วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

"เบทาโกร"

“เบทาโกร” จัดงาน “Livestock Symposium” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
นำเสนอนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนด้านปศุสัตว์ ตอกย้ำกลยุทธ์ “360° Transformation”
“บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน)” หรือ “BTG” โดย “กลุ่มผลิตปศุสัตว์” จัดงาน “BETAGRO Livestock Symposium 2023” ภายใต้แนวคิด “Livestock Sustainovation” เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ และนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านการผลิตปศุสัตว์ของเบทาโกร เพื่อให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพ รวมถึงส่งเสริมการผลิตที่สอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานต่าง ๆ ของคู่ค้า ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ตอกย้ำกลยุทธ์ “BETAGRO 360° Transformation” ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถใหม่ ๆ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเบทาโกรไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
“นายสมศักดิ์ บุญลาภ” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มผลิตปศุสัตว์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งาน “BETAGRO Livestock Symposium 2023” จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานกลุ่มผลิตปศุสัตว์ของเบทาโกร ทั้งในและต่างประเทศ ได้พัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้เพื่อการปรับปรุงนวัตกรรมด้านการผลิตปศุสัตว์ ที่เกิดจากคิดค้นวิจัย พัฒนา และปรับปรุงด้วยแนวทางหรือวิธีการใหม่ ๆ รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เพื่อนำไปต่อยอดการทำงาน ส่งผลให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และมีคุณภาพสูงสุด ตลอดจนผลิตภาพที่มากขึ้น 
การจัดงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Livestock Sustainovation” ซึ่งมาจากคำว่า “Sustainability” และคำว่า “Innovation” มีผลงานที่ร่วมส่งเข้าคัดเลือกเพื่อนำเสนอผลงานวิชาการทั้งสิ้นกว่า 83 ผลงาน และผ่านการคัดเลือกในด้านความยั่งยืน (Sustainability) และนวัตกรรม (Innovation) จำนวน 30 ผลงาน แบ่งเป็นรูปแบบ Poster จำนวน 20 ผลงาน และ Presentation จำนวน 10 ผลงาน โดยมี “ศ.น.สพ.ดร.ทวีศักดิ์ ส่งเสริม” 
คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ “ศ.น.สพ.ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์” คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นคณะกรรมการและให้คำแนะนำสำหรับผลงานที่ผ่านการคัดเลือก ไม่เพียงเท่านี้ยังมี “Special Talk” สุดพิเศษ จาก “ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน” ที่มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “The Danger of DOING NOTHING” อีกด้วย
“BETAGRO Livestock Symposium 
เป็นเวทีสำคัญที่ทำให้พนักงานกลุ่มผลิตปศุสัตว์ของเบทาโกร ทั้งในและต่างประเทศ ได้คิดค้น ปรับปรุง และพัฒนาการกระบวนการทำงานด้านการผลิตปศุสัตว์ด้วยวิธีการ หรือแนวทางใหม่ ๆ สอดคล้องกับการทำงานภายใต้กลยุทธ์ “BETAGRO 360° Transformation” ที่มุ่งทำให้เกิดกระบวนการทำงานใหม่ ๆ (New Way of  Working) รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยการขับเคลื่อนการทำงานในทุกด้าน เพื่อให้การขับเคลื่อนกลุ่มผลิตปศุสัตว์มีประสิทธิภาพและคุณภาพ ตลอดจนมีผลิตภาพที่มากขึ้น ทั้งยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถใหม่ ๆ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเบทาโกรไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงการเป็นบริษัทอาหารครบวงจรชั้นนำของไทยที่ต้องการช่วยเพิ่มคุณค่าชีวิตทุกคน ด้วยอาหารที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป” “นายสมศักดิ์” กล่าวทิ้งท้าย

ภาพกิจกรรม “BETAGRO Livestock Symposium 2023” ภายใต้แนวคิด “Livestock Sustainovation” นำเสนอนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนด้านปศุสัตว์ ตอกย้ำกลยุทธ์ “BETAGRO 360° Transformation”

“นายสมศักดิ์ บุญลาภ” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มผลิตปศุสัตว์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) (กลาง) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มผลิตปศุสัตว์ จัดงาน “BETAGRO Livestock Symposium 2023” ภายใต้แนวคิด “Livestock Sustainovation”

 

“คุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน “BETAGRO Livestock Symposium 2023” โดยมีคณะผู้บริหาร ตลอดจนพนักงานเบทาโกรกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทาราศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

   
การนำเสนอผลงานที่ผ่านการคัดเลือกในด้านความยั่งยืน (Sustainability) และนวัตกรรม (Innovation) จำนวน 30 ผลงงาน แบ่งเป็นรูปแบบ Poster จำนวน 20 ผลงาน และ Presentation จำนวน 10 ผลงาน นอกจากนี้ยังมี “Special Talk” สุดพิเศษ จาก “ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน” ในหัวข้อ “The Danger of DOING NOTHING” อีกด้วย 

