วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566

กรมประมง ครบรอบปีที่ 97
“สร้าง เสริม เพิ่ม ยก พัฒนา ประมงไทยก้าวสู่ศตวรรษใหม่อย่างยั่งยืน”
พร้อมขับเคลื่อนภาคการประมงไทย ภายใต้นโยบาย รมว.กษ. 
“ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน 2566 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมงจัดงาน “วันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 97” และ “วันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2566  โดยมีร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานฯ และร่วมพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำออนไลน์ จำนวนทั้งสิ้น 1,200,000 ตัว ลงในแหล่งน้ำสำคัญของไทย 4 แห่ง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมมอบโล่รางวัลแก่เกษตรดีเด่น ข้าราชการดีเด่น และแสดงความยินดีกับกรมประมง ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศมากถึง 11 รางวัล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงานของกรมประมง ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการ “97 ปี กรมประมง สร้าง เสริม เพิ่ม ยก พัฒนา ประมงไทยก้าวสู่ศตวรรษใหม่อย่างยั่งยืน” และร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของร้าน Fisheries Shop 
นายเฉลิมชัย  สุวรรณรักษ์  อธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า กรมประมงให้ความสำคัญและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่ภาคการประมงของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยการพัฒนาการผลิตสัตว์น้ำและสินค้าประมงที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนป้องปรามการทำประมงผิดกฎหมาย 
เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดและยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร  ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพประมงให้เกิดวิถีความอยู่ดีมีสุขให้กับเกษตรกรชาวประมงและประชาชนมาโดยตลอด ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP ภาคการประมง สูงถึง 130,313 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 จากปี 2564 และยังมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
ซึ่งเป็นผลจากการขับเคลื่อนภารกิจงานที่สำคัญ อาทิ การใช้มาตรการและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการประมงที่เกี่ยวข้อง การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง  การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อาทิ โครงการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงเพื่อการส่งออก การพัฒนาเทคนิคการเลี้ยง การพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อให้ได้ ลูกพันธุ์   ที่ต้านทานโรคและมีอัตราการรอดสูง ฯลฯ 

ประกอบกับการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเล ส่งเสริม ติดตาม และแก้ไขปัญหาการเลี้ยงในแต่ละพื้นที่ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงและลดต้นทุน  นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันการส่งเสริมการผลิตและแปรรูปสินค้าประมงที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและรองรับการส่งออกได้มากยิ่งขึ้น โดยกรมประมงได้ดำเนินโครงการ Fisherman Shop เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพื่อช่วยกระจายสินค้าสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรโดยตรงถึงผู้บริโภค 
จากความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน ภายใต้การบูรณาการของทุกภาคส่วน ส่งผลให้ในปีนี้ กรมประมงสามารถคว้ารางวัลเกียรติ ได้มากถึง 11 รางวัล อาทิ (1) รางวัลแห่งคุณค่าองค์กรพัฒนาสร้างสรรค์สังคม (รางวัลชนะเลิศ Ombudsman Awards) รางวัลเลิศรัฐ เช่น (2) รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 / รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เช่น (3) ธนาคารสัตว์น้ำลำปาง ศูนย์กลางการขยายผลต้นแบบแหล่งผลิตสัตว์น้ำชุมชน (4) คุ้งกระเบนโมเดล ต้นแบบการบูรณาการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างยั่งยืน  (5) ร่วมใจแก้จน ขยายผลสาหร่ายพวงองุ่นสร้างรายได้เกษตรกรและชุมชน / รางวัลเลิศรัฐสาขาการบริการภาครัฐ 
ได้แก่ (6) ขยายระบบการให้บริการการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์สู่เรือประมง รางวัลสำเภา-นาวาทอง (รางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ) : (7) ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำนำเข้า PPS (ระบบสนับสนุนใบอนุญาตและใบรับรองผ่านระบบอินเตอร์เน็ตของกรมประมง (Fisheries Single Window : FSW) ระบบการตรวจสอบตามมาตรการรัฐเจ้าของท่า (Port State Measure : PSM) ระบบการออกหนังสือรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ (Processing Statement Endorsement : PSE)  (8) การชำระค่าธรรมเนียม เท่ากับ ต่ออายุใบอนุญาต (สำหรับวัตถุอันตรายที่กรมประมงรับผิดชอบ)  (9) ระบบการออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน (Small Scale Service : SSS) (10) ระบบเชื่อมโยงคำขอกลางและระบบสนับสนุนใบอนุญาตและใบรับรองผ่านอินเตอร์เน็ต กรมประมง หรือ Fisheries Single Window (FSW)  (11) การให้บริการในการออกใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) ผ่านระบบ e-Certification สำหรับสินค้าสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก
        สำหรับการจัดงานสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 97 และวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2566 ที่จัดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ นอกจากจะมีการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรม ทำบุญเลี้ยงพระ และวางพวงมาลาถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนกแล้ว ยังมีกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำออนไลน์ ลงแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สำคัญของไทย 4 แห่ง ได้แก่ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์  กว๊านพะเยา  จังหวัดพะเยา  หนองหาร จังหวัดสกลนคร  เขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,200,000 ตัว โดยสัตว์น้ำที่ปล่อยมีทั้งหมด 8 ชนิด ประกอบด้วย ปลาตะพัด  ปลาตะเพียนทอง  ปลาตะเพียนขาว  ปลาบ้า  ปลากระแห  ปลาเทพา  ปลาสร้อยขาว และปลาหมอตาล นอกจากนี้ ยังมีพิธีการมอบโล่รางวัลให้กับผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวงการประมงไทย อาทิ เกษตรกรดีเด่น ข้าราชการดีเด่น  Ombudsman Awards  รางวัลเลิศรัฐ  รางวัลสำเภา-นาวาทอง  รางวัลหน่วยงานที่พัฒนาเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ รางวัลงานวิจัยดีเด่น  รางวัลหน่วยงานกรมประมงที่มีแนวปฏิบัติที่ดี  (Best Practice)   อาสาสมัครประมงดีเด่น  และการประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมประมงที่เกษียณอายุราชการ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับทุกคน ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประมงจากร้าน Fisherman Shop
และก้าวต่อไป กรมประมงจะยังคงบูรณาการขับเคลื่อนและยกระดับภาคการประมงไทยให้สามารถแข็งขัน ได้ในระดับสากลและใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลยั่งยืนควบคู่ไปกับความกินดีอยู่ดีของพี่น้องเกษตรกรชาวประมง ภายใต้นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า) ด้วยกลยุทธ์ 
สร้าง สมดุลการประมงที่รักษ์สิ่งแวดล้อมให้ได้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรและปัจจัยการผลิตเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า 
เสริม ความมั่งคั่งให้เกษตรกรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เพิ่มผลผลิตและมูลค่า เพิ่มรายได้จากอัตราการขยายตัวของมูลค่าสินค้าประมง 
เพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยสินค้าดี มีคุณภาพ ปลอดภัย และหลากหลาย ส่งเสริมผู้ประกอบการและเกษตรกรให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 
ยก ระดับการประมงไทยด้วยงานวิจัยและพัฒนา พร้อมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนารที่ยั่งยืน มุ่งเน้นเกษตรกรรมยั่งยืน
พัฒนา กำลังคนและการดำเนินงานของรัฐให้ทัดเทียมสากลจนเกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ มุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการของรัฐ
        โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนภาคการประมงของไทยเพื่อให้เกษตรกรชาวประมงและประชาชนในประเทศได้มีทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ใช้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพประมงที่ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น...อธิบดีกรมประมงกล่าว      

วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566

“ธรรมนัส” ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เตรียมมาตรการรับมือสถาการณ์น้ำทั่วประเทศ
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน
 ร้อยเอก ธรรมนัสกล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่ำกว่าปกติเนื่องมาจากสถานการณ์เอลนีโญ ประกอบกับช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2566 นั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเป็นห่วงประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จึงได้กำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่และทั่วประเทศ
ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรในวงกว้าง จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่น ๆ ตั้งแต่การป้องกัน การเผชิญกับสถานการณ์ และการแก้ไขฟื้นฟูตามนโยบายที่ได้มอบไว้ ทั้งนี้ ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงทีต่อไป
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 21 ก.ย. 2566) มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 18 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุดรธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี นครพนม จันทบุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และอ่างทอง ซึ่งกรมชลประทาน 
โดยสำนักงานชลประทานที่ 4 ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 2 เครื่อง บริเวณชุมชนหมู่ 1 ตำบลปากแควและสะพานพระร่วง แม่น้ำยมฝั่งซ้ายในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัยด้วย
 

