วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567



“เป๊ปซี่โค” คว้ารางวัลนายจ้างดีเด่น 4 ปีซ้อนจาก Top Employers Institute
ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ซึ่งใส่ใจทรัพยากรมนุษย์และสังคม
 
เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ปลื้มคว้ารางวัลนายจ้างดีเด่น 4 ปีซ้อนจาก Top Employers Institute ยืนยันให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน พร้อมเปิดกว้างเรื่องสร้างสรรค์ไอเดีย และนวัตกรรม ให้พนักงานมีความสุขในการทำงานร่วมกัน
นายสุดิปโต โมซุมดา กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาหารอินโดจีน บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย)  เทรดดิ้ง จำกัด (“เป๊ปซี่โค ประเทศไทย“) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบ “เลย์” กล่าวว่าการได้รับรางวัลนายจ้างดีเด่น ปี 2024  โดยคว้ารางวัลดังกล่าวมา 4 ปีซ้อน จาก Top Employers Institute  นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของผู้บริหารและพนักงานเป๊ปซี่โคทุกคน เนื่องจากบริษัทฯ มีการบริหารจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ที่โดดเด่น และมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อยกระดับความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

“เป๊ปซี่โค ตระหนักดีว่า พนักงานเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีสู่ผู้บริโภค บริษัทฯ จึงเน้นความเป็นเลิศในการบริหารทรัพยากรบุคคล ผ่านกลยุทธ์หลักเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ด้วยการนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้พัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ส่งเสริมการทำงานเชิงกลยุทธ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในการจัดการวางแผนกำลังคน การสรรหา รวมถึงการส่งเสริมพนักงานให้มีความสามารถ เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมาย” นายสุดิปโต กล่าว 

นายวีระชัย กุลชนะภาคย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท เป๊ปซี่โค ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของบริษัทฯ ในการสร้างสภาพแวดล้อมของสถานที่ทำงานเชิงบวกเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและเสริมศักยภาพให้กับพนักงาน โดยเปิดกว้างเรื่องสร้างสรรค์ไอเดีย และนวัตกรรมแห่งอนาคตให้กับบริษัทฯ และสังคมที่ทำให้พนักงานทุกคนมีความสุขในการทำงานร่วมกัน

สำหรับการบริหารของ เป๊ปซี่โค ได้ออกแบบด้วยกลยุทธ์ที่ทำให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลยุทธ์ 4 ประการ (4 Pillars)  เริ่มจาก 1. “Iconic Brand and Innovator” การนำเสนอถึงความท้าทายในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกระดับ ด้วยการนำเสนอนวัตกรรม การใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัยเพื่อที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ 

2. “Meaningful Opportunities” เป็นหลักการที่ทำให้ได้รับการยอมรับในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผู้นำระดับโลกผ่านโปรแกรม Human Centric Leadership มุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำเข้ากับแนวคิดด้านความยั่งยืนเพื่อให้ความสำคัญกับความสามารถทางธุรกิจและการใส่ใจในเรื่องของคนเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนผ่านโปรแกรม Internship และ Campus Visit เพื่อส่งเสริมทักษะและประสบการณ์ให้กับนักศึกษา

3. "Inclusive Community" คือทีมงานที่มีความหลากหลาย ทั้งทางวัฒนธรรม อายุและเพศสภาพ โดยบริษัทได้เปิดกว้างและสนับสนุนการจ้างงานอย่างเท่าเทียมทั่วโลก ทั้งในด้านสภาพแวดล้อม กิจกรรมพนักงาน และสวัสดิการที่ครบครัน

และ 4. "Positive Impact" ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของ "เป๊ปซี่โค" ที่นำไปสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม โดย pep+ (PepsiCo Positive) คือการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางในทุกส่วนของธุรกิจ โดยไม่เน้นการทำกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนและคนเป็นศูนย์กลางในการสร้างคุณค่าและการเติบโต รวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก 

นายเดวิด พลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบันนายจ้างชั้นนำ (Top Employers Institute)  กล่าวว่าเป๊ปซี่โค ประเทศไทย ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนายจ้างดีเด่น ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ในปี 2024  โดยการคัดเลือกของ Top Employer Institute  ที่มีการประเมินและใช้ผลสำรวจของ HR Best Practices มาเป็นเกณฑ์การตัดสินใน 6 หัวข้อ จาก 20 หัวข้อ รวมถึงกลยุทธ์ด้านบุคลากรที่มีความสามารถ การเรียนรู้ความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการไม่แบ่งแยกความอยู่ดีมีสุข โดยรางวัลนี้แสดงให้เห็นว่านายจ้างใส่ใจและดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งเป็นการยกระดับของการทำงาน

------------------------------------------
ปศุสัตว์ปลื้ม จีนเปิดนำเข้าชิ้นส่วนและเครื่องในเป็ดจากไทยเพิ่ม

