วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2567

"จินดาสมุนไพร"

จินดาสมุนไพร จับมือ ตำรับไทย ร้านสมุนไพรดัง วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ จินดาสมุนไพร เริ่มเดือนกันยายนนี้
จินดาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากใบหมี่ สมุนไพรเพื่อคนรักเส้นผม ขยายช่องทางจำหน่ายใกล้ชิดผู้บริโภคผ่านร้านสมุนไพรชื่อดัง หวังการช้อปปิ้งสินค้าจากสมุนไทยสะดวกสบายมากขึ้น
นายไชยกร  นิธิคณาวุฒิ  ประธานกรรมการ บริษัทจินดาสมุนไพร จำกัด เปิดเผยว่า จินดาสมุนไพร ได้ร่วมมือกับ ร้านตำรับไทย  ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมุนไทยที่มีกว่า 50 สาขา ทั่วประเทศ วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์จินดาสมุนไพร ทั้ง แชมพู ครีมนวด เซรั่มบำรุงเส้นผม  ทรีทเม้นท์  กระจายผ่านร้าน ตำรับไทย ที่มีอยู่ทั่วประเทศ  
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จินดาสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากใบหมี่ พืชสมุนไพรไทยที่เกิดตามหัวไร่ปลายนา มีคุณสมบัติช่วยลดการหลุดร่วงของของเส้นผมและหนังศีรษะ  จินดาสมุนไพรได้นำ เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมมาหลายสิบปี 
ปัจจุบันมีจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในอาเซียน ยุโรปอย่างรัสเซีย ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดออนไลน์  7-11 ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายและ ร้านตำรับไทยทั่วประเทศ 

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ จัดคอร์สเสริมความรู้ด้านอาหารญี่ปุ่นแก่ผู้ประกอบการ  
โชว์ความหลากหลายวัตถุดิบ จุดประกายไอเดียต่อยอด รับร้านอาหารญี่ปุ่นเติบโต
รู้หรือไม่? ประเทศไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 6 ของโลก ซึ่งเกิดขึ้นจากความนิยมรับประทานอาหารญี่ปุ่นของคนไทย ซึ่งในปี 2566 องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ได้สำรวจจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย พบมีกว่า  5,700 ร้าน แถมมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทำเลทั่วประเทศ 