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2566

ปลัดเกษตรฯ ติวเข้มขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สู่การปฏิบัติ สนองนโยบายรัฐบาล
นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สู่ความสำเร็จ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567” (OPSMOAC Driving for Success) 
ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-19 กันยายน 2566 โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ว่า การสัมมนาในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ 
การตระหนักรู้ในการขับเคลื่อนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 แก่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
เข้าใจแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนำไปสู่การปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อให้การขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
โดยให้ยึดแนวทางการขับเคลื่อนงานฯ ตามที่ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายฯ ไว้ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 

ซึ่งประกอบด้วยดังนี้ 1) การจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร โดยให้เกษตรอำเภอเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อน 2) การขับเคลื่อนภารกิจยกระดับ Mr. สินค้าเกษตร 3) การป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้ง/ภัยพิบัติด้านการเกษตร 4) การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย
5) การผลักดัน “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” 6) การส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตร เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร 7) การทำการเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 8) สร้างระบบประกันภัยพืชผล และ 9) บริการทางการเกษตร (Agriculture Service Provider) ที่ใช่ เลือกใช้ให้เหมาะสม
นอกจากนี้ยังได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานฯ แก่เจ้าหน้าที่ในสังกัดเพิ่มเติมว่า “การปฏิบัติงาน
ในชีวิตประจำวัน ขอให้เอาจิตวิญญาณมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวัน สร้างคนรองรับ โดยหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย ต้องรู้งานในสำนักงาน สามารถทำงานทดแทนผู้อำนวยการและเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้ เพื่อให้งานสามารถเดินต่อได้ตลอดเวลาซึ่งต้องมีความพร้อมในการประสานงาน สั่งการ บริหารงาน และทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้
ความใส่ใจ รับฟังข้อคิดเห็น รับรู้ปัญหา และให้ความสำคัญกับผู้ร่วมงานในส่วนภูมิภาค รวมทั้ง ขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสรุปข้อมูลสำคัญ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยพิบัติธรรมชาติ โรคระบาดพืชและสัตว์  และรายงานผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับทราบอย่างทันท่วงทีด้วย
ขณะเดียวกันยังมอบแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตรและงานเร่งด่วนที่เกษตรและสหกรณ์จังหวัดควรให้ความสำคัญ 7 ประเด็นดังนี้ 1) การเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ที่ออกโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นโฉนด 2) โครงการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เกษตรกร โดยให้เกษตรกรพักชำระหนี้ 3) มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี
4) การสืบสาน ต่อยอด และขยายผลโครงการพระราชดำริ 5) การแก้ไขปัญหาด้านการประมง 6) การพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และ 7) การเปิดตลาดสินค้าเกษตรใหม่ และขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยในต่างประเทศ


วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566

กรมประมง หนุนเลี้ยง กะพงทอง  ปลิงทะเล  ปูทะเล”ดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจเกรดพรีเมี่ยมป้อนตลาดโรงแรม-ร้านอาหาร กระตุ้นการท่องเที่ยว
        
นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าล่าสุดกรมประมงนำร่องสนับสนุนเลี้ยงปลากะพงทอง ปลิงทะเล ปูทะเล เพื่อเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ โดยตั้งเป้าสร้างแหล่งผลิตวัตถุดิบคุณภาพด้วยมาตรฐานระดับสากล เสริมรายได้ให้เกษตรกรไทยด้วยการผลิตสินค้าสัตว์น้ำมูลค่าสูง เจาะตลาดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร - โรงแรม เป็นหลัก
ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเสิร์ฟเป็นเมนูที่เพิ่มมูลค่าด้วยรสชาติที่โดดเด่นให้กับอาหารไทยจากวัตถุดิบในแระเทศเป็นหลัก
ทั้งนี้ กรมประมงหนึ่งในหน่วยงานที่มีภารกิจหลัก
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เกษตรกรไทย มีความมุ่งมั่นดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างอาชีพเสริมรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวประมง โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานสินค้าประมงด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในผลงานวิจัยเพื่อพัฒนาสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงเข้าสู่ตลาดที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปี 2567 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายสร้างรายได้เข้าประเทศ 3 ล้านล้านบาท ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าไทย 35 ล้านคน
ซึ่งในช่องทางดังกล่าว จึงได้สำรวจความต้องการของตลาดทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย จากทั้งในและต่างประเทศ และดำเนินการคัดเลือกสัตว์น้ำเศรษฐกิจนำร่อง 3 ชนิด ได้แก่ “ปลากะพงทอง ปลิงทะเล ปูทะเล” มาดำเนินการส่งเสริมและต่อยอดเป็นวัตถุดิบคุณภาพ สำหรับปรุงเป็นเมนูอาหารที่มีความโดดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์  รสชาติ กลิ่น และสีสัน ซึ่งจะช่วยยกระดับวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากยิ่งขึ้น โดยได้ส่งเสริมความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำดังกล่าว ให้คำแนะนำและติดตามผลการเลี้ยงอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างผลผลิตให้ได้ปริมาณรองรับความต้องการของตลาด พร้อมผลักดันให้เข้าสู่มาตรฐานเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น 
นอกจากนี้กรมประมงได้พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงอาหาร อาทิ 
การร่วมกับสถาบันศิลปะการอาหาร The V School กรุงเทพฯ วางแนวทางการพัฒนาเมนูอาหารเพื่อยกระดับคุณภาพอาหารทะเลของไทย ด้วยการสร้างเมนูอาหารที่ดึงดูดคุณค่าของวัตถุดิบออกมาผ่านเมนูแปลกใหม่เพื่อกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค สำหรับสัตว์น้ำทั้ง 3 ชนิด มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ดังนี้  
ปลากะพงทอง หรือ อังเกย : ปลาทะเลที่พบได้ในทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณภูเก็ต กระบี่ และพังงา 
ที่มีมีโปรตีนและกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 สูง อีกทั้งมีเนื้อที่แน่น รสชาติดี ปรุงเมนูไหนก็อร่อย 
ปลิงขาว ปลิงทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีนและคอลลาเจน คนจึงนิยมนำมาบริโภค และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาและอาหารเสริม ราคาขายปลิงสด กิโลกรัมละ 250 – 500 บาท และแบบตากแห้งราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,500 – 5,000 บาท 
ปูขาว หรือ ปูทองหลาง เป็นปูทะเลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีปู” ถือเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญ ลักษณะเด่น คือ ตัวใหญ่ ก้ามโต เนื้อแน่น รสชาติหวานมัน ไม่มีกลิ่นโคลน สามารถนำไป แปรรูปเป็นเมนูได้หลากหลาย อาทิ ปูนึ่ง ปูผัดผงกะหรี่ หลนปู ฯลฯ ส่งผลให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภค 
โดยราคาขายปูไข่ในตลาดขนาด 300 - 500 กรัมราคา 500 - 800 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนปูเนื้อขนาด 400 - 700 กรัม ราคา 300 - 600 บาท ต่อกิโลกรัม 

นายประพันธ์ บอกด้วยว่าในอนาคตกรมประมงยังมุ่งมั่นที่จะผลักดันการพัฒนาสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดรองรับความต้องการของผู้บริโภคต่อไปสำหรับผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

///
: สมาคมสหพันธ์ยาง ฯ เสนอแนวทางการซื้อ-ขายยางพาราไทยกับ  2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีน เพื่อยกระดับการซื้อขายจริงในรูปแบบใหม่.จากไทยไปจีน ....สร้างโอกาสการขายยางให้กับเกษตรกรไทยให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด
เมื่อเร็วๆ นี้  (12 ก.ย. 66)  ดร.อุทัย  สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยกรรมการ, ที่ปรึกษา,  ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์  และผู้แทนบริษัทยางพาราจากประเทศไทย  ร่วมประชุมเจรจาการซื้อ-ขายยางพาราจากประเทศไทยให้กับประเทศจีน ผ่านการเชื่อมโยงบนความร่วมมือกับวิทยาลัยนานาชาติยางพาราไทย-จีน  มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชิงเต่า มณฑลซานตง   สาธารณรัฐประชาชนจีน 
โดยการร่วมประชุมเจรจาในครั้งนี้ได้ มีผู้เเทนจากบริษัทซานตงหลิงหลงไทร์  จำกัด   นำโดย นายหลี่ชุนเย่ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อวัสดุของแผนกจัดซื้อยางพาราหลิงหลงไทร์  และ ผู้แทนจากบริษัทปริ๊งซ์เฉิงซานไทร์  จำกัด นำโดย นายโจวป๋อ  ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรบุคคล  และนายซุนเหว่ย  ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อวัสดุของศูนย์จัดซื้อ ปริ๊งซ์ เฉิงซาน  โดยมี นาย กัวเหล่ย  รองคณบดีวิทยาลัยนานาชาติยางพาราไทย-จีน   ให้การต้อนรับและร่วมเจรจาในครั้งนี้ด้วย    
สำหรับการเจรจาครั้งนี้นับเป็นการสร้างความร่วมมืออันดีในการพัฒนาช่องทางการตลาดที่ทั้ง 2 บริษัทจากประเทศจีนจะได้มีการซื้อ-ขายยางโดยตรงจากประเทศไทยผ่านสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยที่จะเป็นผู้รวบรวมยางคุณภาพดี มีมาตรฐานจากเกษตรกรไทย ส่งขายให้ทั้ง  2 บริษัทอันจะเป็นการช่วยยกระดับการซื้อขายในรูปแบบใหม่ ซื้อจริง-ขายจริง ไม่ใช่การซื้อขายล่วงหน้า ( Future Market)   ผ่านตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง และผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน จากการยางพาราแห่งประเทศไทย โดยความร่วมมือจากสมาคมวิชาการยางและถุงมือยาง 
ทั้งนี้ผู้แทนจากทั้ง  2 บริษัทยางจากจีนให้ความสนใจในการเจราครัเงนี้ ซึ่งจะได้พิจารณากรอบความร่วมมือดังกล่าวอีกครั้งราวมกับและเปิดโอกาสให้สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทยเข้าเยี่ยมชมบริษัท หลิงหลง (THAILAND) (LLIT) และ บริษัท ปริ๊งซ์ เฉิงซาน ไทร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่  จ.ชลบุรี เพื่อขับเคลื่อนแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการวัถุดิบเข้าสู่โรงงานจากประเทศจีของทั้ง 2 บริษัทในรูปแบบใหม่ซึ่งถืเป็นมิติใหม่ที่ช่วย สร้างโอกาสขายยางให้กับเกษตรกรไทยให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดต่อไป

วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566

 
ชป.เร่งเก็บน้ำปลายฝน-เตรียมรับฤดูแล้ง 
 
วันนี้ (11 ก.ย. 66) ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ผ่านระบบ Video Conference ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ 
กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการระบายน้ำ(กรุงเทพมหานคร) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นต้น เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่
 โดยนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (11 ก.ย. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 44,254 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,523 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ รวมกัน  จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำทั่วประเทศไปแล้ว 15,155 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 102 ของแผน  เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 5,865 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 107 ของแผน  ปัจจุบันมีการเพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศไปแล้ว 15.18 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ  89 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 3.74 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาปีไปแล้ว 7.52 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 93 ของแผนฯ เก็บเกี่ยวไปแล้ว 2.53 ล้านไร่ ในส่วนของสถานการณ์ค่าความเค็มใน 4 ลำน้ำสายหลัก(เจ้าพระยา บางปะกง ท่าจีน และแม่กลอง) ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
 
อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์เอลนีโญที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มส่งผลยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 67 จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก อาจเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และด้านการเกษตรประเภทไม้ยืนต้นเท่านั้น จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้ติดตามสภาพอากาศและปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำด้วยความประณีต ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 และ 3 มาตรการรองรับสถานการณ์เอลนีโญ ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติอย่างเคร่งครัด ในการนี้ กรมชลประทานขอความร่วมมือเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรกและเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ ให้งดทำนาปีต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพออาจส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก ตลอดจนรณรงค์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด ช่วยกันเก็บกักน้ำไว้สำรองใช้ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
///

วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566

“ทวีศักดิ์ จุลเนียม” ครูบัญชีดีเด่น จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยึดหลักนำความรู้และประสบการณ์เป็นภูมิคุ้มกันความสำเร็จ ใช้ข้อมูลทางบัญชีนำทางชีวิต
เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม (ระดับจังหวัด) ประจำปี 2566 ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
ผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ในการประกอบอาชีพว่า “ความรู้และประสบการณ์ คือภูมิคุ้มกันความสำเร็จในการดำรงชีวิต” 
ให้ความสำคัญกับการทำบัญชี เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับการตลาด ใช้ความสำเร็จของตนเองเป็นต้นแบบ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร เยาวชน และชาวบ้านในชุมชนบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง
นายทวีศักดิ์ จุลเนียม เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม (ระดับจังหวัด) ประจำปี 2566 เปิดเผยว่า ปัจจุบันประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนมะพร้าว จำนวน 19 ไร่ แบ่งพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำสวนมะพร้าวและสวนผสมผสานไว้เก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งใช้เป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 
ด้านเศรษฐกิจพอเพียง 
โดยลักษณะของการทำสวนมะพร้าวพันธุ์พื้นเมือง ให้น้ำโดยระบบน้ำสูบจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ปลูกพืชผสมผสานในพื้นที่ว่างระหว่างต้นมะพร้าว เช่น ทุเรียน ขนุน กล้วย พืชอาหาร เลี้ยงผึ้ง 
(ช่วยผสมเกสร) เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู นำมูลสัตว์มาทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในสวน
จุดเริ่มต้นในการบันทึกบัญชีเกิดจากจากเมื่อปี พ.ศ. 2560 เกิดวิกฤตราคาผลผลิตมะพร้าวตกต่ำเป็นอย่างมาก 