อธิบดีกรมปศุสัตว์เผย จีนมั่นใจคุณภาพมาตรฐานการผลิตสัตว์ปีกไทย อนุญาตให้นำเข้าชิ้นส่วนและเครื่องในเป็ดจากไทยเพิ่ม ล่าสุดมีการลงนามพิธีสาร “ว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ ความตกลงเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ เพื่อการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกไทยไปจีน” ส่งผลให้ไทยจะสามารถส่งออกชิ้นส่วนและเครื่องในเป็ดไปจีนได้เพิ่มเติม คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี  
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีลงนามพิธีสาร “ว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ ความตกลงเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยทางสัตวแพทย์ เพื่อการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและชิ้นส่วนสัตว์ปีกไทยไปจีน” ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ลงนามฝ่ายไทยคือ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นผู้ลงนามฝ่ายจีน โดยมีนายหวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ราชอาณาจักรไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม ณ ห้องรับรองสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
ในส่วนพิธีสารฉบับเดิมของสัตว์ปีก ฉบับวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ประเทศไทยส่งออกได้เฉพาะเนื้อไก่ เนื้อเป็ด ชิ้นส่วนและเครื่องในไก่เท่านั้น การขยายขอบข่ายตามพิธีสาร ฯ ดังกล่าวจะส่งผลให้สามารถส่งออกชิ้นส่วนและเครื่องในเป็ดได้เพิ่มเติม อีก 18 รายการ เช่น ขา ปีก ตับ กึ๋น ลิ้น และปาก เป็นต้น ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคในสาธารณรัฐประชาชนจีน คาดการณ์ว่ามูลค่าส่งออกชิ้นส่วนและเครื่องในเป็ดเพิ่มเติมมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี  
ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้ประสานงานและมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณัฐประชาชนจีน (General Administration of Custom of People ‘s Republic of China: GACC) โดยเฉพาะการกำหนดเงื่อนไขการค้าระหว่างกัน การกำกับดูแลคุณภาพ มาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยอาหารและข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงมีความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ ภายใต้การกำกับ ดูแล ระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ของกรมปศุสัตว์ ซึ่งพิธีสาร ฯ ฉบับดังกล่าว เมื่อมีการลงนามทั้งสองฝ่ายแล้ว จะเป็นการขยายตลาด และสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ของไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้น 
ทั้งนี้ ในปี 2566 สินค้าปศุสัตว์ที่มีการส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีนมากที่สุด คือ ชิ้นส่วนและเครื่องในไก่ 
มูลค่า 16,900 ล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง มูลค่า 1,200 ล้านบาท และกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ นม ไข่ น้ำผึ้ง รังนก มูลค่า 1,000 ล้านบาท รวมแล้ว การส่งสินค้าปศุสัตว์ของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปี 2566 มีมูลค่ามากกว่า 19,000 ล้านบาท  

**************************

แม็คโคร

“มูลนิธิโครงการหลวง” ร่วมกับ “แม็คโคร” คัดสรรผลผลิตคุณภาพจากยอดดอยสู่ผู้ประกอบการทั่วไทย
ปักหมุดศูนย์รวมสินค้าจากโครงการหลวงเพื่อลูกค้าทุกกลุ่ม
 
แม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่ง ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ให้การสนับสนุนสินค้าโครงการหลวง     มายาวนานกว่า 30 ปี ด้วยพันธกิจหลักในการมุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ นำวัตถุดิบคุณภาพจากยอดดอย ทั้งพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าต่างๆ มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคผ่านสาขาของแม็คโครทั่วประเทศ เป็นแหล่งจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบค้าส่งใหญ่ของโครงการหลวง ช่วยสนับสนุนการสร้างรายได้ให้เกษตรกรชุมชนบนพื้นที่สูง และผู้บริโภคได้เข้าถึงอาหารคุณภาพสูง คุ้มค่า คุ้มราคา
 
การจัดงาน “แม็คโคร ศูนย์รวมสินค้าคุณภาพจากโครงการหลวง” ในครั้งนี้ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน มูลนิธิโครงการหลวงมีเป้าหมายการดำเนินงานตามแนวทางโครงการหลวงโมเดล ที่มุ่งมั่นพัฒนาในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ร่วมถึงการสนับสนุนให้ชาวไทยภูเขามีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการส่งเสริมให้ปลูกพืชผักและผลไม้เมืองหนาว ซึ่งผลผลิตเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวตามมาตรฐานข้อกำหนดสากล เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพ เป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงได้เกิดความความร่วมมือระหว่างโครงการหลวงและแม็คโคร ที่มุ่งช่วยชาวไทยภูเขาในด้านต่างๆ ในการนำผลิตผลและผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในพื้นที่จัดงาน จัดมุมจำหน่ายสินค้า และเป็นศูนย์กลางของผลิตภัณฑ์คุณภาพจากโครงการหลวงส่งต่อถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ
 