นั่นทำให้ความสนใจในอาหารญี่ปุ่นยังอินเทรนด์อยู่เสมอ เช่นเดียวกับการจัดคอร์สเวิร์กชอป “เปิดสูตรลับเอาใจสายเจแปน” ณ โก โฮลเซลล์ สาขาศรีนครินทร์ ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านอาหารทั่วไป ที่อยากมีเมนูจากแดนอาทิตย์อุทัยเอาไว้เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้า
โดยมี “เชฟมุ้ย” ปรเมธ ประสานศักดิ์ สุดยอดเชฟกระทะเหล็กและเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ รวมถึงมุมมองต่อการบริโภคอาหารญี่ปุ่นของคนไทย พร้อมแชร์เทคนิค เคล็ดลับ สำหรับการนำไปใช้เพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโต ผ่านวัตถุดิบคุณภาพ อาทิ ข้าวญี่ปุ่น สาหร่าย เครื่องปรุงรสต่างๆ  ไข่กุ้งแช่แข็ง วาซาบิสดแช่แข็ง ปลาไหลญี่ปุ่น เนื้อวากิว ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ฯลฯ ที่มาจากแหล่งผลิตมาตรฐาน สด สะอาด ปลอดภัย
เชฟมุ้ย เล่าว่า ปัจจุบันเทรนด์การบริโภคอาหารญี่ปุ่นของคนไทย ต้องการประสบการณ์ที่หลากหลายและมีความแปลกใหม่มากขึ้น ทั้งในด้านสินค้าและบริการ จึงเกิดรูปแบบใหม่ของธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เช่น โอมากาเสะ ซูชิสายพาน โชว์ในเรื่องคุณภาพ ความหลากหลาย ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ในราคาที่ผู้บริโภคสามารถเอื้อมถึง 
“หากพูดถึงอาหารญี่ปุ่น ความสดใหม่ของวัตถุดิบถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาหารญี่ปุ่นจะไม่เน้นการปรุงมาก แต่เน้นการชูรสชาติความอร่อยของวัตถุดิบ ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์การบริโภคที่เน้นการบริโภคอาหารจากวัตถุดิบธรรมชาติผ่านการปรุงแต่งน้อย และต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืน”
งานนี้เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น ได้สาธิตการทำเมนู “เนื้อวากิวไทย คัตสึซันโด” กับเมนู “ปลาแซลมอนเผา เสิร์ฟพร้อมสลัดซอสโยสึคะ”  โดยเขาแนะนำเทคนิค การหั่นปลา เก็บปลา รวมถึงสูตรลับต่าง ๆ ในการชูรสชาติความอร่อยของวัตถุดิบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง สร้างความพึงพอใจให้ผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างมาก
“ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอาหารญี่ปุ่น ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม พัฒนาทักษะต่าง ๆ อยู่เสมอ ที่สำคัญต้องรักในการประกอบการอาหาร ต้องเข้าใจอาหาร และให้ความสำคัญกับการเลือกสรรวัตถุดิบ เพื่อรังสรรค์เมนูอาหารที่มีคุณภาพ และมีรสชาติอร่อย ส่วนเรื่องการสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการใช้สื่อโซเชียล เป็นเรื่องรองลงมา เพราะถ้าอาหารมีรสชาติอร่อย มีคุณภาพ สดใหม่ ประทับใจผู้บริโภค จะเกิดการแชร์และส่งต่อในโลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน” 
เชฟมุ้ย เสริมด้วยว่า “ที่โก โฮลเซลล์ มีวัตถุดิบสำหรับทำอาหารญี่ปุ่นให้เลือกหลากหลาย ราคาสมเหตุสมผล ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในการนำไปต่อยอดทางธุรกิจ ทำให้กลุ่มคนรักชอบอาหารญี่ปุ่นมีเมนูอาหารใหม่ ๆ ในราคาที่เอื้อมถึงได้เป็นอย่างมาก“

โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) เป็นศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารระบบสมาชิกในราคาขายส่ง จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล มีพันธกิจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่ง พัฒนาความรู้และทักษะอาชีพให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร ร้านอาหาร และธุรกิจร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องอาหารสด อาหารแช่แข็ง ขนาดใหญ่ “House of Fresh” รวมถึง วัตถุดิบนำเข้าจากทั่วโลก ปัจจุบันมี 8 สาขาทั้ง ศรีนคิรนทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม 2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ และกำลังจะเปิดสาขาที่ 9 สาขาเมืองภูเก็ตในเร็วๆ นี้

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปดีๆ กับ โก โฮลเซลล์ สามารถสอบถามตารางเวิร์กชอปได้ที่ โก โฮลเซลล์ทุกสาขา หรือที่หน้าเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/gowholesaleth/  

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2567

"กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ GIZ"

กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือ GIZ ชูกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ปรับผังภูมินิเวศต่อยอดการทำเกษตรกรรมยั่งยืน
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ได้วางเป้าหมายร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีส มีเป้าหมายที่จะบรรลุการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยแผนการมีส่วนร่วมได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ไว้ที่ร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งภาคเกษตรกรรมถูกกำหนดให้เป็นภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
ทั้งนี้จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นกรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยวิธีการเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Climate Smart and Regenerative Agriculture) ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีหมุนเวียนและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนต่าง ๆ เช่น ต้นทุนเอกชน ที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตจากการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ในการผลิต และต้นทุนสังคม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับสังคมจากการผลิตสินค้านั้น ๆ เช่น 
การปล่อยควันพิษ การปล่อยน้ำเสีย เป็นต้น ตลอดจนการสร้างและพัฒนาระบบอาหารให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพและโภชนาการของมนุษย์ ลดการทำลายและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) เป็นการเติบโตที่ก่อให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน และสร้างโอกาสอย่างเสมอภาคกันระหว่างคนทุกกลุ่มในสังคมที่ดีขึ้น การสร้างผลประโยชน์ร่วมกันจะรับประกันให้เกิดการกระจายตัวของผลประโยชน์จากการเติบโต และการสร้างโอกาสอย่างเสมอภาค สร้างรายได้สุทธิที่พอเพียงกับรายจ่ายครัวเรือนตลอดทั้งปี และมีสัดส่วนการออมการลงทุนที่สร้างความมั่นคงด้านการเงินครัวเรือน ซึ่งจะทำให้สามารถยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศได้
นอกจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางการสร้างให้บุคลากรของกรมส่งเสริมการเกษตรให้มีทักษะสำคัญด้าน Growth mindset and Anti fragile, Learning Skills, Finance Skills, Digital Skills, ESG Literacy เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่สามารถแก้ไขปัญหา ก้าวข้ามความท้าทายใหม่ๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต โดยกำหนดเป้าหมายความสำเร็จร่วมกันที่สามารถวัดผลได้ ประกอบด้วย เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ
มีรายได้ประจำที่มั่นคง มีผลผลิตเกษตรอย่างต่อเนื่อง สร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์จากการออมและการลงทุนที่เหมาะสมต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีกำลังซื้อและมีสุขภาวะที่ดีจากการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหาร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผล
ต่อความสมดุลของระบบนิเวศน์ เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี กระจายความมั่งคั่งสู่ทุกเพศทุกวัยทุกคน การดำรงอยู่ของประเพณีวัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน สุขภาวะ และยกระดับรายได้ภาครัฐเพื่อการพัฒนาระบบอาหารจากฐานภาษีที่เพิ่มขึ้นปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรได้นำร่องเพื่อสร้างต้นแบบการขับเคลื่อนโครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืน
แบบองค์รวม (Inclusive Sustainable Rice Landscape in Thailand : ISRL) ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดอุบลราชธานีซึ่ง นอกจากการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร สร้างความเข้มแข็งกระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชนเพื่อการเกษตรและความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม กลไกหลักในการขับเคลื่อนคือ
“กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร” ด้วยการเพิ่มบทบาทสตรีในภาคการเกษตรให้เด่นชัดขึ้น
 โดยเชื่อมโยงกิจกรรมตามบทบาทภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตร เช่น การแปรรูป การพัฒนากลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผ่านการอบรมให้ความรู้ และพัฒนาทักษะการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อสร้างอาชีพ เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนเกษตรกร การทำเกษตรแบบผสมผสานผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยหลังการทำนา เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพด ถั่วแระ ถั่วลิสง และพืชผัก การสร้างหมอพืชชุมชน เพื่อการจัดการพืชหมุนเวียนร่วมกับนาข้าวเชิงภูมิทัศน์อย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมการหยุดเผาเศษวัสดุการเกษตรที่เหลือทิ้งในแปลงนาหรือแปลงพืชไร่อื่น เพื่อลดมลพิษและการทำลายระบบนิเวศ ส่งเสริมการทำนาขั้นบันได ด้วยการขุดปรับพื้นที่สภาพไร่ ซึ่งเคยใช้ปลูกข้าวไร่หรือพืชไร่อื่นๆ ปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่นา ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการลดปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว และสร้างความมั่นคงทางอาหารบนพื้นที่สูง ส่งเสริมการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การจัดการดินและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามความต้องการของพืช การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานแบบองค์รวม ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ เพื่อควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืชในนา เป็นต้น โดยจะร่วมมือกับ GIZ ร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันพัฒนากระบวนการผลิตในพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ พื้นที่ต้องทำการฟื้นฟูร่วมกับองค์ประกอบของการปลูกป่า และพืชหมุนเวียนได้มากกว่า 187,500 ไร่ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรไทยได้มากถึง 3.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และลดการใช้สารเคมีในกระบวนการเกษตรได้มากถึง 100 เมตริกตันภายในปี พ.ศ. 2570