   
   
   






เกี่ยวกับบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) 
เบทาโกร ผู้ประกอบธุรกิจอาหารและเกษตรอุตสาหกรรมชั้นนำระดับสากล ดำเนินธุรกิจเพื่อส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพมากกว่า ความปลอดภัยสูงกว่า ในราคาที่เป็นธรรม เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อาหารแปรรูปที่เกี่ยวข้อง และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ฟาร์ม และการดำเนินงานด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้บริษัทฯ มุ่งสู่การเติบโตภายใต้ ‘World-Class Branded Food Company’ ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเพาะเลี้ยงและจำหน่ายพ่อแม่พันธุ์สัตว์ การทำฟาร์มเชิงพาณิชย์ การชำแหละและแปรรูปเนื้อสัตว์ ไปจนถึงการขาย โรงงานผลิตและแปรรูปอาหารที่มีมาตรฐานสูงและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งยังเน้นการติดตามและควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ ภายใต้ระบบการจัดการคุณภาพเบทาโกร (Betagro Quality Management - BQM) รวมถึงมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ขั้นสูงที่ได้การรับรองและเป็นที่ยอมรับ ตามมาตรฐานสากล




วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

กล้วยหอมทองเมืองย่าโม 5,000 ตัน! พร้อมผงาดในตลาดญี่ปุ่น
“กล้วยหอมทอง” ของไทยยังคงครองใจของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น เพราะเป็นผลไม้ที่ทานง่าย หอม อร่อย อีกทั้งยังมีคุณค่าทางอาหารสูง ราคาเข้าถึงได้ง่าย แต่เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศญี่ปุ่นไม่เอื้อยอำนวยในการปลูก จึงทำให้ความต้องการนำเข้ากล้วยหอมทองในแต่ละปีมีมากกว่า 1 ล้านตัน
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้นำคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเยี่ยมสวนกล้วยหอมของกลุ่มเกษตรกรใน อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมเซ็นสัญญาซื้อ จำนวน 5,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าถึงกว่า 100 ล้านบาท   
นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “พิธีในวันนี้นั้น เกิดขึ้นตามการผลักดันภายใต้นโยบายกระทรวงพาณิชย์ของ รองนายก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส ให้กลุ่มเกษตรกร 
โดยให้ใช้การทำงานเชิงรุก และบูรณาการ การทำงานร่วมกันระหว่างพาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ รวมทั้งให้เร่งใช้ประโยขน์จากผลของการเจรจา FTA ที่มีอยู่ มาใช้ในการผลักดันให้มีปริมาณการส่งออกของสินค้าไทยสู่ตลาดโลกได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งในส่วนของการส่งออกกล้วยนั้น ประเทศไทยเองก็ได้รับสิทธิประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งยกเว้นภาษีให้กล้วยหอมจากประเทศไทยเป็นจำนวน 8,000 ตันต่อปี แต่ที่ผ่านมาเราเองกลับใช้ประโยชน์ได้ไม่ถึงครึ่งของโควต้าดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีในการเพิ่มการส่งออกกล้วยหอมผ่านช่องทางดังกล่าวนี้ตามนโยบายที่ได้รับมา จนในวันนี้เราก็สามารถสร้างผลลัพธ์เร่งด่วนในแบบ Quick win ได้สำเร็จภายใน 100 วัน ด้วยยอดขายได้ถึง 100 ล้านบาทเลยทีเดียว”
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ให้ข้อมมูลเพิ่มเติมถึงที่มาของการเซ็นสัญญาสั่งซื้อกล้วยหอมของกลุ่มเกษตรกรอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา กว่า 5,000 ตัน ของผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นในครั้งนี้ว่า หลังจากที่ได้จับมือทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครราชสีมาเพื่อมุ่งขยายตลาดกล้วยหอมไทยในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ได้มีการนำผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น ไปยังพื้นที่ปลูกกล้วยหอมที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อตรวจเยี่ยมพร้อมทั้งให้เทคนิคพัฒนาการปลูกแก่เกษตรกรเพื่อให้กล้วยหอมที่มีคุณภาพ และปริมาณตามความต้องการของตลาดญี่ปุ่น 
“ทางสำนักงานเองได้รับข้อมูลมาว่า กล้วยหอมของไทยนั้นเป็นพันธุ์ “กล้วยหอมทอง” 
ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยแล้ว “ในปัจจุบันไทยยังเป็นแหล่งผลิตที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก” อีกด้วย จึงใช้เป็นหนึ่งในจุดขายในการทำการตลาดกับผู้นําเข้าชาวญี่ปุ่น และเมื่อได้พาคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นไปเยี่ยมชมสวนกล้วยที่ได้รับการพัฒนา และได้ลองชิมผลผลิตแล้ว ต่างก็พอใจเป็นอย่างมาก 
จนทำสัญญาซื้อขายในทันที ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่ากล้วยหอมไทยจะยังสามารถขยายตลาดได้มากกว่าโควต้า 8,000 ตันต่อปี ที่ไม่มีภาษีได้อีกอย่างแน่นอน” ทูตพาณิชย์ประจำประเทศญี่ปุ่นกล่าว
ด้าน 
นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “อำเภอเสิงสางเป็นแหล่งผลิตกล้วยหอมทองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด โดยมีพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมถึง 1,350 ไร่ และมีปริมาณผลผลิตได้ถึง 8,100 ตันต่อปี 
ดังนั้น ผลผลิตจึงมีเพียงพอต่อเป้าความต้องการของตลาดญี่ปุ่นในปีหน้าอย่างแน่นอน และไม่เพียงเท่านี้ ด้วยศักยภาพของเกษตรกรในพื้นที่ได้รับการพัฒนา และเชื่อมโยงตลาดญี่ปุ่นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังมีความพร้อมในการเพิ่มพื้นที่เพราะปลูกเพื่อรองรับความต้องการของตลาดหากมีความต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคตได้”
นอกจากจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ทางสํานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งออกกล้วยหอมจาก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดพัทลุง  รวมถึงยังเปิดกว้างสำหรับภูมิภาคอื่น ๆ อีกด้วย ผู้ที่สนใจ หรือต้องการทราบข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169

วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ซินเจนทา

ซินเจนทา ประเทศไทย ร่วมมือ ภาครัฐและเอกชนลงนาม MOU 
มุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ภายใต้โครงการ “เครือข่ายเกษตรกรเพื่ออาหารปลอดภัย”
กรุงเทพ-บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ร่วมกับ มูลนิธิรักษ์ไทย, บริษัท คิว บ็อคซ์ พอยท์ จำกัด (ฟาร์มบุ๊ค), เทศบาลตำบลแม่แจ่ม และ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ศึก ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร (MOU)
ภายใต้โครงการ “เครือข่ายเกษตรกรเพื่ออาหารปลอดภัย” ที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยความร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรในประเทศไทย สร้างความมั่นคงทางอาชีพ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน 
นางพาเมลา กอนซาเลซ, ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัทซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด กล่าวว่า “เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ริเริ่มโครงการนี้ และขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมทุกท่านทั้ง ภาครัฐ และเอกชน ที่ช่วยให้โครงการนี้เกิดขึ้น โดยเราเชื่อว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของพืช และส่งเสริมให้เกษตรกรไทยสามารถผลิตอาหารปลอดภัยได้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (Good Agricultural Practice: GAP) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากลในการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยโครงการนี้ไม่เพียงช่วยแค่พื้นที่เกษตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลที่ดินให้ดีขึ้น ปกป้องสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกร และช่วยสร้างความมั่นใจในด้านคุณภาพ และความปลอดภัยของผลผลิตอีกด้วย” 
นางสาวกล้วยไม้ นุชนิยม กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นการรวมศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาช่วยในพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรให้ยั่งยืน ซึ่งในฐานะผู้นำด้านโซลูชันทางการเกษตรยุคใหม่ เราเล็งเห็นถึงปัญหาของเกษตรกรในการทำเกษตรกรรมที่ขาดการวางแผนที่ดี และเราพร้อมให้ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรกับพี่น้องเกษตรกร ในการใช้ผลิตภัณฑ์สารอาหารพืช การเก็บเกี่ยว การใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง ส่งเสริมให้เกษตรกรให้ทำการเกษตรอย่างปลอดภัย ยั่งยืน และให้ได้ผลผลิตสูงสุด ตลอดจนช่วยหาตลาดรับซื้อผลผลิตที่ได้มาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ” 
นายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า “การร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นร่วมกัน ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความเชื่อมโยงกับการตลาด ซึ่งในฐานะที่เราดำเนินการพัฒนาชุมชนในเขตภาคเหนือมากว่า 38 ปี มีความคุ้นเคยในเขตพื้นที่ และมีความสัมพันธ์อันดีกับเกษตรกร ชุมชน เราพบว่าเกษตรกรยังขาดทางเลือกในการเพาะปลูก ขาดความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี มีรายได้ต่ำ รวมถึงมีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงตลาด ซึ่งเราพร้อมที่จะเป็นผู้ประสานงานกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือให้เข้าร่วมโครงการฯนี้ ให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชผักอย่างปลอดภัยได้มาตรฐาน และขายผลผลิตให้กับโครงการฯ โดยมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน” 
นายธิติพันธ์ บุญมี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิว บ็อคซ์ พอยท์ จำกัด หรือ แอปพลิเคชั่น ฟาร์มบุ๊ค กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่มีส่วนช่วยในการยกระดับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยให้มีศักยภาพในการทำธุรกิจทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราเป็นแพลตฟอร์มทางธุรกิจเกษตรที่จะช่วยเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรไปสู่ผู้ประกอบการหรือตลาดที่ต้องการผลผลิต รวมถึงเป็นแกนนำหลักเรื่องการขนส่งจากฟาร์มไปยังโรงคัดบรรจุ ส่งต่อไปยังห้างร้านและผู้บริโภคต่อไป นอกจากนี้ยังสนับสนุนและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่จำเป็น ให้เกษตรกรสามารถจัดการการผลิตและทำธุรกิจเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
โดยโครงการฯนี้จะเริ่มจากกลุ่มเกษตรกร และสมาชิกในครัวเรือนทางภาคเหนือตอนบน จำนวน 300 ครัวเรือน 1,200 คน รวมพื้นที่โดยประมาณ 480 ไร่ โดยเริ่มนำร่องที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรก ทั้งนี้มีระยะเวลาดำเนินงานโครงการฯ 3 ปี เริ่มระหว่างเดือนตุลาคม 2566 - เดือนกันยายน 2569

