วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567

"สสว."

สสว. เผยดัชนี SMESI เดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 53.0 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 
จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง ส่งผลต่อภาคการบริการ และภาคการค้าเป็นหลัก ขณะที่ภาคการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการผลิตเพื่อเตรียมรองรับและชดเชยวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงระดับความเชื่อมั่น
ภาคธุรกิจการเกษตรปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี จากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายวีระพงศ์  มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 53.0 ซึ่งปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า และเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2  สาเหตุมาจากคำสั่งซื้อและกำไรในภาคการค้าและภาคการบริการที่ชะลอตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยด้านกำลังซื้อ ในขณะที่ภาคการผลิตมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมรองรับและชดเชยวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงภาคธุรกิจการเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาตามดัชนีองค์ประกอบ เปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า ด้านกำไร คำสั่งซื้อโดยรวม และการลงทุนโดยรวม อยู่ที่ระดับ 54.8 59.9 และ 52.3 ลดลงมาจากระดับ 58.8 63.8 และ 52.3 ขณะที่ด้านต้นทุนรวม (ต่อหน่วย) ปริมาณการผลิต/การค้า/การบริการ อยู่ที่ระะดับ 40.7 และ 59.9 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 37.7 และ 59.2 สำหรับองค์ประกอบด้านการจ้างงานค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ระดับ 50.6 
ดัชนี SMESI รายสาขาธุรกิจ พบว่า ภาคการบริการและภาคการค้า อยู่ที่ระดับ 52.8 และ 51.9 ซึ่งปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 55.0 และ 53.3 เนื่องจากกำลังเผชิญกับปัจจัยกำลังซื้อและภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคและสินค้าฟุ่มเฟือย
หลายรายการ อีกทั้งเป็นช่วงชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศทำให้สาขาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรมการบริการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มลดลง ในทางกลับกันภาคการผลิตและภาคธุรกิจการเกษตร อยู่ที่ระดับ 54.2 และ 57.6 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 52.3 และ 55.9 มีสาเหตุจากต้นทุนราคาสินค้ารวมถึงราคาสินค้าเกษตรทั้งพืชไร่และพืชสวน
ดัชนี SMESI รายภูมิภาค เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า ค่าดัชนี SMESI เกือบทุกภูมิภาคปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาด ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือเติบโตค่อนข้างใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้าและภาคใต้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รายละเอียด ดังนี้
-ภาคเหนือ ค่าดัชนีอยู่ที่ 53.7 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 56.4 มีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดรวมถึงฝุ่น PM 2.5 เป็นปัจจัยหลักที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงกระทบต่อภาคการค้า อย่างไรก็ตามกลุ่มการผลิตยาและสมุนไพรยังขยายตัวดี เช่น เครื่องดื่มชาแปรรูป สมุนไพรสำหรับชง เป็นต้น
-เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าดัชนีอยู่ที่ 52.7 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 55.1 เนื่องจากกำลังซื้อที่ชะลอลงจากกิจกรรมการท่องเที่ยวส่งผลกระทบโดยตรงกับยอดขายของธุรกิจภาคการค้าและภาคการบริการ โดยเฉพาะกับสินค้าคงทน ทั้งวัสดุก่อสร้าง ในขณะที่ภาคการผลิตปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากปัจจัยด้านต้นทุนเป็นสำคัญ และการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับเทศกาลสงกรานต์
-ภาคกลาง ค่าดัชนีอยู่ที่ 51.3 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 52.9 โดยภาคธุรกิจชะลอตัวลง ยกเว้นกลุ่มธุรกิจการเกษตรที่ยังปรับดีขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และภาคการผลิตในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก ในขณะที่ภาคการค้าและภาคการบริการชะลอตัวลงตามกำลังซื้อที่ปรับลดลง
-ภาคตะวันออก ค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 54.6 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 55.3 ผลจากภาคเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากยอดขายในภาคบริการ เป็นหลัก รวมถึงผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นตามสภาพอากาศที่ร้อนจัด ในขณะที่ภาคธุรกิจการเกษตร ภาคการค้า และภาคการผลิตยังขยายตัวได้ โดยเฉพาะการเร่งกำลังการผลิตเพื่อรองรับ
คำสั่งซื้อในช่วงเวลาถัดไป เช่น ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 52.5 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 52.6 ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจในพื้นที่ทรงตัว โดยธุรกิจภาคการผลิต และภาคธุรกิจการเกษตรปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกับธุรกิจการเกษตรที่มีกำไรเพิ่มขึ้นชัดเจน จากราคาขายสินค้าที่ปรับสูงขึ้นตามการเริ่มขาดแคลนของสินค้าในตลาด ในขณะที่ภาคการค้าและ
การบริการชะลอลงเล็กน้อย
-ภาคใต้ ค่าดัชนีอยู่ที่ 53.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.5 เป็นผลดีมาจากต้นทุนราคาสินค้าที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะจากต้นทุนค่าขนส่ง ทำให้ราคาต้นทุนสินค้าหลายรายการในภาคใต้ปรับตัวดีขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะภาคการผลิต ส่วนภาคการค้าและภาคการบริการยังได้ผลดีจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับสูงทั้งมาเลเซีย รัสเซีย จีน เป็นต้น