นายสมนึก ยอดดำเนิน ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม็คโครวางแผนจัดแคมเปญร่วมกับโครงการหลวงอย่างต่อเนื่อง ในการเป็น Destination ศูนย์รวมสินค้าคุณภาพจากโครงการหลวงที่ครบครันสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ภายใต้ 5 แกนหลัก อาทิ เป็นจุดเปิดตัวสินค้าใหม่เพื่อผู้ประกอบการ, ขยายมุมจำหน่ายสินค้าโครงการหลวงเพิ่มความหลากหลาย, จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันพิเศษในกลุ่มสินค้าไฮไลต์ รวมถึงสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภคในวงกว้างผ่านการทำการตลาดและสื่อประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องทั้งปี ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันตลอดห่วงโซ่ เพื่อสนับสนุนเกษตรให้มีรายได้ยั่งยืน จากการจำหน่ายผลผลิตของโครงการหลวงที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม”
 
งาน “แม็คโคร ศูนย์รวมสินค้าคุณภาพจากโครงการหลวง” ปี 2567 จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “ผลิตภัณฑ์จากยอดดอยเพื่อผู้ประกอบการ” เป็นมหกรรมรวมสินค้าคุณภาพจากโครงการหลวง ส่งตรงให้ลูกค้าได้เลือกสรรแบบจัดเต็มจัดใหญ่ นำโดยสินค้ายอดนิยม อาทิ ผลไม้และผักสดแพ็กใหญ่สำหรับผู้ประกอบการ, ดอกกุหลาบสายพันธุ์ฮอลแลนด์, ดอกไฮเดรนเยีย และกล้วยไม้เมืองหนาว (ซิมบิเดียม) พบกับสินค้าไฮไลท์ อาทิ ปลาสเตอร์เจียน สายพันธุ์ไซบีเรีย, คาเวียร์ และผักสลัดพร้อมทาน พิเศษสุดกับสินค้าใหม่ “รอยัล โปรเจ็กต์ เวจจี้ พลัส” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผักชนิดเคี้ยว-ผงชงดื่ม รวมถึงสินค้ากลุ่มอื่นๆ ที่ขนทัพมาจำหน่ายในราคาค้าส่งที่ดีที่สุด
 
 
ภายในงานมีกิจกรรมไฮไลต์ อาทิ สาธิตเมนูพิเศษ “ข้าวไก่ป่าอบ” จากวัตถุดิบคุณภาพของโครงการหลวง โดยเชฟชื่อดังจากแม็คโคร โฮเรก้า อคาเดมี (MHA), โชว์การทำขนมกับเมนู “ดับเบิ้ลเลเยอร์ชีสเค้ก” ที่นำผลไม้จากโครงการหลวงมารังสรรค์เป็นขนมสุดครีเอต จากเชฟบิ๊บ ชัชชญา รักตะกนิษฐ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเคซีจี รวมถึงพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาและดอยคำ พร้อมเนรมิตแลนมาร์คจำลองบรรยากาศผักผลไม้สีสันสดใส และดอกไม้นานาพรรณ กลิ่นอายล้านนา มาไว้ในเมืองกรุง ที่แม็คโคร ศรีนครินทร์
 
พบกับผลิตภัณฑ์คุณภาพจากโครงการหลวง และโปรโมชันพิเศษได้ที่แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ และสามารถสั่งซื้อผ่าน Makro PRO แอปพลิเคชัน
 
ติดตามข้อมูลและข่าวสารต่างๆ ของแม็คโคร ผ่านช่องทาง ดังนี้
-เว็บไซต์ https://www.cpaxtra.com/th/home
-เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/cpaxtrathailand
-ติ๊กต็อก https://www.tiktok.com/@makrothailand
-ลิงค์อิน https://www.linkedin.com/company/cp-axtra-public-company-limited/
 
#แม็คโคร #ซีพีแอ็กซ์ตร้า #โครงการหลวง #แม็คโครXโครงการหลวง #แม็คโครศูนย์รวมสินค้าโครงการหลวง#makro #makrothailand #CPAXTRA #CPAXT
 

