดียว ที่ปกติต้องสูบน้ำสองต่อทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะภาระค่าไฟที่มีการใช้จ่ายที่สูง หากมีการปรับปรุงสถานีสูบน้ำก็จะช่วยให้ชาวบ้าน เกษตรกรใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

"โก โฮลเซลล์"

“โก โฮลเซลล์” รับซื้อ กุ้งลายเสือปลอดสารจากเกษตรกรภูเก็ต หนุนการเลี้ยงระบบไบโอฟาร์ม สร้างวิถีบริโภคปลอดภัย กระจายสู่ร้านอาหาร
ในบรรดาวัตถุดิบประเภท “กุ้ง” ที่นักปรุงอาหารนิยมนำไปใช้นั้น ชื่อของ “กุ้งลายเสือ” มีปรากฏเป็นเช็คลิสต์ที่ร้านอาหารต้องการนำไปสร้างสรรค์เมนูเพิ่มรายได้ด้วยอย่างไม่เคยขาด
กุ้งลายเสือ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า กุ้งกุลาดำ เป็นกุ้งทะเลที่มีรสสัมผัสเนื้อเด้ง กรุบกรอบ มีรสชาติหวานละมุนติดลิ้น เป็นที่นิยมใช้ในการปรุงอาหารได้หลากหลาย อาทิ ต้มยำ ทำซาชิมิ บาบีคิว ซึ่งหลายคนฟันธงว่าถ้าเป็นกุ้งชนิดนี้ ต้องรับประทานแบบ Medium Rare  หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ จะได้รสสัมผัสที่ดีงามมาก
 
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) จึงได้เสาะหาแหล่งผลิตกุ้งลายเสือมาให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจโฮเรก้าได้เลือกสรร  ซึ่งแหล่งเพาะเลี้ยงสำคัญของกุ้งชนิดนี้อยู่ในแถบอันดามัน โดย ภูเก็ต พังงา ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตลูกพันธุ์กุ้งกุลาดำและพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ

นายศักดิ์สหกรณ์ คงสมุทร ซีอีโอ บริษัท ภูเก็ตกรีนชริมป์ จำกัด และประธานคลัสเตอร์ กุ้งกุลาดำไทยกล่าวว่า “ฟาร์มของเรา เลี้ยงกุ้งในระบบไบโอฟาร์ม ตามหลักปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี ด้วยการใช้สิ่งมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ โดยไม่ใช้ยาและสารเคมีต้องห้ามทุกชนิด อีกทั้งพื้นที่การเพาะเลี้ยงอยู่ในแถบภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดท่องเที่ยว ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้กุ้งที่ได้มีคุณภาพสูงและปลอดภัย รสชาติดี ซึ่งเราขายทั้งกุ้งเป็น และกุ้งแช่แข็ง” 
กว่าจะได้กุ้งลายเสือ หรือกุ้งกุลาดำ ที่มีขนาดและเนื้อสัมผัสอย่างที่บรรดาเชฟ และร้านอาหารต้องการ ใช้เวลาในการทะนุถนอมเลี้ยงดูกว่า 5 เดือน นานกว่าการเลี้ยงกุ้งขาวทั่วไป โดยพนักงานทุกคนจะยึดถือหลักปฏิบัติ อันเป็นสโลแกนที่สำคัญของบริษัทคือ ‘กุ้งที่เราเลี้ยง เพื่อคนที่เรารัก’
“ที่มาของสโลแกน กุ้งที่เราเลี้ยง เพื่อคนที่เรารัก คือเราอยากให้กุ้งกุลาดำที่เลี้ยงเป็นกุ้งที่ครอบครัว และคนที่เรารักทุกคนสามารถนำมารังสรรค์เมนูแห่งความสุขได้แบบสบายใจ และมั่นใจได้ว่าเป็นกุ้งสดที่ดี มีคุณภาพ โดยเลี้ยงด้วยความหนาแน่นไม่สูงเกินไป เลือกสายพันธุ์กุ้งที่โตปานกลางและมีความแข็งแรง กุ้งกุลาดำของเราจะโดดเด่นในเรื่องรสชาติ และสีสัน โดยธรรมชาติขนาดของกุ้งที่โตเต็มวัยที่เลี้ยงด้วยระบบ Bio Shrimp Bio Farm จะอยู่ที่ 30-40 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ผู้บริโภคซื้อแล้วมั่นใจได้เลยว่าเป็นกุ้งที่สุดยอด โดยสินค้าจากทางฟาร์มได้รับตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียวจากกรมประมง เพื่อเป็นการการันตีว่าสินค้าที่เราเลี้ยงปลอดภัยจาก Antibiotic และยังรักษาสิ่งแวดล้อม” 