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 53.2 มีแนวโน้มคงตัว โดยภาคเหนือ และภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้จากธุรกิจภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่ภาคอื่นๆ ระดับความเชื่อมั่นปรับลดลงจากค่าคาดการณ์ของเดือนก่อนเป็นผลจากกำลังซื้อและกำไรที่ชะลอตัวเป็นสำคัญตามทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามปัจจัยด้านต้นทุนมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง

นอกจากนี้ สสว. ได้ทำได้การสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการ SME พบว่า ความช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการ SME ต้องการมากที่สุดยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาระหนี้สิน และเงินทุน ทั้งในภาคหนี้สินครัวเรือน และภาคธุรกิจ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มาตรการพักชำระหนี้และการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย เป็นต้น สำหรับความช่วยเหลือด้านต้นทุนคือต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องการลดค่าสาธารณูปโภค การควบคุมราคาสินค้า/วัตถุดิบ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงในช่วงนี้ปัจจัยด้านกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวลง ผู้ประกอบการ SME จึงต้องการให้ภาครัฐออกนโยบายหรือมาตรการที่กระตุ้นการใช้จ่าย มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือการส่งเสริมการสร้างรายได้และอาชีพ เพื่อสร้างกำลังซื้อที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ SME ยังต้องการให้ภาครัฐช่วยเพิ่มศักยภาพธุรกิจเพื่อผลักดันไปสู่การเปิดตลาดในต่างประเทศ

ทั้งนี้ SME สามารถค้นหาบริการหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานเอกชนหรือ สถาบันการเงิน ฯลฯ ได้ตามความเหมาะสมกับความต้องการประกอบธุรกิจของท่านได้ที่  https://www.smeone.info ของ สสว.หรือสามารถรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจผ่าน Application SME CONNEXT หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร โทร.1301

"แม็คโคร"

แม็คโคร ห้างค้าส่งแห่งแรกในประเทศไทย ยืนหนึ่งมากว่า 35 ปี พลิกโฉมสาขาแรกลาดพร้าว รับฐานลูกค้าขยายตัวโตต่อเนื่อง ตอกย้ำตัวจริงค้าส่งครบครัน
ทั้งสินค้าอุปโภค-บริโภค ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม
 
ย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ ถือเป็นอีกหนึ่งทำเลเศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 
ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา โรงพยาบาล สำนักงาน มีความหลากหลายของผู้อยู่อาศัย ประกอบกับเส้นทางคมนาคม อย่างเช่น รถไฟฟ้า เรือโดยสาร รถประจำทางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัยในละแวกนี้  ดังนั้น ย่านลาดพร้าว จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ มีผู้อยู่อาศัยทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ คนทำงาน นักเรียนนักศึกษา และครอบครัว รวมถึง มีอัตราการอยู่อาศัยของประชากรหนาแน่นอีกแห่งหนึ่ง
แม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่ง รายแรกในประเทศไทย เล็งเห็นศักยภาพเปิดสาขาลาดพร้าว เป็นสาขาแรกเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2532 นับเป็นเวลากว่า 35 ปี ที่ธุรกิจค้าส่งของแม็คโครได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการและลูกค้าในพื้นที่ ปัจจุบันสาขาลาดพร้าวมีลูกค้าสมาชิกแตะ 82,000 ราย คิดเป็นตัวเลขที่โตต่อเนื่อง และเดินหน้าตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าทั่วประเทศ
สำหรับการพลิกโฉมของแม็คโคร สาขาลาดพร้าว ดึงจุดเด่นมัดใจลูกค้าผู้ประกอบการและลูกค้าทั่วไปในพื้นที่ ด้วยบรรยากาศที่ทันสมัยด้วยสื่อดิจิทัล ขยายพื้นที่จำหน่ายอาหารสดให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มมากขึ้น โดยคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ สดจากสวน รวมถึงผักและผลไม้พรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเครื่องเทศและเครื่องปรุงจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมเปิดเคานเตอร์ซูชิและซาชิมิ ที่เหมือนยกตลาดปลาสดส่งตรงจากญี่ปุ่นกับ     ซีพีอูโอริกิ (CP UORIKI) อีกทั้งสินค้าพรีเมียม อาทิ เนื้อวะกิวจากญี่ปุ่น หมูชีวา หมูคุโรบูตะ หอยนางรมจากฝรั่งเศส เคาน์เตอร์ชีส (Siam Food Service) ซึ่งนำเข้าชีสจากหลายประเทศ รวมถึงโคลท์คัท แฮม และสินค้ากลุ่มเบเกอรี่ที่นำเสนอเบเกอรี่แนวคิดใหม่ของเอโร่ โกลด์ อาทิ ครัวซองต์หลากหลายรูปแบบ ทิมเบอร์ริง พร้อมนำเข้ามาการองจากฝรั่งเศสมาเปิดตัวครั้งแรก
 

