วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ ร่วมขบวนพาณิชย์จัดให้ โหนกำลังซื้อคึกคัก รับเงินหมื่น 
จัด “กินเจให้สุด ปักหมุดที่ GO Wholesale” เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการทำเงิน
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารเพื่อผู้ประกอบการ ในระบบสมาชิก ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขนสินค้าสำหรับเทศกาลเจมาจำหน่ายในราคาพิเศษหลากหลายรายการ ลดราคาสูงสุด 33% ร่วมขบวน “พาณิชย์จัดให้ ลดราคา เทศกาลกินเจ อิ่มบุญราคาประหยัด” กับกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยมี นายพิชัย นริพทะพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน ต้อนรับเทศกาลถือศีลกินผักปี 2567 โดย โก โฮลเซลล์ ได้จัดแคมเปญ “กินเจให้สุด ปักหมุดที่ GO Wholesale” คัดสรรคุณภาพครบครัน อิ่มท้อง อิ่มใจ อิ่มบุญ ตั้งแต่วันนี้ – 8 ตุลาคมนี้ ที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา ทั้ง ศรีนครินทร์  เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม 2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ภูเก็ต และสาขาเมืองภูเก็ต   
สำหรับงานนี้ โก โฮลเซลล์ นำสินค้าสำหรับเทศกาลเจมาให้เลือกสรรมากมาย ทั้ง กลุ่มเห็ด กลุ่มผักถุงใหญ่ สำหรับผู้ประกอบการที่นำไปสร้างสรรค์เมนูอาหารเจรับผู้ถือศีล  กลุ่มเบเกอรี่ หมี่เตี๊ยวเส้นขาว กลุ่มโปรตีนถั่วเหลืองที่ได้รับความนิยม แป้งหมี่กึงที่มาครบทั้ง ไส้ไก่เจ ไส้หมูเจ หมูสับเจ ลูกชิ้นหมี่กึง อาหารแช่แข็ง ทั้งวัตถุดิบเนื้อบดจากพืช ไข่ดาวจากพืช อาหารพร้อนทานแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์จากเต้าหู้ อาทิ เต้าหู้ขาว เต้าหู้เหลือง ฟองเต้าหู้ม้วนทอด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เจจากแบรนด์ A-Choice และกลุ่มพริกแกง น้ำพริกต่างๆ เครื่องปรุง น้ำมืชพืช นมถั่วเหลือง ตลอดจนขนมหวานสูตรเจที่จัดมาในราคาเริ่มต้น 35 บาท ฯลฯ 
ติดตามรายละเอียดสำหรับกิจกรรมและโปรโมชั่นอื่น ๆ ได้ที่ www.centralfoodwholesale.co.th  หรือช่องทางโซเชียลมีเดียที่ เฟซบุ๊ก GO Wholesale แอปพลิเคชันไลน์ @gowholesale เพื่อรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ก่อนใคร #โก โฮลเซลล์ #GO Wholesale #เทศกาลกินเจ 

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2567

"เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ สื่อสายเกษตรไทย-นานาชาติ"

เมล็ดพันธุ์ตราศรแดงร่วมเป็นเจ้าภาพ
“งานเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้สื่อสายเกษตรไทย-นานาชาติ” 
เพื่อยกระดับและพัฒนาสื่อเกษตรให้อยู่คู่กับเกษตรของไทย
 27 กันยายน 2567 บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด(เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง) ร่วมกับสมาพันธ์นักข่าวเกษตรนานาชาติ(IFAJ) และสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย (AMMAT) 
จัดงานเสานาสื่อมวลชนเกษตรนานาชาติในประเทศไทย โดบเชิญนักข่าวเกษตรจาก 12 ประเทศ มาร่วมเสวนา ณ ห้องกำพลอดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จํากัด 
โดยเปิดโอกาสให้กับนักข่าวเกษตรต่างประเทศได้เข้าร่วมเสวนากับสื่อเกษตรของไทย เกี่ยวกับเทรนด์ของสื่อเกษตร เรื่องราวความสำเร็จ และความท้าทายของสื่อเกษตรในปัจจุบันที่ต้องเผชิญ และแนวทางความร่วมมือระหว่างสื่อเกษตรไทยและนานาชาติในอนาคตอีกด้วย
คุณสตีฟ เวอร์โบล (Steve Werblow) ประธานสมาพันธ์นักข่าวเกษตรนานาชาติ(IFAJ) กล่าวว่า
“การเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสื่อเกษตรนานาชาติกับสื่อเกษตรไทย เราได้พูดคุยเกี่ยวกับเทรนด์ของสื่อเกษตรในปัจจุบันรวมถึงอนาคต และความท้าทายของสื่อเกษตรที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปใช้ทางด้านโซเชียลมีเดีย แทนการรายงานข่าวเกษตรแบบในอดีตที่เน้นใช้สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรศัศน์”
 

นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
 “การรวมตัวของสื่อเกษตรนานาชาติและไทยในวันนี้ ทำให้เราได้มีการเชื่อมต่อกับเพื่อนร่วมงานสายอาชีพเดียวกันจากต่างประเทศ ทำให้เราได้รับมุมมองใหม่ ๆ และนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาสื่อเกษตรของไทย ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย ได้รับข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้“ 
นายพรศักดิ์ พงศาปาน ตัวแทนสื่อเกษตรไทยจากเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล กล่าวว่า
“ความท้าทายคือความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้สื่อเกษตรต้องปรับตัวอย่างรุนแรง จากสื่อสิ่งพิมพ์มาเป็นสื่อออนไลน์ ที่ดูผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะความอยู่รอดในเรื่องรายได้ที่เปลี่ยนจากการลงโฆษณาในสื่อกระดาษมาเป็นการลงโฆษณาในสื่อดิจิทัลที่มีรูปแบบหลากหลาย เช่น การลงโฆษณาเป็นแบนเนอร์ในเว็บไซต์ในระยะแรกที่ได้รับความนิยม ก็เปลี่ยนมาเป็นการลงโฆษณาที่แฝงมากับบทความข่าว (Advertorial) และที่มาแรงคือการลงเป็นวิดีโอหรือคลิปสั้น ซึ่งผู้คนจะชอบดูวิดิโอประเภทคลิปสั้นไม่ชอบอ่านหนังสือหรือบทความที่ยาวๆ การลงเป็นวิดีโอหรือคลิปสั้นก็จะนิยมใช้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือบุคคลที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, YouTube หรือ TikTok ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นพฤติกรรม และการตัดสินใจซื้อของผู้ติดตาม และรายได้ส่วนหนึ่งยังมาจากยอดวิว ที่โซเชียลมีเดียจัดสรรมาให้ผ่านการลงโฆษณาแทรกในคลิปวิดีโอที่ได้รับความนิยม ซึ่งรายได้ตรงนี้ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีไม่น้อย 
ถือเป็นผลพลอยได้ โดยที่ตนเองนั้นยังมีการจัดทำโครงการขึ้นมาเป็นการเฉพาะในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อสร้างความแตกต่างๆ เพราะว่าในรูปแบบของ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ที่ปรากฏในสื่อสมัยใหม่ ใครก็ตามที่มีผู้ติดตามเยอะๆก็สามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สื่อข่าวแบบดั้งเดิม เช่น โครงการเกษตรคือประเทศไทย “เกษตรกรอยู่ที่ไหนเราอยู่ที่นั่น” ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง วิธีการนั้นจะออกเดินทางไปสัมภาษณ์เกษตรกรทั่วประเทศ 
ซึ่งเป็นความถนัดของสื่อมวลชนเกษตรที่มักจะออกพบปะเกษตรกรอยู่เป็นประจำ โดยจะเลือกเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่ให้งบประมาณกับเรา ซึ่งวิธีการนี้สื่อต้องลงทุน สร้างสรรค์โครงการขึ้นมาให้สอดคล้องกับนโยบายของพันธมิตรหรือองค์กรที่เป็นผู้สนับสนุน แค่ผลตอบแทนก็คุ้มค่า เพราะได้ทั้งเงินและยอดวิว เนื่องจากแหล่งข่าวหรือเกษตรกรอยู่กระจายทั่วประเทศ ผู้ชมชอบดูอะไรที่เป็นของจริงหรือธรรมชาติมากกว่าที่จะรายงานข่าวจากสำนักงานหรือในกรุงเทพฯเพียงอย่างเดียว โดยที่เราสามารถไปสัมผัสตัวตนจริงๆของเกษตรกรคนนั้นๆ”
คุณอาภา วิศวพิพัฒน์  หัวหน้างานฝ่ายการตลาด อีสท์ เวสท์ ซีด กล่าวว่า
 “เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง เราภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมในการเสวนานี้ เพราะเราเชื่อว่าสื่อเกษตรมีบทบาทสำคัญต่อเกษตรทั่วโลก รวมทั้งไทยด้วย สื่อเป็นช่องทางในการส่งต่อความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับเกษตรกร เช่น นวัตกรรมเกษตร เทรนด์ความรู้ใหม่ ๆ วันนี้เราได้เรียนรู้ความสำเร็จของการทำสื่อ ความท้าทายที่สื่อเกษตรทั่วโลกต้องเจอ  ดังนั้นสิ่งที่เหล่าได้เรียนรู้ในวันนี้ เราจะนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้กับเกษตรกร เพื่อให้แน่ใจว่าเกษตรกรจะได้รับข่าวสารเกษตรที่ถูกต้อง ทันสมัย และทันเหตุการณ์“ 
การเสวนาในครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันภายใต้ 3 หัวข้อ คือ เทรนด์ของการรับข่าวเกษตร  ความท้าทายและเรื่องราวความสำเร็จของการทำสื่อสายเกษตร โอกาสความร่วมมือของสื่อเกษตรไทยและนานาชาติ โดยนักข่าวเกษตรแต่ละประเทศมีความเห็นตรงกันว่าสื่อทางด้านโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเข้าถึงเกษตรกรรุ่นใหม่ แต่ในบางพื้นที่สื่อแบบดั้งเดิม เช่นนิตยสาร วิทยุ ยังมีความสำคัญอยู่  โดยมีกรณีศึกษาที่แสดงถึงวิธีการสื่อสารที่ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงเกษตรกร เช่น วีดีโอ และวิทยุชุมชน  นอกจากนี้ กิจกรรมนี้ถือเป็นโอกาสอันดี สำหรับความร่วมมือระหว่างสื่อเกษตรไทยและสื่อเกษตรนานาชาติ ในการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
 การเสวนาในครั้งนี้ยังแสดงถึงความตั้งใจและทุ่มเทของอีสท์ เวสท์ ซีด ในการที่จะส่งเสริมเกษตรกรผ่านการให้ความรู้และนวัตกรรม เราใช้ความพยายามในการรวบรวมนักข่าวเกษตรจากหลายประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจหลักของบริษัทฯ ที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตร และต้องขอขอบคุณซินเจนทาที่ได้มอบเงินสนับสนุนให้กับ IFAJ สำหรับการจัดเสวนาในวันนี้  