กรมวิชาการเกษตร

รมว.ธรรมนัส หนุน กรมวิชาการเกษตรขับเคลื่อน
“เทคโนโลยี Gene Editing แก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด และศัตรูพืชอุบัติใหม่”
รองรับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบความมั่นคงทางอาหารของโลก
วันที่ 29 มกราคม  2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายในการสัมมนาวิชาการ “เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ในการแก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด และศัตรูพืชอุบัติใหม่” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ  กรมวิชาการเกษตร  โดยได้เชิญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสมาคมฯ นักวิชาการ จากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมสัมมนา ระดมความคิด แนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนเทคโนโลยี และความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ เพื่อรองรับภาวะโลกเดือดของโลกที่กำลังจะมาถึง ณ ห้องประชุมกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการวิจัยและพัฒนา ที่ขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศไทย ทั้งนี้ในภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วและรุนแรง  จนเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกประกาศว่า “ยุคโลกร้อนสิ้นสุดลง ยุคโลกเดือดมาถึงแล้ว” ซึ่งภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของศัตรูพืชอุบัติใหม่ที่สำคัญ อาทิ โรคใบด่างมันสำปะหลัง  โรคใบร่วงยางพารา ประกอบกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก ทั้งนี้ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่และเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับรายได้เกษตรกร 3 เท่าใน 4 ปี  การนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง คุ้มค่า พัฒนาได้รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ จึงมีความจำเป็น
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงปัญหาภาวะวิกฤตดังกล่าว จึงเร่งผลักดันส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี GEd ให้ก้าวทันบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ Gene Editing หรือ GEd ในการแก้ไข หรือปรับแต่งยีนให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ต้านทานศัตรูพืช มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น ผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ที่สำคัญเทคโนโลยี GEd ไม่มียีนถ่ายฝากจากสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่จัดว่าเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMOs และมีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เทคโนโลยี GEd ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), OECD  มี 13 ประเทศประกาศสนับสนุนในที่ประชุม WTO ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี GEd เชิงการค้าและการบริโภคร่วมกัน และกว่า 40 ประเทศ     ทั่วโลก อาทิ แคนาดา อเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ ฟิลิปปินส์ เคนยา รัสเซีย ออสเตรเลีย ประกาศใช้นโยบาย  no transgene = not GMOs  โดยถือว่า พืช GEd      มีความปลอดภัยเช่นเดียวกันพืชปกติทั่วไป ที่สำคัญองค์กรนานาชาติ และประเทศต่าง ๆ เร่งลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี GEd เพื่อรองรับวิกฤตการณ์ความมั่นคงทางอาหารของโลก  จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนการขับเคลื่อนเทคโนโลยี GEd และกำหนดท่าทีที่ชัดเจนของประเทศไทยในทิศทางเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เชิญผู้เชี่ยวชาญจาก FAO และประเทศต่างๆ อาทิ อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ร่วมผลักดันและสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม  
นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเน้นย้ำว่า การจัดประชุมสัมมนาวิชาการ ในวันนี้ เพื่อระดมความคิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย ให้ทัดเทียมนานาประเทศ และจัดทำแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนเทคโนโลยี GEd ของประเทศไทย สื่อสารกับประชาชนและผู้บริโภค ให้เป็นที่เข้าใจว่าเทคโนโลยี GEd แตกต่างกับ GMOs รวมถึงสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี GEd          ในประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับภาวะวิกฤตโลกเดือดและศัตรูพืชอุบัติใหม่ ซึ่งการประชุมสัมมนาวันนี้ จะนำไปสู่ท่าทีที่ชัดเจนของประเทศไทย ในด้านเทคโนโลยี GEd ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อที่จะขับเคลื่อนเทคโนโลยี GEd อย่างเป็นรูปธรรม ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

***********************




วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567

กรมปศุสัตว์

อธิบดีปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังเข้ม การจัดส่งนมโรงเรียนช่วงปิดเทอม ให้เด็กได้รับนมคุณภาพ ครบถ้วน ทันเวลา
อธิบดีกรมปศุสัตว์ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ย้ำมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับการผลิตและส่งมอบนมโรงเรียนในช่วงปิดเทอม ให้เด็กนักเรียนได้รับนมที่มีคุณภาพ ครบถ้วน และทันเวลาปิดเทอม โดยตั้งทีมชุดเฉพาะกิจในการเฝ้าระวัง และติดตามประสานงานกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปี 2566 ให้ส่งแผนการผลิตนม ยู เอช ทีและให้ส่งมอบครบถ้วนล่วงหน้าก่อนปิดภาคเรียน ตลอดจนควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ป้องกันการปลอมปนนมผงในผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ครั้งที่ 2/2567
 โดยมีคณะอนุกรรมการฯ จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีวาระที่สำคัญคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้สถานศึกษาได้รับนมโรงเรียนก่อนปิดภาคเรียน ตลอดจนวางแนวทางเฝ้าระวังกำกับติดตามตรวจสอบการจัดส่งนมยู เอช ที ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนช่วงปิดภาคเรียนเพื่อให้ได้รับมอบนมที่มีคุณภาพ ครบถ้วน ทันเวลา ตามหลักเกณฑ์ของโครงการฯ 
ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ร่วมกันประเมินสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว พบว่า ความต้องการน้ำนมดิบมีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับกลไกราคาตลาด อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำนมดิบที่นำมาใช้ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปี 2566 อีกทั้งต้องเฝ้าระวังป้องกันและลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการบางราย อาจจะปฏิบัติไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2566 ฉบับที่ 2 
ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้สถานศึกษาได้รับนมโรงเรียนล่วงหน้าก่อนปิดภาคเรียน โดยกำหนดมาตรการติดตามการผลิตและการจัดส่งนมโรงเรียนชนิดยู เอช ที และกำหนดแบบรายงานแผนการผลิตและแผนการจัดส่งนมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (ภาคเรียนที่ 2/2566) รวมถึงกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องส่งแผนการผลิต แบบรายงานรายชื่อคู่สัญญาจ้างผลิตนมยูเอชทีในโครงการฯ ซึ่งอนุกรรมการขับเคลื่อนนมโรงเรียนระดับกลุ่มพื้นที่จะแจ้งคณะทำงานตรวจสอบโรงงานหรือสถานประกอบการไปตรวจสต๊อกนมโรงเรียนชนิดยู เอช ที โดยมีชุดเฉพาะกิจจากส่วนกลางเข้าร่วมด้วย เพื่อสรุปรายงานคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการฯ พิจารณาความถูกต้องครบถ้วน 
นอกจากนี้จะสุ่มเก็บตัวอย่างนมยูเอชทีส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมปศุสัตว์ เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพและการปลอมปนนมผงมาใช้ผลิตนมโรงเรียน หากพบว่า ผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการฯ จะพิจารณาโทษตามฐานความผิดที่ตรวจพบอย่างเด็ดขาดต่อไป 