นอกจากนั้นยังได้ปรับภาพลักษณ์การจัดเรียงสินค้ากลุ่มอุปโภค (non-food) ให้มีความโดดเด่นเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น   อีกทั้งเพิ่มความหลากหลายของสินค้าหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแบรนด์ชั้นนำ ชุด set เครื่องครัว Zwilling และ Meyer ที่นำมาจัดโปรโมชันสุดพิเศษแทนคำขอบคุณลูกค้าที่มอบความไว้วางใจมาตลอด 35 ปี ตอกย้ำการเป็นตัวจริงค้าส่งของแม็คโคร ลาดพร้าว จุดหมายปลายทางสินค้าราคาส่งและราคาปลีกที่ดีที่สุดในย่านบางกะปิ และลาดพร้าว
นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวย้ำถึงความสำคัญของ แม็คโคร สาขาลาดพร้าว ซึ่งถือเป็นห้างค้าส่งสาขาแรกของประเทศไทย จุดเริ่มต้นที่ทำให้แม็คโครต่อยอดพัฒนาสินค้าและบริการไปยังสาขาอื่นๆ ทั่วประเทศรวมมากกว่า 160 สาขา ใน 71 จังหวัด โดยมีกลุ่มลูกค้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แบ่งสัดส่วน 70 % เป็นกลุ่มผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม และจัดเลี้ยง หรือ กลุ่ม HoReCa และสัดส่วน 30% เป็นกลุ่มลูกค้าทั่วไป (Prosumer)

การเติบโตตลอด 35 ปีที่ผ่านมา แม็คโครยึดมั่นในปณิธานการทำธุรกิจเคียงข้างสังคมไทย มุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจ สินค้าและบริการให้สอดคล้องต่อความต้องการของลูกค้า ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจ ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายในรูปแบบ Omni-Channel นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชัน “แม็คโคร โปร” (Makro PRO) ที่มีสินค้ามากกว่า 50,000 รายการ พร้อมบริการ “Same Day Delivery” จัดส่งถึงบ้านภายใน 1 วัน  เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม และสิทธิประโยชน์จาก “แม็คโคร โปรพอยท์” (Makro PRO Point) เสริมศักยภาพให้แม็คโครมีระบบการให้บริการลูกค้าที่แข็งแกร่งทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (สาขา) ครอบคลุมทั่วประเทศ นับเป็นแต้มต่อให้ธุรกิจค้าส่งของ แม็คโคร ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ยังคงนำหน้าคู่แข่งในตลาดตลอดมา
 
#makro #makrothailand #CPAXTRA #แม็คโครลาดพร้าว35ปีแห่งความผูกพัน #แม็คโครลาดพร้าวโฉมใหม่
…………………………..
 

"สยามคูโบต้า"

สยามคูโบต้า เปิดตัว โดรนเพื่อการเกษตร รุ่น AGRAS T25 และ AGRAS T50 ให้ทุกงานเป็นเรื่องง่าย พร้อมดีลสุดพิเศษ
ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตรอย่างยั่งยืน การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปใช้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ สยามคูโบต้า ตัวแทนผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโดรนการเกษตร DJI AGRAS T25 และ DJI AGRAS T50 ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ เฉพาะช่วง Pre-booking! รวมมูลค่าสูงสุด 13,000 บาท ให้คุณเป็นเจ้าของก่อนใคร
โดรนการเกษตร DJI AGRAS T25 ขนาดบรรจุ 20 ลิตร และ DJI AGRAS T50 ขนาดบรรจุ 40 ลิตร ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การทำงานทางการเกษตรเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยความสามารถในการหว่านปุ๋ยและพ่นยาที่แม่นยำ มาพร้อมระบบฉีดพ่นแบบ 4 หัวฉีด ปรับระดับละอองได้  อัตราการฉีดพ่น 24 ลิตรต่อนาที (4 หัวฉีด) และ 16 ลิตรต่อนาที (2 หัวฉีด) ด้วยความเร็วในการฉีดพ่นสูงสุด 133 ไร่ต่อชั่วโมง (เฉพาะ DJI AGRAS T50)  มั่นใจได้ว่าการดูแลแปลงนาและสวนของคุณจะได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบและเต็มประสิทธิภาพ ทำงานได้ไม่มีสะดุดด้วยการควบคุมผ่านรีโมตแบบใหม่ทำให้การใช้งานง่าย นอกจากนี้ สยามคูโบต้ายังมีการบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศด้วยทีมช่างผู้ชำนาญงานและอะไหล่ครบครัน ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีและมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐานเดียวกับสยามคูโบต้า

สำหรับลูกค้าที่สนใจจองเลยวันนี้พร้อมรับโปรโมชันส่วนลดพิเศษเฉพาะช่วง Pre-booking! รวมมูลค่าสูงสุด 13,000 บาท ประกอบด้วย 1. ส่วนลดสินค้า 5,000 บาท 2. ส่วนลดแบตเตอรี่ ก้อนละ 500 บาท สูงสุด 4 ก้อน/ลำ รวมมูลค่า 2,000 บาท 3. ส่วนลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.5% มูลค่าสูงสุด 6,000 บาท โดยสามารถลงทะเบียนออนไลน์ ได้ที่ คลิก https://www.siamkubota.co.th/prebooking/campaign/registration-dji-t25-t50/ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2567 นี้ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ KUBOTA CONNECT 02-029-2747 หรือเข้าชมเว็บไซต์ www.siamkubota.co.th

"โก โฮเซลล์"

โก โฮลเซลล์ มาตามนัด เปิดสาขารามคำแหง 127
ปลุกพลังผู้ประกอบการร้านอาหาร โชห่วย เตรียมรับกำลังซื้อจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
 