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2567

"โกโฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ ปักหมุดทำเลทอง เปิดสาขาที่ 9 กลางเมืองภูเก็ต 
ชูศูนย์ค้าส่ง “ระบบสมาชิก”  เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการโฮเรก้า-โชห่วย ต่อยอดธุรกิจ
หนุนเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่ต้องการความหลากหลายด้านอาหาร
ภูเก็ต 23 กันยายน 2567 - โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale)  เดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตัดริบบิ้นเปิด “สาขาเมืองภูเก็ต” เป็นสาขาลำดับที่ 9 จากก่อนหน้านี้เปิดสาขาราไวย์ จ.ภูเก็ต จนได้รับกระแสตอบรับจากผู้ประกอบการในพื้นที่  เพิ่มทางเลือกแหล่งรวมวัตถุดิบอาหารสำหรับคนค้าขายในธุรกิจอาหาร ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ให้เตรียมพร้อมรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ  ทั้งการดึงดูดนักท่องเที่ยว และกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากเงิน 10,000 บาท สมัครสมาชิกรับคูปองส่วนลดมูลค่ารวม 1,000 บาท พร้อมแคมเปญสุดเซอร์ไพรส์สะท้านเกาะ!
นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด  ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า  ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีรายได้สำคัญมาจากการท่องเที่ยว  ทำให้มีผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร ธุรกิจโฮเรก้า (โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจจัดเลี้ยง) รวมถึงร้านค้าปลีกขนาดเล็ก เป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่ว โดยหลังจากได้ผลตอบรับดีในสาขาราไวย์ที่เปิดไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุดได้เปิดสาขาเมืองภูเก็ต ตรงข้ามตลาดเกษตร เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้ประกอบการในจังหวัดภูเก็ตและใกล้เคียง ที่จะมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 
“นอกจากเล็งเห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ต้องการความหลากหลายด้านอาหารอีกมาก ซึ่งโก โฮลเซลล์ เป็นแหล่งรวมวัตถุดิบคุณภาพดี มาจากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและจากทั่วโลก มีสินค้าที่จะช่วยจุดประกายไอเดียให้ผู้ประกอบการนำไปสร้างสรรค์เมนู ต่อยอดธุรกิจได้ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของนักท่องเที่ยว และกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าที่ได้รับเงิน 10,000 บาทจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ” 
โก โฮลเซลล์ สาขาเมืองภูเก็ต ตั้งอยู่บนถนนอ๋องซิมผ่าย ตรงข้ามตลาดเกษตร จำหน่ายสินค้าในราคาขายส่ง ในระบบสมาชิก บนพื้นที่ขายขนาด 6,000 ตารางเมตร ครบครันด้วยสินค้ามากกว่า 15,000 รายการ มีความโดดเด่นด้วยแผนกอาหารสด โซนอาหารทะเลเป็นในตู้อควาเรียม โซนอาหารแช่แข็งขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งรวม ชีส รสชาติเยี่ยมจากทั่วโลก โซนเบเกอรี่ ที่อบสดใหม่จากเตาในสาขาทุกวัน  ที่จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านอาหาร ธุรกิจคาเฟ่ ได้เป็นอย่างดี  รวมถึงมุมครบเครื่องเรื่องเครื่องดื่ม หรือ Beverage Solution  ที่มาในคอนเซ็ปต์ใหม่ เต็มไปด้วยไอเดียเพื่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมี GOfe’ มุมคาเฟ่ ที่มีอาหารและเครื่องดื่มบริการ โดยมีเมนูไฮไลท์ขายดีที่เป็นสูตรเฉพาะ อาทิ  ไก่ย่าง และซี่โครงหมูบาบีคิว  และบริการเรือธงที่โก โฮลเซลล์ เป็นเจ้าตำรับ ได้แก่ บริการตัดแต่งวัตถุดิบอาหารให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการแต่ละประเภท  เพื่ออำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาในการเตรียมวัตถุดิบ
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า นอกจากการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดที่เราไปตั้งสาขาแล้ว  เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน ผ่านการจ้างงาน ซึ่ง โก โฮลเซลล์ สาขาเมืองภูเก็ต แห่งนี้ มีการจ้างงานพนักงานประจำ กว่าร้อยละ 80 ของพนักงานทั้งหมดเป็นคนภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังรับซื้อสินค้าโดยตรงจากเกษตรกรในพื้นที่ สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่าย ไปยังสาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ อาทิ กุ้งมังกรเจ็ดสี ปูม้า กุ้งลายเสือ สับปะรดภูเก็ต ผักไฮโดรโปนิกส์ ฯลฯ อีกทั้ง เรายังให้ความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยได้มอบถังคัดแยกขยะให้กับโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่เทศบาลนครภูเก็ต  เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะให้ถูกวิธีตั้งแต่ต้นทาง ปลูกฝังการรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการในกลุ่มเยาวชน  ต่อเนื่องจากที่เราทำมาแล้วในสาขาราไวย์
พิเศษสุดในช่วงเปิดสาขา ยังมีรายการ ซุปเปอร์ดีล โปรสุดช็อค, โปรแรงสุดคุ้ม ซื้อ 1 แถม 1 เพื่อผู้ประกอบการ, สินค้าขายดีเพิ่มกำไร และสำหรับผู้สมัครสมาชิกใหม่ จะได้รับคูปองส่วนลด มูลค่ารวม 1,000 บาท (รับคูปองส่วนลด 50 บาท จำนวน 20 ใบ เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ ครบ 1,500 บาทต่อใบเสร็จ ระยะเวลา 23 ก.ย.– 31 ธ.ค. เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) และสำหรับสมาชิก The1 ที่มีคะแนนอยู่แล้ว สามารถนำคะแนน 500 คะแนน มาแลกส่วนลด 100 บาท (เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 2,000 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.-22 ต.ค.67)  
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับลูกค้าสมาชิก โก โฮลเซลล์ ที่เป็นสมาชิก The1  ยังได้รับสิทธิประโยชน์จากการสะสมคะแนนในทุกการใช้จ่าย เพื่อรับสิทธิพิเศษแลกส่วนลด และรีวอร์ดสุดว้าวมากมาย จากบริษัทในเครือเซ็นทรัล และเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ ที่เข้าร่วมรายการ 

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

กางปฏิทินรอ “โก โฮลเซลล์” เปิดสาขาที่ 9 สาขาเมืองภูเก็ต 23 กันยายนนี้ พบกัน!
ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้าปลีกขนาดเล็กในเมืองภูเก็ต พากันตั้งตารอ “โก โฮลเซลล์” (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่จะเป็นจุดหมายใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ ตั้งรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดี สร้างโอกาสสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ โดยกำหนดตัดริบบิ้น เปิด โก โฮลเซลล์ สาขาเมืองภูเก็ต (ตรงข้ามตลาดเกษตร) ซึ่งเป็นสาขาลำดับที่ 9 วันที่ 23 กันยายนนี้ เวลา 10.00 น. ส่วนวันอื่นๆ เปิดให้บริการตามปกติเวลา 06.00 - 22.00 น.

สำหรับ โก โฮลเซลล์ เป็นธุรกิจค้าส่ง ที่ให้บริการในระบบสมาชิกเท่านั้น! ดำเนินงานโดยบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  ซี่งช่วงวันเปิดสาขาเมืองภูเก็ต จัดหนักจัดเต็มโปรโมชั่นสุดพิเศษแบบสะท้านเมือง กับคูปองส่วนลดมูลค่ารวม 1,000 บาท เมื่อสมัครสมาชิก (ตั้งแต่ 23 ก.ย.- 31 ธ.ค.) และซูเปอร์ดีลโปรสุดช็อค รวมถึงสิทธิพิเศษจาก The1 ที่สามารถใช้ 500 คะแนน แลกส่วนลดได้ 100 บาท เมื่อซื้อขั้นต่ำ 2,000 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ (ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.- 22 ต.ค.)  นอกจากนี้ ยังส่งฟรี เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท ขึ้นไปด้วย

แล้วพบกัน!