สำหรับมาตรการติดตามการส่งมอบนมโรงเรียนของผู้ประกอบการให้แก่โรงเรียน ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันเวลา กำหนดให้ให้ผู้ประกอบการแจ้งแผนส่งมอบนมโรงเรียน ให้แก่คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการอาหารรนมเพื่อเด็กและเยาวชนระดับจังหวัด เพื่อให้คณะทำงานติดตามตรวจสอบการส่งมอบนมโรงเรียน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการ

นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้เชิญผู้แทนจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมสังเกตการณ์ตรวจสอบติดตามการผลิตและการจัดส่งนมโรงเรียนชนิดยู เอช ที สำหรับช่วงปิดภาคเรียนด้วย
อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้โรงเรียนได้รับนมโรงเรียนล่วงหน้าก่อนปิดภาคเรียน เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมที่มีคุณภาพ ครบถ้วน ไม่ล่าช้า รวมถึงเป็นไปตามข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดซื้อนมโรงเรียนต้องให้ความสำคัญและเข้มงวดในขั้นตอนการส่งมอบและรับมอบนมโรงเรียน

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567

กรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ชี้แจงกรณีจัดหาแม่โคใน “โครงการโคบาลชายแดนใต้”
กรมปศุสัตว์ชี้แจงรายละเอียด “โครงการโคบาลชายแดนใต้” 
ตามที่ปรากฏข่าว การจัดหาแม่โคของกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ไม่ตรงตามคุณลักษณะเฉพาะของโครงการ ย้ำขณะนี้เป็นการดำเนินงานระยะนำร่อง โดยกลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาแม่โคเองเนื่องจากเป็นเงินกู้ที่
เกษตรกรกู้ยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเร่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้พันธุ์สัตว์ไม่เป็นตามคุณลักษณะเฉพาะที่กำหนด หากเกิดจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด
นายสัตวแพทย์ประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์จะตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏข่าวว่า การจัดหาแม่โคในโครงการ “โคบาลชายแดนใต้” ไม่ตรงกับที่กำหนดในคุณลักษณะเฉพาะของแม่โคเนื้อในโครงการ โดยมีลักษณะซูบผอม เพื่อให้ทราบว่า การจัดหาพันธุ์สัตว์ในโครงการมีปัญหาอุปสรรคใด หรือมีข้อบกพร่องตรงไหน 
ตามข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจติดตามและประเมินผลทุกโครงการที่ดำเนินงานเพื่อเร่งแก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างทันท่วงที อีกทั้งเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
สำหรับโครงการ “โคบาลชายแดนใต้” กรมปศุสัตว์ดำเนินการร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกระทรวงมหาดไทย ภายใต้โครงการเมืองปศุสัตว์ตามกรอบระเบียงเศรษฐกิจ ฮาลาลจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กรอบวงเงิน 1,566.20 ล้านบาท การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ในระยะนำร่อง เกษตรกร 60 กลุ่ม แม่โคพื้นเมือง 3,000 ตัว เงินกู้ยืม 93 ล้านบาท และเงินจ่ายขาด 1.20 ล้านบาท
สำหรับกิจกรรมที่สำคัญในโครงการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในหมู่บ้านจะได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตในระดับต้นน้ำ กลุ่มละ 1.55 ล้านบาท เพื่อดำเนินกิจกรรม 4 กิจกรรม ดังนี้
1. จัดทำแปลงพืชอาหารสัตว์ กลุ่มละไม่น้อยกว่า 20 ไร่ เงินกู้ยืม 100,000 บาท
2. ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงโคเนื้อ (คอกกลาง) จำนวน 1 โรงเรือน เงินกู้ยืม 350,000 บาท
3. จัดหาแม่โคพื้นเมือง จำนวน 50 ตัว ตัวละไม่เกิน 17,000 บาท เงินกู้ยืม 850,000 บาท 
4. การจ้างเจ้าหน้าที่ฟาร์ม จำนวนไม่เกิน 3 คน เงินกู้ยืม 250,000 บาท
สำหรับกรณีกลุ่มเกษตรกรจังหวัดปัตตานีบางกลุ่มร้องเรียนว่า “แม่โคพื้นเมืองที่ส่งมอบให้กลุ่มมีลักษณะซูบผอม น้ำหนักไม่ตรงกับที่กำหนดในคุณลักษณะเฉพาะของแม่โคเนื้อในโครงการ” กรมปศุสัตว์ขอชี้แจงว่า การจัดหาพันธุ์สัตว์ในโครงการที่ใช้เงินนอกงบประมาณกล่าวคือ เป็นเงินกู้ของเกษตรกรจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ได้ดำเนินการตามหลักการที่สำคัญคือ การให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้จัดหาพันธุ์สัตว์เองตามคุณลักษณะเฉพาะที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยกำหนดสายพันธุ์ อายุ น้ำหนักตัว สุขภาพสัตว์ การได้รับวัคซีน และการตรวจโรคที่สำคัญ พร้อมเงื่อนไขการรับประกันหากไม่ถูกต้องตามที่กำหนดผู้ขายจะต้องเปลี่ยนตัวสัตว์ใหม่ให้แก่เกษตรกร
ส่วนข้อร้องเรียนของเกษตรกรตามที่ปรากฏข่าว กรมปศุสัตว์ได้ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้น พบว่า ช่วงระยะเวลาที่ได้ทยอยส่งมอบและตรวจรับแม่โคตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 เป็นช่วงเวลาที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบสภาวะฝนตกอย่างต่อเนื่องและมีน้ำท่วมขังซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์บางส่วนของโครงการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแม่โคมีความเครียด ได้รับอาหารไม่เพียงพอ และบางตัวป่วย 
กรมปศุสัตว์ได้ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเร่งฟื้นฟูสุขภาพแม่โคเนื้อที่ได้รับผลกระทบตามหลักวิชาการ ให้วิตามิน และอาหารเสริมแก่แม่โคพื้นเมืองเพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์โดยเร็ว กรณีที่กลุ่มเกษตรกรมีความประสงค์ขอเปลี่ยนตัวสัตว์ตามเงื่อนไขข้อกำหนดของโครงการ กรมปศุสัตว์ได้แจ้งให้ผู้ประกอบการหรือผู้ขายดำเนินการเปลี่ยนตัวสัตว์ให้ใหม่ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว สำหรับกลุ่มเกษตรกรระยะนำร่องในจังหวัดอื่นจะได้ตรวจสอบ หากพบปัญหาลักษณะเดียวกัน จะช่วยเหลือฟื้นฟูสุขภาพสัตว์โดยเร่งด่วนต่อไป
รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์จะตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยร่วมกับศอ.บต. และกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ทราบแน่ชัดว่า มีปัญหาอุปสรรคอื่นใดอีกหรือไม่ หากกรณีที่เกิดขึ้น มาจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่           จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด อีกทั้งจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดตั้งคณะกรรมการตรวจติดตามและประเมินผลโครงการเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรตามวัตถุประสงค์ของโครงการ