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการในระบบสมาชิก ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด 
ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดสาขารามคำแหง 127 แล้ววันนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองที่หนาแน่นไปด้วยผู้ประกอบการร้านอาหารทุกขนาดรวมถึงสตรีทฟู้ด ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ที่เล็งเห็นโอกาสจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยมี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิด
นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยว่า  โก โฮลเซลล์ สาขารามคำแหง 127 มีพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. 
เป็นสาขาลำดับที่ 7 ที่เปิดตัวมาในช่วงที่ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก มองเห็นโอกาสจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐต่างๆ ที่หลั่งไหลออกมา ไม่ว่าจะเป็น ดิจิทัลวอลเล็ต, การผลักดันซอฟท์พาวเวอร์ด้านอาหาร, การส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว, มาตรการกระตุ้นการบริโภคในภาคครัวเรือน และอื่นๆ  ซึ่งช่วยปลุกกำลังซื้อของผู้บริโภคให้คึกคัก และจะส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับอานิสงส์กันเป็นจำนวนมาก
“หากจำแนกผู้ประกอบการในย่านรามคำแหง บางกะปิ จะพบว่า ในพื้นที่นี้ มีความหลากหลายของประเภทกิจการอยู่มาก ซึ่งหากนับเฉพาะ ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก, ร้านอาหาร ธุรกิจโฮเรก้า, ธุรกิจบริการ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของ โก โฮลเซลล์ จะเห็นเลยว่า ร้านอาหารมีสัดส่วนเยอะที่สุด โดยเฉพาะ สตรีทฟู้ด, ร้านกาแฟ เครื่องดื่ม และเบเกอรี่, อาหารตามสั่ง, ก๊วยเตี๋ยว ที่มีความต้องการแหล่งจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพ ในราคาคุ้มค่า”
ปัจจุบัน ย่านรามคำแหง เป็นทำเลที่น่าจับตามอง เพราะอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และมีจุดเชื่อมต่อกับถนนสำคัญหลายสาย เช่น ถนนลาดพร้าว พระราม 9 ศรีนครินทร์ มีนบุรี  ร่มเกล้า ลาดกระบัง  สามารถเดินทางไปยังหลายพื้นที่ได้สะดวก 
นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง สนามกีฬาขนาดใหญ่  และยังเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม “ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของสถานีรถไฟฟ้ามากกว่า 2 สถานี ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางการค้าและผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมาก 
“เรามีความมุ่งมั่นที่จะร่วมสนับสนุนความสำเร็จของผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่ต้องแข่งขันทั้งคุณภาพวัตถุดิบที่ต้องสดสะอาดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในราคาที่สามารถสร้างกำไร ซึ่งทั้งหมดสามารถตอบโจทย์ครบที่โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา ด้วยแผนกอาหารสดของเรา ที่เป็น King of Fresh และเป็นที่ยอมรับว่ามีสินค้าให้เลือกสรรมากมาย พร้อมทั้งมีบริการที่ช่วยลดต้นทุนอย่าง การตัดแต่งสินค้าตามความต้องการ, บริการบ่มเนื้อดรายเอจ, Beverage Solution ที่เป็นแหล่งเรียนรู้เสริมไอเดียให้ผู้ประกอบธุรกิจเครื่องดื่ม และลอยัลตี้โปรแกรมที่มีสิทธิประโยชน์มากมายและเชื่อมต่อกับลอยัลตี้แพลตฟอร์ม The1 ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ” นางสุชาดา กล่าว
นอกจากนี้  โก โฮลเซลล์ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างอาชีพที่มั่นคง ด้วยการสนับสนุนวัตถุดิบอาหาร ให้แก่ ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ  เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการเรียนการสอนสร้างทักษะอาชีพด้านอาหาร ให้กับผู้ว่างงาน คนวัยเกษียณด้วย
 
สำหรับผู้สมัครสมาชิกใหม่  โก โฮลเซลล์ สาขารามคำแหง 127  จะได้รับฟรีคูปองส่วนลดมูลค่ารวม 1,000 บาท และพิเศษสำหรับสมาชิก The1 ใช้เพียง 500 คะแนน แลกส่วนลดเท่ากับ 100 บาท (เฉพาะสาขารามคำแหง) เมื่อซื้อสินค้าอย่างต่ำ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน - 29 พฤษภาคม 2567 รวมถึงรับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย สมัครสมาชิกได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายได้ทั้งหน้าร้าน หรือทางออนไลน์ที่ https://centralfoodwholesale.co.th/membership/

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567

ช.ส.ค.