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2567

"กรมชลประทาน"

กรมชลเดินหน้าปรับปรุงโครงการส่งน้ำฯ สามชุก
มั่นใจแก้น้ำแล้ง-น้ำท่วมให้ชาวสุพรรณบุรี
กรมชลเผยผลการศึกษาปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก หากแล้วเสร็จตามแผนคาดว่าพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝนและฤดูแล้งเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 แสนไร่ พื้นที่น้ำท่วมลดลงจาก 9,580 ไร่ เหลือเพียง 314 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 88,733 บาท/ปี ตั้งเป้ายกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน 
นายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายบุญฤทธิ์ จำปาเงิน ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก กรมชลประทาน นำคณะสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำชลประทาน พบว่า โครงการส่งน้ำฯ สามชุก ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่ปี 2507 มีอายุการใช้งานกว่า 50 ปี ทำให้ระบบชลประทานมีประสิทธิภาพการใช้งานลดลง แม้ว่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงให้ได้ประสิทธิภาพดังเดิม
โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก มีพื้นที่ชลประทาน 320,569 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอศรีประจันต์ อำเภอสามชุก อำเภอดอนเจดีย์ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง กรมชลประทาน ได้วางแผนปรับปรุงโครงการให้มีความเหมาะสมซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและการระบายน้ำ บรรเทาปัญหาขาดเเคลนน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตร การอุปโภคบริโภค รวมไปถึงการบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
นายบุญฤทธิ์ จำปาเงิน ยังกล่าวถึงผลการศึกษาโครงการศึกษา ความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ว่า ภายหลังจากกรมชลประทานมอบหมายให้ บริษัท วายพี คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท สยาม-เทค กรุ๊ป จำกัด บริษัท เอสพีที คอนซัลแตนท์ จำกัด และ     บริษัท ซีพีเอส ซัลเซล จำกัด ดำเนินการศึกษาโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2566 
ได้เปิดเวทีชี้แจงผลการศึกษา  พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ผู้นำชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่หอประชุมสหกรณ์การเกษตรสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วเสร็จ นั้น
ได้ข้อสรุปแผนงานปรับปรุงโครงการที่สำคัญ ประกอบด้วย แผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและระบบคลองระบายน้ำ โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำปากคลองส่งน้ำสายใหญ่ ทั้ง 3 สาย ปรับปรุงและซ่อมแซมคลองส่งน้ำ 171.17 กิโลเมตร สะพาน 66 แห่ง ถนนคันคลอง 136.47 กิโลเมตร             อาคารประกอบคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำ 645 แห่ง ในจำนวนนี้ได้ทำการติดตั้งระบบ loT (Internet of Things) คลองส่งน้ำ 22 แห่ง และคลองระบายน้ำ 10 แห่ง สำหรับใช้ติดตามควบคุมการส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ
แผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและบรรเทาอุทกภัย โดยการก่อสร้างคันกั้นน้ำแม่น้ำท่าจีน        รวมความยาว 13.45 กิโลเมตร ปรับปรุงคันคลองระบายใหญ่สามชุก1 และ สุพรรณ3 ความยาว 14.43 กิโลเมตรขุดคลอกท้องคลองระบายใหญ่และคลองซอยที่สำคัญ ความยาว 207.25 กิโลเมตร และแผนการปรับปรุงแก้มลิงในพื้นที่ 9 แห่ง ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง
นอกจากนั้น ยังมีแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ อาทิเช่น ส่งเสริมการปลูกข้าวนาปรับเปียกสลับแห้ง ระบบน้ำหยดสำหรับการปลูกอ้อย ระบบสปริงเกอร์สำหรับไม้ผล รวมทั้งแผนการพัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน
“หากปรับปรุงโครงการแล้วแล้วเสร็จตามแผนงาน คาดว่าพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝนและฤดูแล้งจากปัจจุบัน 331,189 ไร่ จะเพิ่มเป็น 490,556 ไร่ หรือ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินจาก 109% เป็น 161% ผลประโยชน์ทางด้านการเกษตรเพิ่มขึ้นสุทธิ 1,083.97 ล้านบาท/ปี พื้นที่น้ำท่วมลดลงจาก 9,580 ไร่ เหลือเพียง 314 ไร่ หรือ ลดลง 96.72% คิดเป็นมูลค่ากว่า 64.88 ล้านบาท ที่สำคัญครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 55,120 บาท/ปี เป็น 88,733 บาท/ปี หรือ เพิ่มขึ้น 60.98% ต่อปี ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตพื้นที่โครงการให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ผคป.สามชุก กล่าวสรุป
 ด้านนายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า การใช้น้ำของพี่น้องเกษตรกร ในอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี  มีเกษตรกรในนาข้าวมากกว่า สี่แสนไร่ น้ำเป็นปัยจัยหลักสำคัญ เมื่อมีโครงการปรับปรุง โครงการส่งน้ำฯ สามชุก ก็จะทำให้เกษตรกรนำน้ำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 
อีกทั้งคลองยังช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งได้ และในช่วงฤดูน้ำหลากสามารถเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำไม่ให้ท่วม เป็นการจัดการน้ำระบายได้ดีขึ้น ต้องขอบคุณชลประทาน ที่มาปรับปรุงคลองระบายน้ำต่างๆ ในอำเภอสามชุก ช่วยให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างมากครับ