 //////

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ ร่วมสนับสนุนน้ำดื่มให้กับผู้ประสบภัยอุทกภัยและดินโคลนถล่ม จ.ภูเก็ต
  
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารจุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ในเครือ เซ็นทรัล รีเทล นำทีมโดย นางสาวอัจฉรีย์ รมทอง ผู้จัดการทั่วไปสาขาเมืองภูเก็ต และพนักงานสาขาเมืองภูเก็ตและสาขาราไวย์  สนับสนุนน้ำดื่มให้แก่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม วัดกิตติสังฆาราม 
เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอุทกภัยและดินโคลนถล่มที่ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งส่งผลให้มีบ้านเรือนและประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก โดยมีตัวแทนจากเทศบาลตำบลกะรน เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่วัดกิตติสังฆาราม จังหวัดภูเก็ต 

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2567

ศูนย์ข้าวชุมชน "กรมการข้าว"

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนทัวร์ศูนย์ข้าวชุมชน 
ภายใต้ “โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน”

 กรมการข้าว จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร พาไปชมศูนย์ข้าวชุมชนดีเด่น ภายใต้ “โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน” ในวันที่ 22 - 23 สิงหาคม 2567 ณ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดมหาสารคาม กับ 4 ศูนย์ข้าวชุมชน ประกอบด้วย ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดอนหัน ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลใหม่นาเพียง ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดงน้อย และศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย พร้อมฟังแนวทางการรวมกลุ่มดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ จากประธานกลุ่มดังกล่าว ในเรื่องของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี          เพื่อยกระดับนำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง อีกทั้งกรมการข้าวยังช่วยส่งเสริม การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต สู่การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าว
นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว เผยว่า กรมการข้าว ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้ “โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน”เพื่อนำสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ได้มารับทราบผลความสำเร็จที่มาจากการเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าว กับกรมการข้าวเนื่องจากศูนย์ข้าวชุมชน      เป็นองค์กรชาวนาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
ได้สนับสนุนการจัดตั้งขึ้น ตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบันได้ดำเนินการภายใต้ระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน พ.ศ. 2566 เพื่อเป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในชุมชน สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน สามารถยกระดับการบริหารจัดการข้าวตลอดระบบห่วงโซ่การผลิตและการตลาดข้าวอย่างครบวงจร
ปัจจุบันมีศูนย์ข้าวชุมชนขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวแล้ว จำนวน 4,745 แห่ง ใน 75 จังหวัดทั่วประเทศ    (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ส.ค.67) ศูนย์ข้าวชุมชนดังกล่าว ยังคงมีการดำเนินงานกิจกรรมต่อเนื่องในลักษณะการบริหารจัดการแบบชุมชนมีส่วนร่วม “โดยชาวนา เพื่อชาวนา” ภายใต้การกำกับดูแลโดยกรมการข้าว จึงมีการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเยี่ยมชม 4 ศูนย์ข้าวชุมชนต้นแบบ ประกอบด้วย
ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดอนหัน ด้าน นายคณาธิป ไพศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดอนหัน อำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดอนหัน เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 ขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชน เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 สมาชิกทั้งหมด 63 ราย มีพื้นที่ทั้งหมด 864 ไร่ ผลผลิตทั้งหมด 345,600 ตัน จากการเข้าร่วมโครงการฯ ในปี 2563 ได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เพื่อเป็นหัวเชื้อในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในชุมชนต่อเนื่อง 3 ปี พันธุ์ข้าวที่ปลูก พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 รวมถึงได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เครื่องจักรกลการเกษตรในการผลิตข้าวคุณภาพ และการบริหารจัดการกลุ่มที่ดี ทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าพัฒนาศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และข้าวอินทรีย์คุณภาพดี แปรรูปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์        เช่น Shoppy สร้างรายได้มากขึ้น
ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลใหม่นาเพียง ด้าน นายไพศาล ผาจันดา ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลใหม่นาเพียง      บ้านถลุงเหล็ก จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การก่อตั้งศูนย์ข้าวชุมชนตำบลใหม่นาเพียง เมื่อปี พ.ศ. 2544  เริ่มต้นจากกลุ่มที่มีความโดดเด่นด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในชุมชน จึงได้ขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนกับกรมการข้าว   เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 มีสถานที่ตั้งใน หมู่ 7 บ้านถลุงเหล็ก ตำบลใหม่นาเพียง อำเภอแวงใหญ่            จังหวัดขอนแก่น สมาชิกทั้งหมด 60 ราย จากศักยภาพการผลิตพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ถึง 1,700 ไร่ ต่อปี  และด้วยรางวัลการันตีกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น ในปี 2566 และรางวัลที่ 2 ในการประกวดศูนย์ส่งเสริม    และผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ในปี 2567 ทำให้มีความพร้อมนำข้าวคุณภาพส่งออกไปยังต่างประเทศ  
ด้วยการนำอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย มาช่วยลดต้นทุนการผลิต และมีการเสริมสร้างความรู้แก่ชาวนา ทั้งในด้านการรวมกลุ่มการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวเป็นสินค้า เช่น ข้าวฮาง สบู่ น้ำข้าวกล้องงอก และกรมการข้าวได้ถ่ายทอดความรู้เป็นที่ปรึกษาให้กับเกษตรกรสำหรับระบบควบคุมภายในมาตรฐานอินทรีย์ต่างประเทศ เพื่อการส่งออกข้าวที่มีประสิทธิภาพต่อไป
ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดงน้อย ด้าน นายวิชัย เผิ่งจันดา ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดงน้อย อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดงน้อย ก่อตั้งเมื่อปี 2560 ขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชน เมื่อวันที่          25 กรกฎาคม 2560 มีสมาชิกจำนวน 52 ราย พื้นที่ทั้งหมด 1,015 ไร่ ได้รับการสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านดงน้อย ทำให้มีศักยภาพในการผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้ผลผลิต 412 กิโลกรัม/ไร่ และได้รับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ 3 ปี (อินทรีย์ล้านไร่) พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว รวมถึงเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร
 
ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ด้าน นายบุญทอม บุญยรัตน์ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ตั้งอยู่เลขที่ 65 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองบัวแก้ว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม อยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานเกษตร จังหวัดมหาสารคาม เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2551 ภายใต้ชื่อ “ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย” มีสมาชิกจำนวน 75 ราย มีพื้นที่ทำนา 1,470 ไร่ ต่อมาได้เข้าร่วมกิจกรรมหลักเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2563 จากการกำกับดูแลของศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น ได้ส่งเสริมให้ชาวนาในพื้นที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี ซึ่งทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต และผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น สามารถยกระดับผลผลิตข้าว และคุณภาพข้าวเปลือกหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ สูงขึ้น ทั้งยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทางศูนย์วิจัยขอนแก่น ได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องคัดบรรจุเมล็ดพันธุ์ข้าว ข้าวสารและข้าวกล้อง และถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านข้าว อาทิเช่น การยกระดับโรงสีข้าวให้ผลิตตามมาตรฐาน GMP และประชุมภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างของกลุ่มนาแปลงใหญ่    ให้ประสบความสำเร็จในการผลิตข้าวพันธุ์คุณภาพดี รวมถึงยังมีการผลิตข้าวอินทรีย์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่การเตรียมแปลง การปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการเก็บรักษา
สำหรับ“โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน” โดยสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ที่กรมการข้าวได้ดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2563 เป็นต้นมา ได้ทำให้ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ด้วยองค์ความรู้ด้านการผลิตข้าว เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ได้ส่งมอบให้ชาวนา ทำให้เพิ่มศักยภาพ    การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้มาตรฐาน ลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ชาวนาไทยผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดแรงงาน และลดต้นทุนการผลิต                   และสร้างเครือข่ายการทำนาได้อย่างยั่งยืน