ช.ส.ค. ประชุมใหญ่ 67 จัดเลือกตั้งกรรมการพร้อมแจงผลการดำเนินงาน
( วันที่ 28 เมษายน 2567) 
นายนพดล วรมานะกุล รองประธานฯสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) ร่วมเป็นเกียรติและกล่าวรายงานสรุปผลการดำนินงานของ สสท.ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จํากัด (ช.ส.ค.) ณ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ กรุงเทพฯ โดยมีนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดี กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุม ,ดร.วีระโชติ ชุณหรุ่งโรจน์ ประธานฯ ช.ส.ค. กล่าวรายงาน,แขกผู้มีเกียรติ อาทิ 
นายจรัล เอี่ยมสำอางค์ กรรมการ สสท., พร้อมด้วย เครือข่ายสหกรณ์ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้ การประชุมใหญ่ฯ ช.ส.ค. จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 
เพื่อให้ผู้แทนสหกรณ์/กลุ่มเครดิตยูเนี่ยน รับทราบผลการดําเนินงานและพิจารณาอนุมัติการจัดสรรกําไรสุทธิ และประชุมตามวาระ รวมถึงมีการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการฯ โดย นายบรรเจิด พฤฒิกิตติ จาก  สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหาดใหญ่ จำกัด ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานฯ ช.ส.ค. พร้อมกันนี้มีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคุรุสภาอําเภอเมืองเชียงใหม่ จํากัด จ.เชียงใหม่ ซึ่งได้รับคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์ดีเด่น ประจําปี 2567 ประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 
ช.ส.ค. เป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติสหกรณ์ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2522 โดยมีวิสัยทัศน์ “ ช.ส.ค. มั่นคง สมาชิกเข้มแข็ง บนจิตตารมณ์ คุณธรรม และธรรมาภิบาล ให้คนเครดิตยูเนี่ยนพึ่งตนเองได้ ” และมุ่งมั่นเป็นองค์กรกลาง ทําหน้าที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใน ประเทศไทย โดยมีภารกิจที่สําคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย 
1. ด้านการเผยแพร่ จัดตั้ง และส่งเสริมงานที่เกี่ยวกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 
2. ด้านการศึกษาอบรมเพิ่มทักษะด้านการบริหาร และการจัดการให้กับบุคลากรของขบวนการสหกรณ์ เครดิตยูเนี่ยน 
3. ด้านการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของขบวนการสหกรณ์  และ 
4.ด้านการจัดการบริการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์และเพื่อความมั่นคงของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567

อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย และผู้นำภาคอุตสาหกรรมการเกษตรพร้อมขับเคลื่อนเพื่อการเกษตรยั่งยืนในอนาคต
กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 26 เมษายน พ.ศ. 2567 – ปัจจุบันภาคเกษตรกรรมทั่วทุกมุมโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายเร่งด่วน อาทิ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนอาหาร และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับแนวทางการแก้ไขเชิงนวัตกรรมกำลังเป็นที่ต้องการมากในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้แบบยั่งยืน งาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย (AGRITECHNICA ASIA และ HORTI ASIA) เป็นงานจัดแสดงเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตรที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับนานาชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปฏิวัติแนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรและเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร การจัดงานในปีนี้ถือเป็นการกลับมาครั้งสำคัญร่วมกับผู้นำภาคอุตสาหกรรมการเกษตรที่พร้อมขับเคลื่อนเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืนในอนาคตทั้งทางด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการแชร์ประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงการนำนวัตกรรมที่สามารถมาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ด้านการเกษตร


งาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2567 ณ. ฮอลล์ 98 – 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ซึ่งงานนี้จัดขึ้นโดยสมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน (DLG International) และ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด 

โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพร่วม สำหรับงานในปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงนวัตกรรมด้านการเกษตรกว่า 300 รายจาก 28 ประเทศ นับเป็นการรวมตัวของผู้นำด้านนวัตกรรมการเกษตรที่หลากหลายในนานาชาติ ตอกย้ำสถานะของงานในฐานะศูนย์กลางด้านเครื่องจักรและนวัตกรรมพืชสวนที่สำคัญในเอเชีย