"โก โฮลเซลล์"

ตอกย้ำการเป็น Strategic Partner
โก โฮลเซลล์ ต้อนรับผู้บริหาร ‘เบทาโกร’ เยี่ยมชมบูท งาน Restech 2024
เป็นครั้งแรกของ โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล 
ในการออกบูทโชว์ศักยภาพความพร้อมและนำเสนอโซลูชั่นต่างๆ ให้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการทุกกลุ่มธุรกิจ ในงาน Restech 2024 ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยมี นายโอลิเวอร์ ก็อตชัลล์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG และคณะผู้บริหาร เบทาโกร 
ให้การเยี่ยมชมบูทในฐานะ Strategic Partner สำคัญ ที่สร้างการเติบโตร่วมกัน ภายใต้แนวคิด “The New Choice for All” 
โดยมี นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ, นายริคาร์โด้ โบอารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซล ประเทศไทย และ นางซันนี่ ชิดิด รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง พร้อมคณะผู้บริหาร โก โฮลเซลล์ ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้ “เบทาโกร” เป็นหนึ่งในพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมกันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตทางธุรกิจของ โก โฮลเซลล์ ล่าสุด กำลังจะเปิดสาขาใหม่ “โก โฮลเซลล์ สาขาเมืองภูเก็ต” จังหวัดภูเก็ต เป็นสาขาลำดับที่ 9 ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ 

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2567

"โกโฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ เดินหน้าธุรกิจค้าส่งรักษ์สิ่งแวดล้อม 
มอบถังคัดแยกขยะแก่โรงเรียน และเทศบาลเมืองภูเก็ต ส่งเสริมการคัดแยก ลดโลกเดือด
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ทางเลือกใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการขยะมูลฝอย หรือ Waste Management Solutions ด้วยการส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ล่าสุด 
นางสาวพรจารี วิศิษฏ์กุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการ พร้อมด้วย นางสาวอัจฉรีย์ รมทอง ผู้จัดการทั่วไป โก โฮลเซลล์ สาขาเมืองภูเก็ต พนักงาน โก โฮลเซลล์ สาขาเมืองภูเก็ต ได้ส่งมอบถังคัดแยกขยะขนาด 120 ลิตร ให้แก่เทศบาลนครภูเก็ต โดยมี นายศุภโชค ละอองเพชร รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เป็นผู้รับมอบ 
ทั้งนี้ ถังคัดแยกขยะที่สนับสนุนโดย โก โฮลเซลล์  จะถูกนำไปวางในสถานที่ต่างๆ มีความสำคัญต่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนเทศบาลบ้านสามกอง(ขุนวิเศษนุกูลกิจอุทิศ) โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ โรงเรียนเทศบาลพิบูลสวัสดี โรงเรียนเทศบาลเมืองภูเก็ต โรงเรียนเทศบาลบ้านบางเหนียว โรงเรียนเทศบาลวัดขจรรังสรรค์ โรงเรียนเทศบาลอนุบาลเทศบาลนครภูเก็ต ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลนครภูเก็ต 3  (วัดเจริญสมณกิจ) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลภูเก็ต 2 สวนหลวง ร.9 และเทศบาลนครภูเก็ต เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังพฤติกรรมการแยกขยะให้ถูกต้องก่อนทิ้ง ให้กับน้องๆ เยาวชนของชาติ ลดการสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญที่มีความสอดคล้องกับเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ของเครือเซ็นทรัล รีเทล ด้วย  
ปัจจุบัน โก โฮลเซลล์ มีสาขา 8 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม 2 รังสิต รามคำแหง และราไวย์   จ.ภูเก็ต โดยในวันที่ 23 กันยายนนี้ จะเปิดสาขาเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต อีกหนึ่งแห่ง ซึ่งเป็นสาขาลำดับที่ 9

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2567

"ซีพีเอฟ"