นายศักดิ์สหกรณ์ ย้ำอีกว่า ดีใจที่กุ้งลายเสือภูเก็ตได้เปิดตลาดมากขึ้น เราอยากให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และโก โฮลเซลล์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเริ่มต้นส่ง ‘กุ้งเป็น’ ขายที่สาขาราไวย์ และสาขาเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ขอบคุณที่ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้ครับ”

ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจบริการ ที่ต้องการสรรหาวัตถุดิบหลากหลาย มีคุณภาพปลอดภัย และยังได้ช่วยเกษตรกร แวะเวียนไปดูได้ที่ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 9 สาขา ไม่ว่าจะเป็น ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ภูเก็ต และสาขาเมืองภูเก็ต

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567

"เสวนา ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5"

ระดมสมอง สะท้อนปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และหมอกควัน ร่วมหาแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องและยั่งยืน
 
สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ จับมือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเสวนา “ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 สร้างความเข้าใจ สู่การแก้ไขอย่างยั่งยืน” ระดมความคิดนักวิชาการ 
เพื่อให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง สะท้อนปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2) สู่แนวทางและวิธีการแก้ปัญหาในอนาคตอย่างแม่นยําและยั่งยืน 
นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤตเรื่องปริมาณ hotspot และการเกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี 
โดยเฉพาะพื้นที่หลายจังหวัดในภาคเหนือของประเทศ ส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพเศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง ประกอบกับการรับรู้ของภาคสังคมยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากการนําเสนอของสื่อโดยเฉพาะสื่อทางโซเชียล มีเดีย จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหลายประเด็น ทั้งเรื่องสาเหตุที่เกิด ปัจจัยการเกิด และแหล่งที่เกิด (ในป่า/นอกป่า) รวมถึงกรณีฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่องสะสมมายาวนาน แต่ยังขาดการนําเสนอข้อมูล ความรู้ที่แท้จริงของปัญหา รวมไปถึงการหาแนวทางการแก้ปัญหาที่จะสามารถแก้ไขได้ตรงประเด็น และแก้ไขได้อย่างยั่งยืน ลดปัญหาและผลกระทบได้อย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าว มีความจําเป็นที่สังคมจะต้องรับรู้และเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริง เพื่อนำมาสู่แนวทางในการแก้ปัญหาได้ตรงจุด ถูกต้องและยั่งยืน โดยระดมความคิดจากนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานเสวนาขึ้น ในหัวข้อ “ปัญหาฝุ่นละออง” PM 2.5 สร้างความเข้าใจ สู่การแก้ไขอย่างยั่งยืน” ในวันอังคาร ที่ 22 ตลาคม 2567 เวลา 13.00. - 16.30 น. ณ ห้องประชุมสุธรรม อารียกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี ชั้น 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน  โดยในงานเสวนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนักวิชาการที่มีความรู้จริงและมีความน่าเชื่อถือ ประกอบด้วย 
อาจารย์ ดร.สุดเขต สกุลทอง จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ , ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา , ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักดิ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , รศ.ดร.นันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , นายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนายเดโช ไชยทัพ ผู้อํานวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ จะร่วมนําเสนอข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมตอบคําถามข้อสงสัย เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ่ายทอดให้กับสังคม อันจะนําไปสู่แนวทางการแก้ปัญหาร่วมกันจากทุกภาคส่วนอย่างถูกต้องและยั่งยืนในอนาคต

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า...ฟรี... เพื่อเข้าร่วมงานได้ที่ QR Code…… หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย โทร.086-3401713 ในวัน เวลา ราชการ

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2567

"ครบรอบ 22 ปี มกอช."