"แม็คโคร-โลตัส"

 แม็คโคร-โลตัส เคียงข้างสังคมไทย ลงพื้นที่มอบสิ่งของจำเป็น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 3 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ แม็คโคร-โลตัส ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) มุ่งเคียงข้างสังคมไทย ผนึกกำลังลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ น้ำดื่มและสิ่งของจำเป็น ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคเหนือตอนบน น่าน เชียงราย และพะเยา 
ทั้งนี้ ทีมพนักงานจิตอาสา แม็คโคร-โลตัส ได้ร่วมลงพื้นที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน อำเภอเวียงแก่น อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย และอำเภอดอกคำใต้ อำเภอปง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา 
เพื่อนำน้ำดื่ม อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็น มอบให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม 
รวมถึงได้ร่วมส่งมอบถุงยังชีพ สนับสนุนศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่านทั้ง 10 อำเภอ 

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2567

"ซีพี แอ็กซ์ตร้า"

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อหนุนการเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน เสริมสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมค้าส่งและค้าปลีกของไทย
กรุงเทพฯ 19 สิงหาคม 2567 - บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ‘แม็คโคร-โลตัส’ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับพันธมิตรคู่ค้าชั้นนำ 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จํากัด  บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกันในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เสริมสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมค้าส่งและค้าปลีกของไทยภายใต้การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าสำคัญทั้ง 4 องค์กร จะร่วมกันเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ ‘บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน’ โดยใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิล (Recyclable) ย่อยสลาย (Biodegradable) นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recycled material) หรือมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล  (Recycled Content)เพื่อจัดจำหน่ายให้กับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า รวมถึงปรับเปลี่ยนป้าย และสื่อประชาสัมพันธ์ที่ผลิตจากพลาสติกโพลีพรอพิลีนำ(ฟิวเจอร์บอร์ด หรือพีพีบอร์ด) ภายในศูนย์จัดจำหน่ายสินค้าของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ให้เป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ หรือเป็นวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างแท้จริง เพื่อส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ควบคู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพให้กับลูกค้า ซีพี แอ็กซ์ตร้า มุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ตระหนักและมุ่งสู่การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนองค์กรในปี 2573 ครอบคลุมการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากร รวมถึงของเสียภายในองค์กรให้เกิดคุณค่าสูงสุด  ตลอดจนการส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน และรณรงค์งดเว้นการใช้บรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว ภายใต้แนวคิดการลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ได้มากที่สุด

"กรมการข้าว"

กรมข้าว ร่วม 3 สมาคมข้าว บริจาคถุงยังชีพและข้าวสารกว่า 50 ตัน ช่วยเหลือพี่น้องชาวนาภาคเหนือจากเหตุอุทกภัย

▫️นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ
ใน จังหวัดพะเยา น่าน เชียงราย และแพร่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนชาวบ้าน รวมไปถึงพื้นที่การทำนาของพี่น้องเกษตรกร ทำให้ภาคการเกษตรเสียหายเป็นวงกว้างอีกด้วย กรมการข้าวได้รับนโยบายจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าไปดูแลเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด 
กรมการข้าวจึงได้ดำเนินการจัดทำถุงยังชีพ จำนวน 2000 ถุง พร้อมข้าวสารจำนวน 50 ตัน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอุทกภัย
 ▫️อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า จากความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในภาคเหนือครั้งนี้ กรมการข้าวได้รับการสนับสนุนข้าวสารจากสมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน (ประเทศไทย) และสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในการร่วมกันบริจาคข้าวสารจำนวน 50 ตัน พร้อมถุงยังชีพ ผ่านกรมการข้าว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ประสบภัย และขอเป็นกำลังใจให้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการปฏิบัติภารกิจเพื่อพี่น้องเกษตรกรต่อไป 

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...