แม็คโคร

ตลาดข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดูคึกคัก แม็คโครร่วมกับกรมการค้าภายใน และ
สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ผนึกกำลัง 8 แบรนด์ดัง
คัดสรรข้าวคุณภาพจากแปลงนาสู่ผู้บริโภค สนับสนุนชาวนาไทยมีรายได้
 
แม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่ง ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ยืนหนึ่งในการเป็นศูนย์รวมข้าวคุณภาพดีหลากหลายชนิด จัดแคมเปญ “ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู คัดสรรคุณภาพจากแปลงนาสู่ผู้บริโภค” ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตร 8 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ หงษ์ทอง, มาบุญครอง,ตราฉัตร, พนมรุ้ง, เบญจรงค์, แสนดี, พิกุลแก้ว และบัวชมพู จำหน่ายในราคาค้าส่งที่ดีที่สุด ซึ่งนอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาไทยแล้ว ยังหนุนผู้ประกอบการร้านอาหารได้ซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า สามารถเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน
 

งานนี้ได้รับเกียรติจากนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน และเยี่ยมชมบูธข้าว ร่วมด้วยนายยงยุทธ พฤกษ์มหาดำรง นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย โดยมีนายสิทธิพันธ์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สินค้าธุรกิจผู้ประกอบการ แผนกสินค้าบริโภค บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ
 

ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดูเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค มีจุดเด่นที่เป็นข้าวใหม่ที่สุด เก็บเกี่ยวเพียงปีละครั้ง เหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบหลักของร้านอาหาร ด้วยความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ความนุ่มละมุนที่ให้รสสัมผัสดี สีขาวใส เมล็ดยาวเรียวสวย ไม่แตกหัก หุงเป็นข้าวสวยร้อนๆ ทานคู่กับหลากหลายเมนู หรือจะรังสรรค์เป็นเมนูอื่นๆ อย่างไอศกรีมและซูชิ  
 
กิจกรรมภายในงานมีมากมาย อาทิ สาธิตการทำอาหารจากผลผลิตข้าวหอมมะลิ โดยเชฟครีเอเตอร์ชื่อดังบน TikTok “เชฟบุช เลอชาญ” รังสรรค์เมนูข้าวหน้าปลาแซลมอนเทอริยากิ พบกับโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดูที่แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ และสามารถสั่งซื้อผ่าน Makro PRO แอปพลิเคชัน ตั้งแต่วันนี้ – 6 กุมภาพันธ์ 2567
 