“ครบรอบ 22 ปี มกอช. ขับเคลื่อนงานด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างความยั่งยืนสู่สากล Global ภายใต้แนวคิด Go Green Go ”
สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดงานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา มกอช. ครบรอบ 22 ปี ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “Go Green Go Global ขับเคลื่อนงานด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความยั่งยืนสู่สากล” มุ่งเน้นการทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สร้างความยั่งยืนด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร พร้อมกับสร้างระบบให้มีมาตรฐานและการมีส่วนร่วมเพื่อการยอมรับสู่สากล ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” มุ่งยกระดับเกษตรกร ผู้ประกอบการ เข้าสู่ระบบมาตรฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยนโยบายของรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน”  
โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานภายใต้นโยบายด้านการเกษตรทั้ง 9 นโยบาย คือ 1) สร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ 2) เร่งรัดจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร 3) บริหารจัดการน้ำ 4) ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 5) ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง 6) จัดการทรัพยากรทางการเกษตร 7) รับมือกับภัยธรรมชาติ 8) สานต่อการทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน และ 9) อำนวยความสะดวกด้านการเกษตร มกอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจหลักด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ทำหน้าที่กำหนด ส่งเสริม ควบคุม และดูแลระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับไร่นาจนถึงผู้บริโภค 
ตลอดจนการเจรจาแก้ไขปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สอดคล้องกับนโยบาลของรัฐบาลด้านการเกษตรในการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับเกษตรกร ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน ผลิตและพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมไปถึงการสร้างองค์ความรู้ และการตระหนักรู้ถึงสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐาน มีคุณภาพ ผ่านตราสัญลักษณ์ Q เพื่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่ดีขึ้น รวมไปถึงการสร้างสังคมและทรัพยากรเกษตรที่ยั่งยืน
ทั้งนี้สิ่งที่ต้องเร่งรัดคือ 
ในเรื่องการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรนั้น ขอให้ มกอช.เป็นหน่วยงานในลักษณะของที่ปรึกษา หรือเป็นหน่วยงานที่ ออกหลักเกณฑ์ ส่วนการตรวจ การรับรอง พยายามจะถ่ายโอนให้เป็นเอกชน หรือสถาบันการศึกษา ที่มีความพร้อม ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี  การใช้ระบบดิจิทัล ทดแทนในการทำงาน การใช้แอปฯต่าง ๆ ในการทำงาน เพื่อให้มีความสะดวกรวดเร็ว ทั้งการขอใบอนุญาต และการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องการติดขัดด้านเอกสาร ซึ่งให้มีการเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ และยังให้เน้นเรื่องของสินค้ามูลค่าสูง

โดย 1 ท้องถิ่น 1 สินค้ามูลค่าสูง มีครอบคลุมทั้งประเทศ โดยจะนำมาดำเนินการให้เกิดคุณภาพ รวมไปถึงการส่งออก พร้อมขอความมือว่าสินค้าโครงการหลวงและสินค้าพื้นที่สูง ขณะนี้มีมากมาย ที่ต้องเร่งดำเนินการช่วยนำสินค้าออกมาจำหน่ายในประเทศ และส่งออก 