“เราชื่อว่าโครงการความร่วมมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร แต่ยังช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเกษตรในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากลมากยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่น กับทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค ตามมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) ช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางรายได้มากยิ่งขึ้น ในระบบนิเวศในพื้นที่ที่ดีขึ้นจากการทำการเกษตรแบบยั่งยืน” นางสาวกล้วยไม้ นุชนิยม กล่าวเสริม
# # #



วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

สสท.

ผอ.สสท.ดูงาน โซล่าเซล พลังงานสะอาดทางเลือกลดค่าใช้จ่ายสหกรณ์
นายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวย การสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) พร้อมด้วยทีมงาน เยี่ยมชมสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด  และ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหนองขานาง จำกัด เพื่อศึกษา/ดูงาน Solar Cell หรือการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า 
โดยทั้งสองสหกรณ์ ข้างต้นใช้ Solar Cell เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้แก่สหกรณ์และส่งเสริมสมาชิกที่สนใจนำไปใช้ทั้งในด้านการเกษตรและด้านอื่นๆ 
ซึ่งจากที่ผ่านมาทั้งสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด และ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนหนองขานาง จำกัด ประหยัดค่าไฟฟ้าต่อเดือนได้มากกว่าครึ่งพร้อมทั้งคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 5 ปีในขณะที่ระบบโซล่าเซลมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 ปี
          Solar Cell เป็นการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า เมื่อแสงอาทิตย์มาตกกระทบที่แผงโซล่าเซลล์ ที่มีลักษณะเป็นวัสดุโลหะ และมีรูปแบบเป็นเส้นตาราง ทำให้ระหว่างที่แสงอาทิตย์ตกกระทบลงบนพื้นผิวแผงโซล่าเซลล์ 
เส้นตารางโลหะจะช่วยกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเอาไว้นำมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคารสำนักงาน หรือสถานที่ต่างๆ ต้องมีการใช้ไฟฟ้าเพื่อให้ความสว่าง ความอบอุ่น จึงทำให้เกิดการมี Solar Cell ติดตามสถานที่ต่างๆ และกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนนิยม 
เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และยังติดตั้งได้ทุกที่และเป็น
มิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ผอ.สสท.เปิดประชุมใหญ่ฯ สสจ.เพรชบุรี ยก เป็นจังหวัดต้นแบบใช้ระบบสหกรณ์พัฒนาคุณภาพชีวิต
------------------------------
                    