ติดตามข้อมูลและข่าวสารต่างๆ ของแม็คโคร ผ่านช่องทาง ดังนี้
-เว็บไซต์ https://www.cpaxtra.com/th/home
-เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/cpaxtrathailand
-ติ๊กต็อก https://www.tiktok.com/@makrothailand
-ลิงค์อิน https://www.linkedin.com/company/cp-axtra-public-company-limited/
 
#แม็คโคร #ซีพีแอ็กซ์ตร้า #ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู #เกษตรกรไทย #makro #makrothailand #CPAXTRA #CPAXT

วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567

แถลงข่าวงานเกษตรแฟร์

เตรียมพร้อมรับ “นวัตกรรมนนทรี แก้วิถีโลกรวน” ในงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2567 
2 - 10 ก.พ.2567 รวม 9 วัน 9 คืน ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 
เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2567 ที่ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2567 เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2567 พร้อมด้วย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดงาน,ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและทรัพย์สิน ประธานอนุกรรมการฝ่ายฝ่ายตลาดนัดและสิทธิประโยชน์ และ รศ.ดร.จีมา ศรลัมพ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาอย่างยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ผู้แทนประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมนิสิตร่วมการแถลงข่าว 
โดยเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานเกษตรแฟร์ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยออกสู่สังคม เปิดการเรียนรู้ให้กับนิสิต บุคลากร และอาจารย์ 
โดยใช้งานเกษตรแฟร์ เป็นห้องปฏิบัติการภาคสนามเพื่อถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน ช่วยเหลือสังคมประชาชน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลับไปสู่ชุมชน และสังคม สร้างความสุขให้กับครอบครัว โดยในปีนี้ ได้ยกระดับงานเกษตรแฟร์สู่สากลเป็นปีที่ 2 ได้รับการตอบรับจากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ 15 ประเทศ นำสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่นมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างคับคั่ง
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมนนทรี แก้วิถีโลกรวน” ระหว่างวันที่ 2–10 กุมภาพันธ์ 2567 รวม 9 วัน 9 คืน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 
โดยมุ่งเน้นวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงาน คือ การเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยออกสู่สังคม อีกทั้งอาจารย์และนิสิตได้ฝึกการทำงานจริงเกิดการเรียนรู้ทุกรูปแบบในงานเกษตรแฟร์ซึ่งเป็นเสมือนห้องปฏิบัติการภาคสนาม ได้นำผลงานวิจัย ผลลัพธ์การเรียนจากห้องเรียนช่วยเหลือสังคม นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน มูลนิธิฯ ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสินค้าแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลับไปสู่ชุมชน และสังคม สร้างความสุขให้กับครอบครัว 
สำหรับพื้นที่การจัดงานในปีนี้ จะเริ่มต้นตั้งแต่บริเวณหอประชุมใหญ่ ประตูพหลโยธิน ไปจนถึงบริเวณประตูวิภาวดีรังสิต แบ่งออกเป็น 14 โซน จำนวนประมาณ 1,700 ร้านค้า ซึ่งประกอบด้วยร้านค้านิสิต 286 ร้านค้า  ร้านอาหารนิสิต 15 สโมสรนิสิต และ 1 ชมรม นอกจากนี้ ทุกคณะ และสถาบัน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังจัดแสดงผลงานและถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน ในโซน H 2 บริเวณหน้าอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ รวมทั้งด้านบนอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ และบริเวณที่ตั้งคณะที่มีเส้นทางผ่านตลอดการจัดงานเกษตรแฟร์ นับเป็นการพลิกฟื้นบรรยากาศการจัดงานเกษตรแฟร์แบบดั้งเดิมให้ทุกท่านได้มาสัมผัสผลงานนวัตกรรม สอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้จากอาจารย์ นักวิจัยและนิสิตโดยตรง