นอกจากการได้ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่สูง หรือชนเผ่าๆ ต่างๆ มีรายได้อย่างยั่งยืนแล้ว ก็ยังเป็นการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ดินถล่มได้ด้วย เพราะจะไม่เกิดการทำลายป่า 
สำหรับงานสถาปนา ครบรอบปีที่ 22 มกอช. จัดขึ้นภายใต้ธีม “Go Green Go Global: ขับเคลื่อนมาตรฐานสินค้าเกษตร สร้างความยั่งยืนสู่สากล” เพื่อตอกย้ำถึงแนวทางการดำเนินงานของ มกอช. ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยกระดับพัฒนางานด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย 
Go Green การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน มกอช. ได้จัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อให้ระบบการผลิต การแปรรูป การจัดจำหน่ายผลผลิต คำนึงและรักษาไว้ซึ่งระบบนิเวศ สภาพแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนางานด้านการมาตรฐานตามหลัก BCG Model เพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่คุณภาพ (Value Chain) ให้เติบโต 

Go Global การสร้างระบบให้มีมาตรฐาน สร้างการมีส่วนร่วมเพื่อการยอมรับสู่สากล: มกอช. ได้ดำเนินการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับภาคการผลิต และการตรวจรับรองมาตรฐาน รวมถึงการควบคุมและตรวจติดตามอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยก่อนถึงมือผู้บริโภค โดยใช้สัญลักษณ์ Q ที่แสดงถึงผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานระบบการผลิต ได้แก่ มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ (มกษ. 9070 – 2566): ล้งทุเรียน ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ระบบการรับรองผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่โดยการประยุกต์ใช้ระบบการประเมินผู้ส่งมอบ (Supplier Audit) กระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟ ระบบการควบคุม กำกับดูแล และตรวจสอบด้านมาตรฐานบังคับ ซึ่งได้แก่ โครงการกำกับดูแลสินค้าเกษตรตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 โครงการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ โครงการเฝ้าระวังความปลอดภัยในสินค้าเกษตรตามมาตรฐานทั่วไป การตรวจสอบการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การขออนุญาตและการแจ้งนำเข้าส่งออก ผ่านระบบ TAS-License การสร้างช่องทางออนไลน์ในการจำหน่ายสินค้าเกษตรมาตรฐานผ่านเว็บไซต์สินค้าเกษตรมาตรฐาน-ออนไลน์ (DGTFarm) และระบบตามสอบสินค้าเกษตรระบบคลาวด์ (QR Trace on Cloud) 


วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ ฉลองครบรอบ 1 ปี! จัด “พาเหรดโปร โกสุดคุ้ม” 
จับอินไซด์คนตื่นทอง ชิงสร้อยทอง 1 บาท 27 เส้น ลุ้นรับสิทธิประโยชน์ถึง  5 เด้ง
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดมาร์เก็ตติ้งแคมเปญฉลองครบรอบ 1 ปี หลังเปิดสาขาแรกในประเทศไทย สาขาศรีนครินทร์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2566 กับ “พาเหรดโปร โกสุดคุ้ม” ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม- 19 พฤศจิกายน 2567 โดยจับกระแสนิยมทองคำ ชูเป็นไฮไลท์
“พาเหรดโปร โกสุดคุ้ม” ฉลอง 1 ขวบปีของ “โก โฮลเซลล์” ประกอบไปด้วย สิทธิพิเศษมากมายที่มีให้ลูกค้าสมาชิกถึง 5 เด้ง ทั้ง 
1. GO LUCKY ลุ้นรับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 27 เส้น และบัตรกำนัล 500 บาท จำนวน 270 รางวัล มูลค่ารวม 1.2 ล้านบาท จับรางวัลทุก 2 สัปดาห์ เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ ครบทุก 1,500 บาท/ใบเสร็จ 
2. GO PLUS รับ “คูปองเงินสด” เมื่อมียอดสะสมการซื้อสินค้าที่ร่วมรายการติดต่อกันตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด สามารถนำไปแลกรับคูปองเงินสดได้ มูลค่ารวมสูงสุด 4,200 บาท
3. GO MORE รับเพิ่มคูปองส่วนลดสินค้าแบรนด์ดัง โดยรับผ่านแอปพลิเคชั่น โก โฮลเซลล์ 
4. GO STAMP รับสิทธิ์แลกซื้อสินค้าสุดคุ้ม เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,500 บาท รับแสตมป์ 1 ดวง สะสมครบ 4 ดวง มีสิทธิ์แลกซื้อสินค้า โดยได้รับส่วนลดมูลค่า 30 บาท ต่อสินค้า 1 รายการ ณ จุดแลกซื้อที่กำหนด (สินค้าเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
5. GO 10 รับเพิ่มคะแนน The 1 x 10 เมื่อซื้อสินค้าในกลุ่มที่ร่วมรายการ เริ่มจากในช่วง วันที่ 9 ตุลาคม - 22 ตุลาคม เป็นสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยวที่ร่วมรายการ ช่วงวันที่ 23 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน เป็นสินค้ากลุ่มน้ำเชื่อม น้ำผลไม้ ไซรัป และท้อปปิ้งที่ร่วมรายการ ช่วงวันที่ 6 พฤศจิกายน - 19 พฤศจิกายน เป็นกลุ่มสินค้าแบรนด์เอ-ชอยซ์ (เฉพาะผักและผลไม้แช่แข็ง และอาหารแปรรูปแช่แข็งที่ร่วมรายการ) 
รีบเด้งไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ และรับโชคกับ “พาเหรดโปร โกสุดคุ้ม” ได้ที่โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา ปัจจุบันมี 9 แห่งแล้ว ทั้ง ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ภูเก็ต และเมืองภูเก็ต รวมถึง แอปพลิเคชั่น โก โฮลเซลล์ ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม – 19 พฤศจิกายนนี้ 2567