กองทัพไทย ร่วมกับ ซีพี-ซีพีเอฟ และข้าวตราฉัตร ส่งอาหารจากใจ บรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบอุทกภัย จ.เชียงราย
พลโท ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย รับมอบน้ำดื่มซีพีและข้าวตราฉัตร จาก นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ 'CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม' พร้อมด้วยผู้บริหารข้าวตราฉัตร จิตอาสา เครือซีพี-ซีพีเอฟ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย จ.เชียงราย นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังตระหนักถึงผลกระทบกับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยนำอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์เจอร์ไฮและจินนี่ มามอบในครั้งนี้อีกด้วย ณ กองบัญชาการกองทัพไทย
พลโท ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กล่าวว่า กองทัพไทยมีศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งอุทกภัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณทางเครือซีพีและซีพีเอฟ ที่นำอาหารแห้ง อาหารสด และน้ำดื่ม มาสนับสนุน ซึ่งกองทัพไทยขอน้อมรับและจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปบรรจุลงถุงยังชีพ เพื่อกระจายส่งถึงมือพี่น้องในพื้นที่โดยเร็วที่สุด
ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า เครือซีพีและซีพีเอฟ ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วน ตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ โดยนำขีดความสามารถของบริษัทฯ มอบอาหารและน้ำดื่ม ร่วมสนับสนุนภารกิจ รวมถึงแก้ปัญหาพื้นที่ที่เกิดเหตุอุทกภัย ครั้งนี้ได้ร่วมมือกับกองทัพไทย ซึ่งมีกำลังคนเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ในวันที่ 12 กันยายน 2567 จิตอาสา ซีพี-ซีพีเอฟ จะลงพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นำผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ ประกอบด้วย  เนื้อหมูสด ไข่ไก่สด รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมว มอบผ่าน พ.อ.สิงหนาท โลสุยะ รักษาราชการรองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช เชียงราย และมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่อไป 
   
เครือซีพี-ซีพีเอฟ เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหาร  สิ่งของที่จำเป็น ภายใต้โครงการ 'CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม' เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ มาตั้งแต่เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่สด เนื้อเป็ดสด ไข่ไก่ อาหารพร้อมรับประทานจากห้าดาว น้ำดื่มซีพี ข้าวตราฉัตร ถุงยังชีพ เป็นต้น ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และสุโขทัย ผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงครัวของศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.สุโขทัย โรงครัวพระราชทาน กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงครัว 10 แห่ง ของกลุ่มแม่บ้านจิตอาสา โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษม วัดคลองกระโจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และเทศบาลเมืองดอกคำใต้ จ.พะเยา และจะส่งความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย ./ 

"กรมตรวจบัญชีสหกรณ์"

สหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด การันตี จากประสบการณ์กว่า 10 ปี ใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ ตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการสหกรณ์ได้จริง

สหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด จ.ระยอง แม้จะเป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก แต่มีการบริหารจัดการทางการเงินและมีระบบควบคุมภายในที่ดี เป็นสหกรณ์ที่ได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นระดับภาคปี 2564 และได้รับการจัดชั้นผลการประเมินความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรประจำปี 2566 ชั้น 1 ด้วยสหกรณ์มีการนำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจรและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาเป็นตัวช่วย ประกอบกับการดำเนินการภายใต้โครงการ THINK & DO TOGETHER บูรณาการเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์อย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี ยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีและการควบคุมภายในให้กับสหกรณ์อีกด้วย

นางรพีพร กลั่นเนียม รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีภารกิจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ โดยการนำระบบบัญชีมาใช้บริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความโปร่งใส ลดความเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลประโยชน์สูงสุดสู่สมาชิก โดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสหกรณ์ อย่างโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร FAS ที่ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชีให้กับสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ คือ Smart4M ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของโปรแกรม FAS ให้สามารถตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบันที่มีการใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละภาคส่วนของสหกรณ์สามารถตรวจสอบความแม่นยำข้อมูลทางบัญชีและติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของสหกรณ์ได้ทันท่วงที ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาในระบบสหกรณ์อีกด้วย