สำหรับผู้สนใจเข้าชมงานจะมีโอกาสสำรวจเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัยล่าสุดด้านการเกษตรจากผู้ผลิตทางการเกษตรและพืชสวนชั้นนำของโลก อาทิ แบรนด์ แอ็กโค่ (AGCO) กับ แมสซี่ เฟอร์กูสัน (Massey Ferguson), เคส นิว ฮอลแลนด์ (Case New Holland), ฉางฟา (Changfa), คลาส (CLAAS), จอน เดียร์ (John Deere), มาฮินทรา แอนด์ มาฮินทรา (Mahindra & Mahindra), และ เนต้า-ฟิม (Netafim ซึ่งแต่ละเจ้าล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม อยู่ในระดับแนวหน้าด้านการพัฒนาโซลูชั่นเครื่องจักรและเทคโนโลยีทางการเกษตรสามารถจัดการกับความท้าทายที่สำคัญในภาคส่วนนี้ ตั้งแต่การเพิ่มผลผลิตพืชผลไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำและทรัพยากร
ในปีนี้ งาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย ไม่เพียงแต่จะเน้นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มผลผลิตของฟาร์ม แต่ยังเน้นหลักปฏิบัติที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีการทำฟาร์มอัจฉริยะที่มีส่วนช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและปรับปรุงระบบอาหาร กิจกรรมนี้จะทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วโลกในการมีส่วนร่วม แบ่งปันองค์ความรู้ และส่งเสริมความร่วมมือที่จะกำหนดอนาคตของการเกษตร
นางแคธาริน่า สแตส์เก้ (Katharina Staske) กรรมการผู้จัดการสมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดงานแสดงสินค้าในปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ของการจัดงาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย โดยมีขนาดและผู้เข้าร่วมแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรเพิ่มขี้นกว่าเท่าตัวว่า "ภายในงาน ผู้เข้าชมงานได้พบกับผู้ผลิตชั้นนำจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกดิน เช่น เล็มเค่น (Lemken) จากประเทศเยอรมนี, แชคติมาน  (Shaktiman) จากประเทศอินเดีย, และ เคดับเบิ้ลยู เมทัล เวิร์ค (KW Metal work) จากประเทศไทย" 
นางสแตส์เก้กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนเพื่อเข้าชมงานแล้วจาก 62 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำให้เห็นว่า งาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย  เป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติสำหรับชุมชนเกษตรกรรมในการเรียนรู้ถึงแนวปฏิบัตด้านความยั่งยืนและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมทางการเกษตร ภายใต้แนวคิดหลักในปีนี้ “การร่วมสร้างสรรค์และเครือข่ายที่ยั่งยืน” (Co-Creation and Sustainable Networks)
“ในส่วนการประชุมและการเสวนา ในปีนี้ เราจะเจาะลึกถึงประเด็นเร่งด่วน เช่น การลดมลพิษทางอากาศจากการปฏิบัติทางการเกษตร, เส้นทางสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน, และการนำโซลูชั่นการทำฟาร์มอัจฉริยะมาใช้ ซึ่งการอภิปรายหลักทางงานได้รับความร่วมมือจากองค์กรที่มีชื่อเสียง อาทิ สมาคมเทคโนโลยีอ้อยน้ำตาลแห่งประเทศไทย, สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ, สมาคมวิศวกรรมเกษตรไทย, และสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งเอเชีย”
ทางด้านนางสาวปนัดดา ก๋งม้า รองประธานฝ่ายธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชียแปซิฟิค จำกัด เน้นถึงความสำคัญของการจัดงาน ฮอร์ติ เอเชีย กล่าวว่า “ในปีนี้นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 8 ทางคณะผู้จัดงานฯ มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านพืชสวนและเทคโนโลยีการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีบริษัทเข้าร่วมกว่า 300 แห่งจาก 28 ประเทศ รวมถึงผู้นำในอุตสาหกรรมชั้นนำ อาทิ เนต้าฟิม (Netafim) และ คลาสมาน-เดลมันน์ (Klasmaan-Deilmann) ร่วมถึงพันธมิตรอย่าง  ดูมเมน ออ-เร้นจ์ (Dummen Orange) และ อะการิส (Agaris) งานนี้ถือเป็นงานรวมตัวของเหล่าสุดยอดผู้ผลิตนวัตกรรมทางการเกษตรในอุตสาหกรกรรม ทางคณะผู้จัดงานฯ รู้สึกเป็นเกียรติ และภูมิใจที่มีโอกาสได้ร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรสำคัญในภาคส่วนต่างๆ เช่น สถานทูตเนเธอร์แลนด์, สมาคมวิทยาศาสตร์พืชสวนแห่งประเทศไทย, สมาคมเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ ถือเป็นการตอกย้ำความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือระดับโลกผ่านงานประชุมและสัมมนาวิชาการภายในงานครั้งนี้”
นางสาวปนัดดา ก๋งม้า กล่าวเสริมว่า “ภายในงานสัมมนา ทางหน่วยงานที่เข้ามาร่วมจัดงานได้คัดสรรหัวข้อที่น่าสนใจมานำเสนอให้กับผู้เข้าชมงาน อาทิ หัวข้อ  'นวัตกรรมพืชสวนที่ยั่งยืน: แรงบันดาลใจไทย-ดัตช์ในบริบทโลก' ซึ่งจะเป็นการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนา โดยเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีอัจฉริยะและการทำฟาร์มแบบแม่นยำ เรามุ่งมั่นที่จะส่งเสริม ประสิทธิภาพและเสริมสร้างการพัฒนาเชิงก้าวกระโดดให้กับภาคการเกษตรของภูมิภาคโดยการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การคาดการณ์โรค และการติดตามการผลิตผ่านทางแอปพลิเคชั่นอัจฉริยะ”

ดร. วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการการเกษตรต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นย้ำถึงการตอบสนองเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยต่อความท้าทายทางการเกษตรระดับโลกว่า “เมื่อพิจารณาถึงความท้าทายเร่งด่วนระดับโลกที่เราเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยั่งยืน และความมั่นคงทางอาหาร จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกัน” ดร. วนิดาอธิบายว่า "แนวคิดเชิงนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งคุณจะพบได้ที่งาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย ซึ่งสอดคล้องกับธีม “การร่วมสร้างสรรค์และเครือข่ายที่ยั่งยืน” ประจำปีนี้อย่างสมบูรณ์แบบ"

ดร. ไกส์ ทูนิสเซ่น (Gijs Theunissen) อัครราชฑูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) – สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศว่า "การจัดการกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับพวกเราในภาคเกษตรกรรม" ดร. ทูนิสเซ่นกล่าวเสริมว่า "ที่ ฮอร์ติ เอเชีย 2567 สถานทูตเนเธอร์แลนด์ร่วมกับพันธมิตรชาวไทย จะเป็นเจ้าภาพการประชุมไทย-ดัตช์ ซึ่งเน้นในหัวข้อ ‘นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนในการปลูกพืชสวน’: แรงบันดาลใจของไทย-ดัตช์ในบริบทระดับโลก' เป้าหมายของเราคือการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติทางการเกษตรที่เป็นนวัตกรรมและความรู้ด้านพืชสวน เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน  จึงอยากขอเรียนเชิญทุกคนที่สนใจในประเด็นสำคัญเหล่านี้ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เพื่อมีส่วนร่วมและหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์”