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566
นายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) ได้รับมอบหมายจากประธานฯ สสท. เปิดการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2566 สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี (สสจ.เพชรบุรี) พร้อมบรรยายพิเศษ ความคืบหน้ากฎกระทรวงฯ และมอบเงินอุดหนุนการจัดประชุม จำนวน 10,000 บาท ณ ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 
โดยมีนายเผ่าพงศ์ แฮวอู รักษาราชการแทน สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายศิริชัย จันทร์นาค ที่ปรึกษา สสท.เข้าร่วมในฐานะกรรรมการและเหรัญญิก สสจ.เพชรบุรี , คณะกรรมการฯ สสจ.และมีผู้แทนจากสหกรณ์สมาชิกในจังหวัด 92 สหกรณ์
นายอรุณ คนหลัก ประธาน ฯ สสจ. เพชรบุรี กล่าวว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566  จัดขึ้นตามระเบียบสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ว่าด้วย สันนิบาตสหกรณ์จังหวัด พ.ศ.2562 ซึ่งกำหนดให้สันนิบาตสหกรณ์จังหวัดต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีภายใน 90 วันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด (31 สิงหาคม  ของทุกปี) เพื่อรายงานผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมาและเพื่อการระดมความเห็นของสหกรณ์สมาชิกในการดำเนินการตามแผนการปฏิบัติงานในปีต่อไป
นายปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล  ฐานะประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดเพชรบุรีมีความเข้มแข็งทั้งด้านเงินทุน  การบริหารจัดการของคณะกรรมการ ที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของสมาชิก ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดทำให้สหกรณ์ในจังหวัดมีความเข้มแข็งไม่ว่าจะเป็น ประเภทออมทรัพย์ เกษตร และ เครดิตยูเนี่ยน 
นับได้ว่าเป็นจังหวัดที่ใช้ระบบสหกรณ์ขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกอย่างแท้จริง อีกทั้งการมีสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดเป็นศูนย์กลางจะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับขบวนการสหกรณ์ การจัดประชุมใหญ่ประจำปีนอกเหนือจากให้สมาชิกรับทราบผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาแล้วยังเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วมของสหกรณ์สมาชิกโดยการรับฟัง ระดมความคิดเห็นจากผู้แทนสหกรณ์เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของ สสจ.เพชรบุรีให้เป็นไปในแนวทางที่ตรงกัน  อันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานสหกรณ์มากยิ่งขึ้น

กรมปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ชี้แจง กรณีมีการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ประพฤติทุจริต


กรมปศุสัตว์แจงข้อเท็จจริง กรณีมีการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ประพฤติทุจริต อายัดตับหมูที่ตรวจพบเชื้อซาลโมเนลลาไว้ แล้วทำลายส่วนน้อย แต่ปล่อยให้นำสินค้าส่วนใหญ่ไปขายต่อ รวมถึงการลักลอบนำตีนไก่ของกลางไปจำหน่าย ตลอดจนกรณีบริษัทลักลอบนำเข้า “หมูเถื่อน” จ่ายเงินสินบนให้ “หมออ๊อด” 

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ตามที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ได้ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกรณีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ รวม 3 คน 

ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เหตุจากตรวจพบเชื้อซาลโมเนลลาในตับหมู 75 ตันในห้องเย็นมหาชัย แต่ทำลายเพียง 1.5 ตัน แล้วปล่อยอายัดให้นำไปขายต่อได้นั้น ข้อเท็จจริง กรมปศุสัตว์ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่า เจ้าหน้าที่ชุดพญาไทและตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) 
ได้ลงพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบที่ห้องเย็นแอลอาร์ห้องเย็น พบตับสุกรนำเข้าจำนวนรวม 75,070 กิโลกรัม โดยสินค้าแบ่งเป็น 2 ชุดและสุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจได้แก่ ชุดที่ 1 สุ่มเก็บตัวอย่างตับสุกร จากสินค้าที่มีสติ๊กเกอร์ DE ซึ่งมีปริมาณ 1,530 กิโลกรัม และชุดที่ 2 สุ่มเก็บตัวอย่างตับสุกรจากสินค้าที่ไม่มีสติ๊กเกอร์ DE ซึ่งมีปริมาณ 73,540 กิโลกรัม ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และต่อมาได้รับรายงานผลทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้ 
1. ตัวอย่างตับหมูที่สุ่มเก็บจากสินค้าที่มีสติ๊กเกอร์ DE ตรวจพบเชื้อซาลโมเนลล่า ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการบริโภค เจ้าหน้าที่จึงยึดอายัดและทำลายเรียบร้อยแล้ว จำนวน 1,530 กิโลกรัม
2. ตัวอย่างตับหมูที่สุ่มเก็บจากสินค้าที่ไม่มีสติ๊กเกอร์ DE  ตรวจไม่พบเชื้อซาลโมเนลล่าและเชื้อโรคอื่นๆ เจ้าหน้าที่จึงถอนอายัดคืนสินค้า จำนวน 73,540 กิโลกรัม เพราะไม่มีเหตุในการยึดไปทำลาย การดำเนินการถอนอายัดนั้น ผู้ประกอบการสามารถนำเอกสารหลักฐานการอนุญาตนำเข้ามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ เจ้าหน้าที่ชุดพญาไทและตำรวจปคบ. จึงไม่ได้ดำเนินคดี
ส่วนกรณีที่ร้องทุกข์กล่าวโทษ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ชลบุรีคนปัจจุบันและพวก ร่วมกันลักลอบนำของกลางตีนไก่ 2 ตู้ ไปขายโดยทุจริต อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิดกฎหมายอื่นๆ นั้น กรณีนี้ กรมปศุสัตว์ยังไม่ได้รับรายละเอียดข้อมูลการร้องเรียนว่าเป็นตีนไก่ตู้ไหนและอยู่ในช่วงเวลาใด 
ทั้งนี้ยืนยันว่า กรมปศุสัตว์มีระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยการทำลายหรือจัดการโดยวิธีอื่นซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ที่ถูกยึดอายัดไว้ กรณีนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ.2558 โดยมีขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายซากจัดทำรายงานบันทึกการทำลายซาก และการรายงานผล และดำเนินการตาม บันทึกข้อตกลงระหว่างกรมปศุสัตว์กับกรมศุลกากร เรื่อง การปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีที่มีการจับกุมดำเนินคดีลักลอบนำสัตว์หรือซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร หากตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่คนใดกระทำความผิด ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ จะต้องถูกลงโทษโดยไม่มีการละเว้น 