นายวัลลภ ยั่งยืน ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่ได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ เป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์การเกษตร จดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 มีจำนวนสมาชิกแรกตั้ง 97 คน เงินทุน 1,223,700 บาท 
ผลการดำเนินธุรกิจ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2567 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 187.52 ล้านบาท ประกอบไปด้วย 5 ธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจสินเชื่อ 75.55 ล้านบาท 2. ธุรกิจรับฝากเงิน 67.02 ล้านบาท 3. ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย 13.45 ล้านบาท 4. ธุรกิจรวบรวมผลผลิต 31.43 ล้านบาท 5. ธุรกิจแปรรูป 79,200 บาท ภายใต้จำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 431 คน มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 133.50 ล้านบาท มีสินทรัพย์ทั้งสิ้นประกอบด้วย เงินให้กู้ยืม - สุทธิ 112.81 ล้านบาท มากที่สุด รองลงมาเป็นที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 15.68 ล้านบาท 
การจัดหาเงินทุนมาจากแหล่งเงินทุนภายในเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วย เงินรับฝากจากสมาชิกมากที่สุด 84.57 ล้านบาท รองลงมาเป็นทุนของสหกรณ์ 33.76 ล้านบาท ประกอบด้วยทุนเรือนหุ้น 25.84 ล้านบาท กำไรสุทธิประจำปี 3.40 ล้านบาท ปัจจุบันอัตราการเติบโตทุนของสหกรณ์ 23.81% สหกรณ์มีความสามารถจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ทุกปี
นายวัลลภ กล่าวต่อว่า การที่สหกรณ์ฯ ดำเนินงานด้านการบริหารทางการเงินและการควบคุมภายในที่ดี เป็นเพราะสหกรณ์ฯ มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง เช่น โปรแกรมระบบสมาชิกและระบบเงินให้กู้ ใช้มาเป็นเวลา 10 ปี โปรแกรมระบบสินค้า ใช้มาเป็นเวลา 5 ปี โปรแกรมระบบเงินรับฝาก ใช้มาเป็นเวลา 10 ปี และโปรแกรมระบบบัญชีแยกประเภท ใช้มาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งโปรแกรมทั้งหมดนี้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยให้สะดวก รวดเร็ว ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดปริมาณผู้ปฏิบัติงาน มีเอกสารหลักฐานที่เชื่อถือได้ มีฐานข้อมูลทางบัญชีครบถ้วน เป็นปัจจุบัน ลดความผิดพลาดภาพของการปฏิบัติงานตรวจสอบได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สหกรณ์ยังมีการส่งเสริมให้สมาชิกใช้แอปพลิเคชั่น SmartMember เพื่อจะได้ตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา จึงทำให้สมาชิกเชื่อมั่นในความโปร่งใสของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ฯ มีความเข้มแข็ง
นอกจากนี้ สหกรณ์ยังเข้าร่วมโครงการ THINK & DO TOGETHER บูรณาการเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยการร่วมระดมความคิดเห็นระหว่างสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการ ผู้ตรวจสอบกิจการและผู้ตรวจการของสหกรณ์ พิจารณาการบริหารความเสี่ยง กำหนดกิจกรรมควบคุมภายในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระเบียบว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยด้านคอมพิวเตอร์ กำหนดและติดตามการปฏิบัติงานตาม พร้อมให้ความสำคัญให้ผู้จัดการทำหน้าที่ Admin ในการควบคุมดูแลระบบงานและกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลในระบบเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่มีอำนาจและไม่ได้รับอนุญาต เข้าถึงข้อมูลของสหกรณ์ได้
“อย่างไรก็ดีในการวางแนวทางการพัฒนาในอนาคตยังคงต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป อาทิ การส่งเสริมให้ใช้ Smart4m อย่างครบวงจร ประกอบด้วย แอปพลิเคชั่น SmartMe เพื่อให้สมาชิกใช้บันทึกบัญชีรับ-จ่ายครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อวางแผนการใช้จ่าย และการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมให้ใช้แอปพลิเคชั่น SmartMember เพื่อให้สมาชิกได้ตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา สร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิก ในการกำกับดูแลสหกรณ์ ลดการเกิดทุจริต ส่งเสริมการใช้แอปพลิชั่น SmartManage 
เพื่อให้คณะกรรมการใช้ในการตรวจสอบการดำเนินการของสหกรณ์ประจำวันอย่างรวดเร็ว จากทุกที่ ทุกเวลา รวมไปถึงกำกับสหกรณ์ได้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ลดความเสียง และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง  และสหกรณ์มีแผนดำเนินงานโดยเตรียมส่งเสริมให้ใช้แอปพลิเคลั่น SmartMonitor 
เพื่อให้ผู้ตรวจสอบกิจการใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ ให้สามารถวิเคราะห์ ตรวจพบรายการผิดปกติทันเหตุการณ์ เพื่อผลประโยชน์สมาชิก และจะนำโปรแกรมเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร CFSAWS:ss เข้ามาใช้เพื่อให้สหกรณ์สามารถวิเคราะห์ เพื่อเฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงินและสามารถตรวจ สภาพทางการเงิน เพื่อเฝ้าระวังทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว และถูกต้องต่อไปด้วย”นายวัลลภ กล่าวทิ้งท้าย

                                              //////////////////////////////////////////////////






 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...