นายคาร์สเต้น ซีเบลล์ (Karsten Ziebell) หัวหน้าโครงการความร่วมมือทางการเกษตรเยอรมัน-ไทย หรือ GETHAC ให้ข้อมูลว่า วัตถุประสงค์ของโครงการคือการยกระดับความยั่งยืนของการผลิตทางการเกษตรและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรกรรมของไทย เราจึงอยากเรียนเชิญผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีที่ยั่งยืนสมัยใหม่มาร่วมสร้างโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพในวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 ร่วมกันกับเรา 

นางวิไลวรรณ ทวิชศรี เลขาธิการสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวไทย กล่าวว่า ในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร สมาคมพืชสวนไทย ชุมชนมะพร้าวนานาชาติ และบริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เราภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมมะพร้าวนานาชาติครั้งที่ 3 หัวข้อหลักของปีนี้ 'เทคโนโลยีการผลิตมะพร้าวอัจฉริยะและโอกาสทางการตลาด' จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจาก 6 ประเทศ รวมถึงอินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย การประชุมจะมีระยะเวลา 2 วัน โดยมีการบรรยายเชิงลึกและเยี่ยมชมสวนมะพร้าวหอมในจังหวัดปทุมธานี และโรงงานเครื่องสำอางที่ใช้น้ำมันมะพร้าว เราได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชน 8 แห่งและภาครัฐ ผมขอเชิญชวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิผลและรับข้อมูลเชิงลึกอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการผลิตมะพร้าว

สำหรับไฮไลท์ของงานประกอบด้วย:
การจัดแสดงนวัตกรรม: จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากบริษัทผู้แสดงสินค้าชั้นนำระดับนานาชาติกว่า 300 ราย เช่น เนต้าฟิม (Netafim),   คลาสมาน-เดลมันน์ (Klasmaan-Deilmann), ดูมเมน ออเร้นจ์ (Dummen Orange), คลาส (CLAAS), จอน เดียร์ (John Deere), มาฮินทรา และมาฮินทรา (Mahindra & Mahindra), แอ๊คโค่ (AGCO), ซีเอ็นเอช (CNH), และ คลาส (CLAAS)
การเจรจาธุรกิจ: มุ่งเน้นเป็นพิเศษในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิตและผู้นำเข้า โดยมีเป้าหมายในการเข้าสู่ตลาดในฟิลิปปินส์หรือไทย
การถ่ายทอดองค์ความรู้: จากความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรไทยกว่า 1,000 รายได้รับข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรจากทั่วโลกผ่านไกด์นำชมงานเพื่อลดช่องว่างทางการสื่อสารและส่งเสริมการเจรจาธุรกิจ

งาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับจัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรและพืชสวนระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการอภิปรายแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อความท้าทายที่อุตสาหกรรมการเกษตรในปัจจุบันำกำลังเผชิญอยู่ ด้วยแนวทางที่ครอบคลุมซึ่งผสมผสานธุรกิจ นวัตกรรม และการถ่ายทอดความรู้ เหตุการณ์เหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับการเกษตรทั่วโลก

ผู้สนใจเข้าชมงาน สามารถลงทะเบียนตอนนี้เพื่อเข้าร่วมการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรและพืชสวนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดอนาคตของการเกษตร สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้ามีสิทธิลุ้นรับรางวัลมากมาย และจับจองที่นั่งในงานสัมมนาก่อนใครโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่สำหรับการลงทะเบียนหน้างานจะมีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมงาน



สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการลงทะเบียน สามารถทำได้ผ่าน:
AGRITECHNICA ASIA ได้ที่ www.agritechnica-asia.com  |  HORTI ASIA ได้ที่ www.horti-asia.com 
หากต้องการลงทะเบียนเป็นกลุ่มหรือสอบถามข้อมูลจากสื่อมวลชน สามารถติดต่อได้ที่:
บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด - อีเมล์: communications@vnuasiapacific.com หรือโทรศัพท์: +662 111 6611 ต่อ 330-335
สมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน - อีเมล์: n.chunhacharti@dlg.org หรือ +66-84-947-9996

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567

"โก โฮลเซลล์"

โก โฮลเซลล์ ร่วมขบวนพาณิชย์สั่งลุย ลดราคา Back To School 2024
หนุนผู้ประกอบการ “เพิ่มกำไร เพิ่มยอดขาย รับเปิดเทอม”
โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เข้าร่วมงานเปิดตัวโครงการ “พาณิชย์ สั่งสุย ลดราคา Back to School 2024” กับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม โดย 