โดยกิจกรรมประกอบด้วย การจัดแสดงผลงานวิจัยนวัตกรรมของ มก. การจัดแสดงนิทรรศการผลงานของคณะ สำนัก สถาบัน อาทิ พันธุ์ข้าวลดโลกร้อน และข้าวโภชนาการสูง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 6+ (11F09)
 เป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ปรับปรุงล่าสุด ที่ทนทานต่อน้ำท่วมฉับพลัน โรคขอบใบแห้ง โรคไหม้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ความเป็นพิษของธาตุเหล็ก และอุณหภูมิสูง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 6+ เป็นข้าวสีม่วงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา ข้าวที่หุงสุกแล้วจะมีความนุ่ม และมีกลิ่นหอม ข้าวสีเพื่อสุขภาพ สายพันธุ์ใหม่ “KU80 นิลกาฬ” ข้าวเจ้าที่ไม่ไวต่อช่วงแสง มีปริมาณอมิโลสต่ำ ร้อยละ 15.23 นอกจากนี้ยังมี พืชผักพันธุ์ใหม่รับภาวะโลกรวน  กล้วยปากช่อง KU 46 เป็นกล้วยน้ำว้าลูกผสมพันธุ์ใหม่ของประเทศไทย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง รองเท้านารีอินทนนท์ลูกผสม ไม้ดอกที่เกิดจากการพัฒนาสายพันธุ์ด้วยวิธีผสมเกสรตั้งแต่ ปี 2555 ไม้ดอกสายพันธุ์ดีของสถานีวิจัยดอยปุย เปิดตัวครั้งแรกในงานเกษตรแฟร์ ปี 2567 การประกวดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม TGDA Awards 2024  
นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการประกวดพืชและสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อแสดงความก้าวหน้าด้านการปรับปรุงพันธุ์ ได้แก่ การประกวดไม้ประดับ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การประกวดแพะและ การประกวดกล้วยไม้ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี การประกวดกล้วยไม้ตัดดอก การประกวดผลไม้ และ การประกวดปลากัด ทั้งนี้ ตลอด 9 วัน ของการจัดงานเกษตรแฟร์ จะมีการสาธิต การอบรมให้ความรู้ ให้คำปรึกษาในองค์ความรู้ต่างๆ ของศาสตร์แห่งแผ่นดิน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย กลุ่มร้านค้านิสิต การแสดงศิลปและวัฒนธรรม ดนตรี นาฎศิลป์ และการจำหน่ายสินค้ากลุ่มร้านค้าตลาดนัดสินค้าทางการเกษตรจากเกษตรกร  ตลาดน้ำ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเบ็ดเตล็ดจากผู้ประกอบการ  
นอกจากนี้ยังเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ทุกท่านสามารถเข้าชมงานเกษตรแฟร์เสมือนจริงและเลือกสินค้าได้ตลอดงานอีกด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกกับเกษตรแฟร์ ในรูปแบบเมตาเวิร์ส “KasetfairVerse” กล่าวคือ “KasetfairVerse” เป็นการผสมผสาน “งานเกษตรแฟร์” ทางกายภาพและโลกดิจิทัล กลายเป็นโลกคู่ขนานเสมือนจริง ที่ให้ผู้คนได้เข้ามาพบปะสังสรรค์และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน (virtual society)  สามารถสื่อสาร และทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้ ผ่านการจำลองตัวของเราเองเป็นตัวละครต่างๆ ด้วยอัตลักษณ์ดิจิทัลหรืออวตาร (avatar) “KasetfairVerse” พื้นที่โลกเสมือนจริงที่เป็นโลกอีกใบที่ยังสามารถให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะในการถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมวิชาชีพ ช่วยเชื่อมต่อผู้คนที่สนใจวิชาชีพเดียวกันได้เข้ามาฝึกอบรม แบ่งปันความรู้ และแชร์ประสบการณ์ระหว่างกันเป็น virtual life-long learning community 
กิจกรรมที่ผู้ใช้จะได้พบใน “KasetfairVerse” ได้แก่ การเดินชมงาน การเยี่ยมชม virtual store และซื้อสินค้าคุณภาพคัดเกรดจากร้าน The Premium @KU การร่วมกิจกรรมเล่นเกมสะสมแต้มเพื่อเเลกรับของรางวัลจากสปอนเซอร์หลากหลายแบรนด์ดัง และการรับชม live สด สาธิตวิชาชีพ โดยสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มก.ตลอดทั้ง9วันอีกทั้งยังสามารถสร้างเพื่อนใหม่กับผู้คนที่อยู่ในเมตาเวิร์สด้วยกันได้อีกด้วย “KasetfairVerse” เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดอุปสรรคเชิงพื้นที่และเวลา เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเนื้อหา พบปะสังสรรค์ในสังคมเสมือน และทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ ณ ที่ใด เวลาใด ผู้ใช้สามารถเข้าชมและร่วมทำกิจกรรมบน “KasetfairVerse” ผ่านเว็บเบราเซอร์ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์แว่น virtual reality ในการเดินทางสู่โลกเสมือนจริง “KasetfairVerse” เป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับบริษัท The Bigbang Theory โดยผลงานการสร้างสรรค์ทางด้านเทคนิค นำทีมโดยนิสิตและคณาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ผลงานการสร้างสรรค์ทางด้านการออกแบบธุรกิจและการตลาด นำทีมโดยนิสิตและคณาจารย์ภาควิชาการจัดการ และผลงานการออกแบบศิลป์โดยนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สามารถเข้าชมและทำกิจกรรม “KasetfairVerse” ได้ที่ https://kasetfair.ku.ac.th/verse
และสำหรับข้อมูลการจัดงานเกษตรแฟร์ทั้งหมด รวมทั้งแผนผังการจัดงานจะถูกรวบรวมไว้ในแอปพลิเคชั่น InsideKU ฟีเจอร์ “เกษตรแฟร์ สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งใช้งานได้ทั้ง Android และ iOS


 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...