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมถึงการร้องทุกข์กล่าวโทษ นายอนุรักษ์ ม่วงทิม อดีตหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ชลบุรี โดยอ้างเอกสารที่มีการบันทึกข้อมูลในใบปิดบัญชีของบริษัทที่ลักลอบนำเข้า “หมูเถื่อน” ระบุในช่องไม่มีใบเสร็จว่า จ่ายเงินให้ “หมออ๊อด” 30,000 บาท ถือว่า เป็นการรับสินบนและกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยใบปิดบัญชีที่อ้างถึงนั้น ระบุวันที่ 23 กันยายน 2565 และผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษยังอ้างว่า จากการตรวจค้นห้องเย็นแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร ทาง DSI มีหลักฐานเรียบร้อยแล้วนั้น กรมปศุสัตว์ได้ส่งหนังสือไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) เพื่อขอความอนุเคราะห์ข้อมูลและเอกสารหลักฐานตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า DSI ตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินเพื่อเบิกทางในการนำเข้าและเคลื่อนย้าย “หมูเถื่อน” ในบ้านผู้ต้องหารายหนึ่ง โดยกรมปศุสัตว์ต้องการตรวจสอบว่า มีเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เกี่ยวข้องจริงหรือไม่และเกี่ยวข้องในช่วงเวลาใด หากได้รับข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานที่ยืนยันว่า มีการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ทางกรมปศุสัตว์จะนำเอกสารหลักฐานดังกล่าวมาประกอบการดำเนินการตามกฎหมายอาญาและความผิดทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยด่วนที่สุด อย่างไรก็ตามระหว่างรอเอกสารของ DSI กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่ถูกกล่าวหาเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเป็นธรรม ขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ

อธิบดีกรมปศุสัตว์เน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับทหาร ตำรวจ ศุลกากร และฝ่ายปกครอง เข้าร่วมตรวจสอบควบคุมกักกัน กำกับดูแลในการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ และดำเนินคดีให้เป็นไปตามระเบียบข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อกำจัดการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์เถื่อนทุกรูปแบบ และหากพบว่า มีเจ้าหน้าที่กระทำผิดก็พร้อมจะดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายโดยไม่ละเว้นเช่นเดียวกัน 

หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือหรือการร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส การกระทำความผิดกฎหมาย ด้านปศุสัตว์ สามารถแจ้งผ่าน application DLD 4.0 แอปฯใช้ง่าย ได้ประโยชน์จริง สามารถโหลดได้ทั้ง Android และ iOS


วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

กลุ่มมิตรผล คว้ารางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น Prime Minister’s Export Award 2023
ประเภทรางวัลธุรกิจ BCG ส่งออกยอดเยี่ยม จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
มุ่งเน้นสร้างการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนสู่องค์กร Net Zero 
กรุงเทพฯ – กลุ่มมิตรผล ผู้นำด้านความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารอันดับ 2 ของโลก โดย นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัทและประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น Prime Minister’s Export Award 2023 ประเภทรางวัลธุรกิจ BCG ส่งออกยอดเยี่ยม ประจำปี 2566 จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นรางวัลที่แสดงถึงคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทยในตลาดโลก ภายใต้หลักแนวคิด BCG Economy โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบรางวัล ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็วๆ นี้
กลุ่มมิตรผล ได้รับรางวัลดังกล่าวจากการดำเนินงานของอุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นคอมเพล็กซ์แห่งแรกของประเทศไทยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality Complex) รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้หลัก BCG จากผลผลิตทางการเกษตร ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไร้ค่าให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า หรือ From Waste to Value Creation” ตั้งแต่โรงงานน้ำตาล ซึ่งหมุนเวียนใช้ทรัพยากรที่เหลือจากกระบวนการผลิต สู่การผลิตพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ประเภทไฟฟ้าชีวมวลและเอทานอล การผลิตปุ๋ยคุณภาพสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) เช่น พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบัน ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้หลัก BCG ของกลุ่มมิตรผล ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ในปี 2050 พร้อมร่วมสร้างคุณค่าที่สมดุลให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
บุคคลในภาพ (ซ้าย – ขวา)
1. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
2. นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการบริษัทและประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล
**********************************

สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
เอ็ม เอส แอล ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ กลุ่มมิตรผล
เลิศพงศ์ ปุยเงิน (ตูน) โทร. 095-697-4465 lerdpong.puyngern@mslgroup.com 
ชาลิสา ศรีรัตนะ (อิง) โทร. 087-975-8705 chalisa.srirattana@mslgroup.com 


Meta Tag สำหรับสื่อออนไลน์ 
หมายเหตุ : สำหรับสื่อออนไลน์ : แนะนำให้เพิ่ม Meta Tag คือ ข้อความโค้ด ทำหน้าที่อธิบายคอนเทนต์ในเว็บเพจ ให้ google เข้าใจและแสดงผลเมื่อมีคนค้นหาข้อความที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเนื้อหาของข่าวและการเข้าชม Website ของท่านให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นค่ะ 
แนะนำให้ใส่ Meta Tag ในส่วนการเพิ่มข้อมูลที่ Backend ของ Website ของท่าน หากระบบ CMS : Content Management System ของท่านรองรับการทำงาน หรือ ท่านสามารถนำ Meta Keywords ไปติด Tag หน้าเว็บได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
No Meta Tag Data Count Remark
1 Title กลุ่มมิตรผล คว้ารางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น Prime Minister’s Export Award 2023 78
2 Description กลุ่มมิตรผล คว้ารางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น Prime Minister’s Export Award 2023
ประเภทรางวัลธุรกิจ BCG ส่งออกยอดเยี่ยม จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 161
3 H1 กลุ่มมิตรผล คว้ารางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น Prime Minister’s Export Award 2023
ประเภทรางวัลธุรกิจ BCG ส่งออกยอดเยี่ยม จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
มุ่งเน้นสร้างการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนสู่องค์กร Net Zero 229
4 Image
คุณบรรเทิง ว่องกุศลกิจเข้ารับรางวัล Prime Minister’s Export Award 2023 ประเภทรางวัลธุรกิจ BCG มุ่งพัฒนาเพื่อความยั่งยืนสู่การเป็นองค์กร Net Zero

"สยามคูโบต้า"


“สยามคูโบต้า” ได้ผู้คว้าชัยชนะคู่แรกของประเทศ
ในศึก “คูโบต้าพันธุ์แกร่ง 2023 ชิงถ้วยพระราชทานครั้งแรกของไทย”
สยามคูโบต้า จัดแข่งขันทักษะการขับขี่แทรกเตอร์รอบชิงชนะเลิศ “คูโบต้าพันธุ์แกร่ง 2023 ชิงถ้วยพระราชทานครั้งแรกของไทย” มอบเงินรางวัลผู้ชนะการแข่งขันพร้อมถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประเดิมแชมป์คูโบต้าพันธุ์แกร่ง 2023  คนแรกของไทย หลังฝ่าศึกผู้เข้าแข่งขันกว่า 1,500 คนทั่วประเทศ จนได้ผู้ชนะ                 ควบทะยานแทรกเตอร์คูโบต้าเข้าสู่เส้นชัยในนัดชิงล่าสุด ชูศักดิ์ศรีกีฬาความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทย เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ คูโบต้าฟาร์ม จังหวัดชลบุรี 
นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า การจัดแข่งขันแทรกเตอร์ “คูโบต้าพันธุ์แกร่ง 2023             
ชิงถ้วยพระราชทานครั้งแรกของไทย” เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศแล้วในวันนี้ โดยนับว่าเป็นการแข่งขันเพื่อชิงถ้วยพระราชทานครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันเพื่อเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมการแข่งขัน โดยตลอด 45 ปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้ามุ่งสนับสนุนภาคการเกษตรของไทยให้พัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกร อีกทั้งยังตระหนักถึงทักษะการใช้เครื่องมือเพื่อให้เกิดทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการจัดกิจกรรมในปีนี้ ได้รับความสนใจจากเกษตรกรกว่า 1,500 คน จาก 48 สนามทั่วประเทศ เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี

สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้าที่นำมาแข่งขัน แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่ แทรกเตอร์คูโบต้ารุ่น L5018SP ขนาด 50 แรงม้า ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยม ใช้งานได้อเนกประสงค์ทั้งงานในไร่ นา หรือสวน งานบุกเบิกและงานบำรุงรักษา เนื่องจากมีกำลังพอเหมาะ คล่องตัว และแทรกเตอร์คูโบต้ารุ่น M6240 ขนาด 62 แรงม้า เหมาะสำหรับใช้งานไร่อ้อย มันสำปะหลัง และงานบุกเบิกต่างๆ เนื่องจากมีกำลังสูง ทำงานรวดเร็ว โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องขับฝ่าด่านจำนวน 6 สถานี ประกอบด้วย สถานีลูกระนาด ทดสอบความแข็งแกร่งช่วงล่างและทักษะการขับขี่ในพื้นที่ทุรกันดาร สถานีขับเป็นวงกลม ทดสอบวงเลี้ยวที่แคบ และทักษะในการบังคับรถในพื้นที่แคบ สถานีซิกแซก ทดสอบความเบาแรงของพวงมาลัย การทรงตัวที่ดี และทักษะความแม่นยำในการขับขี่ สถานีเดินหน้าถอยหลัง ทดสอบการเดินหน้า-ถอยหลังโดยไม่ต้องหยุดรถ โชว์ทักษะความคล่องตัวในการทำงานของเกียร์และทักษะความรวดเร็วในการใช้เกียร์ สถานีลุยหล่ม ทดสอบความแรงของเครื่องยนต์ และทักษะในการขับขี่           
ในพื้นที่หล่ม และ สถานีคานทรงตัว ทดสอบการทรงตัวที่ดี การบังคับควบคุมง่ายของแทรกเตอร์ โดยมีการกำหนดเส้นทางขับขี่เป็นอักษรข้อความ KUBOTA เพื่อทดสอบความสามารถการควบคุมแทรกเตอร์ได้อย่างดีในทุกสนามอีกด้วย 
 “การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ ภาคเช้าจะเป็นการแข่งขันในรอบคัดเลือกให้เหลือ 16 คน สำหรับเข้าแข่งขันในภาคบ่าย จากนั้นจะคัดให้เหลือ 8 คน และ 4 คน ตามลำดับ เพื่อเข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศต่อไป สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้ง 2 รุ่น จะได้รับถ้วยพระราชทานฯ พร้อมรับเงินรางวัล ๆ ละ 50,000 บาทขณะที่อันดับ 2-4 จะได้รับถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัล 20,000 10,000 และ 5,000 บาท ตามลำดับ นอกจากนี้             
ยังได้รับเงินรางวัลพิเศษสำหรับพัฒนาชุมชนอีกด้วย”  นายพิษณุ กล่าวเสริม 
ภายในงาน “คูโบต้าพันธุ์แกร่ง 2023” นอกจากจะได้ร่วมลุ้นและส่งแรงเชียร์ให้กับนักขับแทรกเตอร์แล้ว ยังพบกับกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมฟาร์มทัวร์ โชว์นวัตกรรมเกษตรสุดล้ำ พร้อมนำเสนอแนวคิดการทำ Smart Farming อีกทั้งยังจะได้ชมและสัมผัสทดลองใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตรไม่ว่าจะเป็น โดรนการเกษตร แทรกเตอร์ Air-Cabin ฯลฯ ซึ่งจัดแสดงแต่ละโซนไว้อย่างน่าสนใจ อีกทั้งยังจะได้อิ่มอร่อยกับร้านอาหารชื่อดังของ จ.ชลบุรี 
โดยได้รับความสน ใจจากผู้ชมกว่า 1,700 คน ที่ต่างมาร่วมเชียร์การแข่งขันแทรกเตอร์ที่สุดเร้าใจในครั้งนี้
“สยามคูโบต้าสนับสนุนกิจกรรมในรูปแบบ Sport Marketing เน้นการสร้างความผูกพันและการมีส่วนร่วมระหว่างคูโบต้ากับลูกค้าให้แน่นแฟ้น ตลอดจนการมอบประสบการณ์ที่ดีร่วมกับแบรนด์จนเกิด Brand Loyalty ในระยะยาว สำหรับการแข่งขันแทรกเตอร์ในครั้งนี้ได้ชูให้กลุ่มเป้าหมายเห็นถึงความแข็งแกร่ง ทนทานของสินค้า และนวัตกรรมที่เราได้พัฒนามาตลอด 45 ปี โดยที่ผ่านมาสยามคูโบต้าเคยจัดรายการแข่งขันรถไถทางเลนชิงแชมป์ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ชื่นชอบในความเร็ว ความท้าทายใช้เวลาว่างหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี มีเกษตรกรและผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทั้งนี้ สยามคูโบต้าพร้อมสนับสนุนการกีฬาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนาบุคลากร นักกีฬา รวมถึงช่วยพัฒนากีฬาท้องถิ่น    เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ และสร้างขวัญกำลังใจในการทำการเกษตรให้แก่เกษตรกร” นายพิษณุกล่าวปิดท้าย


=========================

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...