นางสาวอรวรรณ ศิริโชติรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและรัฐสัมพันธ์ และ นายอดิวัจน์ หิรัญยบุญกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไป โก โฮลเซลล์ สาขารังสิต ให้การต้อนรับ นายยรรยง พวงราช ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี, นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน, ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะผู้บริหารกระทรวง ในโอกาสเยี่ยมชมบูทจัดแสดงสินค้า ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา ได้จัดแคมเปญ “GO Wholesale To School เพิ่มกำไร เพิ่มยอดขาย รับเปิดเทอม”  ขนทัพสินค้าจำนวนกว่า 300 รายการ ลดราคาสูงสุด 50% ตั้งแต่วันที่ 8 - 21 พฤษภาคม 2567 ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ตลอดจนวัตถุดิบและสินค้าคุณภาพ สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในโรงอาหารของโรงเรียน ร้านค้าโดยรอบสถานศึกษา ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ ที่เตรียมความพร้อมรับความคึกคักในช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้ 
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกิจกรรมและโปรโมชั่น เพื่อรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ก่อนใครได้ที่ 
เว็บไซต์ :  www.centralfoodwholesale.co.th  
เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/gowholesaleth/
Line : @gowholesale 
LinkedIn : https://www.linkedin.com/company/gowholesaleth 
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น GO Wholesale และสมัครสมาชิกฟรี ที่   https://gowholesale.onelink.me/dVTJ/8sqvueew
 
###

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่าย Corporate Affairs & Government Relation “GO Wholesale” 
ณฐกร ขุนทอง (ตู่) โทร.091-4546924

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567

กรมประมง

อากาศร้อนจัดแตะ 40 องศา อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น
กรมประมง...เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 
ระวัง ! โรคตับวายเฉียบพลัน (AHPND) หรือ โรคกุ้งตายด่วน (EMS) 
นายบัญชา  สุขแก้ว  อธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิน้ำสูงขึ้นเอื้อต่อการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio spp. หลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ Vibrio parahaemolyticus ที่สร้างสารพิษได้ (VpAHPND) ก่อให้เกิดโรคตับวายเฉียบพลัน หรือ โรคกุ้งตายด่วน (AHPND/EMS) ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงต่อผลผลิตของกุ้งทะเล 
          
โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรค ได้แก่ อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น การให้อาหารปริมาณมาก คุณภาพน้ำไม่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดแพลงก์ตอนบลูม ปริมาณแอมโมเนียและไนไตรท์ในน้ำสูง กุ้งเครียดและอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันลดลง มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนี้ ส่วนใหญ่จะพบการติดเชื้อในกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำระยะโพสลาวา (PL) ช่วงอายุ 30 – 35 วันหลังปล่อยกุ้งลงบ่อดิน  ลักษณะของกุ้งที่ป่วยเป็นโรคตับวายเฉียบพลัน จะเกิดการฝ่อและตายของท่อตับและตับอ่อน บางครั้งมองเห็นเป็นขีดสีดำบริเวณตับและตับอ่อนในกุ้ง ลำไส้ไม่มีอาหาร เปลือกกุ้งนิ่ม กุ้งโตช้า ว่ายน้ำเฉื่อยโรคตับวายเฉียบพลันในกุ้งสามารถติดต่อได้ทางน้ำและการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมทั้งการกินกันเองของกุ้ง  
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงและป้องกันความเสียหายจากโรคนี้ในช่วงฤดูร้อน ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง ดังนี้
1. เมื่อพบกุ้งที่มีอาการผิดปกติหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมประมงในพื้นที่ หรือ แจ้งผ่านระบบการรายงานสัตว์น้ำป่วย กพส.สร.1 ตาม QR-code  ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าฟาร์มเก็บตัวอย่างกุ้ง ส่งตรวจหาสาเหตุของโรคและให้คำแนะนำในเบื้องต้น
2. ไม่เคลื่อนย้ายกุ้งชุดที่มีการตายผิดปกติออกจากบ่อเลี้ยงและฟาร์ม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
3. ไม่ถ่ายน้ำจากบ่อที่มีกุ้งตายผิดปกติออกสู่ภายนอกฟาร์มในขณะที่รอผลการตรวจ กรณีได้รับผลตรวจยืนยันว่ากุ้งป่วยจากโรคนี้ ต้องฆ่าเชื้อในน้ำโดยใช้คลอรีน ปริมาณ 200 กรัม ต่อน้ำ 1 ตัน (200 PPM) แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมง เพื่อมั่นใจว่าไม่มีคลอรีนเหลืออยู่ ก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม
4. ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ในบ่อที่มีการตายของกุ้งด้วยสารฆ่าเชื้อ เช่น คลอรีนปริมาณ 200 กรัม ต่อน้ำ 1 ตัน (200 PPM)  แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที แล้วล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า
อธิบดีฯ กล่าวเน้นย้ำในตอนท้าย ว่าเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ควรหมั่นสังเกตและดูแลกุ้งอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศร้อนจัด ควบคุมการให้ปริมาณอาหารอย่างเหมาะสม หรืออาจผสมสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเช่น วิตามินซี เบตากลูเคน  จุลินทรีย์โพรไบโอติก ฯลฯ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมประมง เพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับกุ้ง อย่างไรก็ตามหากพบกุ้งป่วยหรือมีอาการผิดปกติ หรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ สามารถแจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือ ศูนย์วิจัยฯ สัตว์น้ำของกรมประมงในพื้นที่ หรือ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพฯ โทร.  0 2579 4122

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...