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2567

"กรมปศุสัตว์"

“หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” ช่วยช้างประสบอุทกภัย ส่งถึงอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่แล้ว
กรมปศุสัตว์จัดส่ง “หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” เพื่อช่วยเหลือปางช้างที่ประสบอุทกภัยในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จุดเก็บรักษาเสบียง คือ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชชนนี โดยจะกระจายช่วยเหลือปางช้างที่ได้รับผลกระทบต่อไป
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2567 มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำเจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์เดินทางไปส่ง “หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” เพื่อช่วยเหลือปางช้างที่ประสบอุทกภัยในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับหญ้าที่นำส่งไปช่วยเหลือปางช้างในอำเภอแม่แตง สามารถให้กินได้ทั้งช้าง วัว ควาย แพะ และแกะ โดยนำไปทั้งหญ้าสดและหญ้าแห้ง แบ่งเป็นหญ้าสด 3,000 กิโลกรัม หญ้าแห้ง 32,000 กิโลกรัม รวมทั้งสิ้น 35,000 กิโลกรัมหรือ 35 ตัน ในการส่งมอบ “หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน” เพื่อช่วยเหลือปางช้างในอำเภอแม่แตงครั้งนี้ 
กรมปศุสัตว์ร่วมกับนายชัยณรงค์ นันตาสาย นายอำเภอแม่แตง พันโทวัชระ ถึกสุวรรณ์ ผบ. ร.7 พัน.2 นำส่งไปเก็บไว้ที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชชนนี ศูนย์อนุรักษ์และพัฒนาท้องถิ่น ตำบลกึ๊ดช้าง ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดเก็บรักษาเสบียงอาหารสัตว์ เพื่อนำไปกระจายช่วยเหลือปางช้างต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่อไป
อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้จัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่ของสำนักงานปศุสัตว์เขต 5 และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ เข้าช่วยตรวจรักษาสัตว์ป่วยและดูแลสุขภาพสัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยสัตว์อาจเครียดและอ่อนล้า นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า อุณหภูมิในภาคเหนือจะเริ่มลดลง เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจึงมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยหรือเกิดโรคระบาดสัตว์ได้ง่าย 
ทั้งนี้เป็นไปตามข้อห่วงใยของ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ที่กำชับให้กรมปศุสัตว์ดูแลด้านอาหารสัตว์และสุขภาพของทั้งปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ให้ทั่วถึงและต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่สภาวะปกติ 
หากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องการแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ สามารถแจ้งที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ หรือแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชม.


 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...