จากราคาเฉลี่ยประมาณ 15 บาท/ผล เหลือเพียง 6 บาท/ผล ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 3 ปี ส่งผลให้ตนและเกษตรกรในพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก รายได้ในครัวเรือนไม่เพียงพอ เกิดปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ระบบเศรษฐกิจในชุมชนที่เคยเข้มแข็งเริ่มมีปัญหา ตนเองในฐานะผู้นำหมู่บ้าน จึงได้รวมตัวกับผู้นำชุมชนอื่นๆ ในอำเภอทับสะแก หาวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยรวมตัวกันเข้าพบผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับคำแนะนำให้จัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ให้เข้มแข็งก่อน แล้วค่อยจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ตนเองจึงกลับมารวบรวมเกษตรกรในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง รวม 54 ราย พื้นที่ 336 ไร่ และขอจัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าว เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาราคาตกต่ำ แก้ปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูง โดยตนเองได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มแปลงใหญ่
 เมื่อมีกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวเกิดขึ้น จึงได้มีข้อกำหนดของกลุ่มว่า สมาชิกทุกคนต้องมีการจัดทำข้อมูลผลผลิต รายรับรายจ่าย ผลประกอบการ ตลอดจนต้องทำบัญชีครัวเรือนเพื่อจะได้ทราบถึงรายละเอียดในการทำอาชีพ โดยยังได้อาสาเข้ารับการอบรมเป็นครูบัญชีอาสาจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แล้วนำความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดให้กับสมาชิก จนถึงปัจจุบันสมาชิกทุกคนมีการจัดทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับเปลี่ยนการวางแผน
ในการดำเนินชีวิตและการทำการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม จำนวน 30 ราย โดยมีการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๖๔ ได้เข้าร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
จดทะเบียนจัดตั้งศูนย์เครือข่าย ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน บ้านมะเดื่อทอง 
นายทวีศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาวิเคราะห์ และถอดบทเรียนเพื่อเป็นสื่อการเรียน
การสอนด้านบัญชีให้กับเกษตรกร เยาวชนและประชาชนที่สนใจโดยใช้ตนเองเป็นต้นแบบ มีการวางแผนการผลิตตามแนวคิด “ตลาดนำการผลิต” โดยนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ความต้องการของตลาดในแต่ละฤดูกาลและกำหนดการเพาะปลูกให้เหมาะสม ทั้งประเภทของสินค้าและห้วงเวลาที่ตลาดมีความต้องการ ปรับเปลี่ยนการจำหน่ายมะพร้าวจากผลสด มาทำการแปรรูปเป็นมะพร้าวขาว สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า มีการปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่บริเวณบ้านเพื่อลดค่าอาหาร เหลือจากรับประทานจึงนำไปแจกจ่ายให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการในหมู่บ้าน บางส่วนขายเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว นอกจากนี้ ยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุนทางการเกษตร โดยการผลิตสารชีวภัณฑ์ ผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง ทำเครื่องดักแมลง ลดการใช้สารเคมีเน้นการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชบำรุงดินเพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตปริมาณมากและมีคุณภาพ 
“ปัจจุบันได้สร้างเครือข่ายองค์ความรู้ด้านบัญชี หรือที่เรียกว่าครูบัญชีแถว 2 เพื่อช่วยกันส่งเสริมกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกร เยาวชนและชาวบ้านในชุมชน ให้ความสำคัญกับการบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงมือทำเป็นแบบอย่างและนำเสนอผลดีที่ได้จากการทำบัญชี บรรจุเป็นเนื้อหาสำคัญของศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรผสมผสาน ซึ่งถือเป็นการนำข้อมูลของตนเองมาถอดบทเรียนองค์ความรู้ด้านบัญชีได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้วเผยแพร่ให้กับเกษตรกรทั่วไปและผู้ที่สนใจ นำไปปรับใช้ จนทำให้สามารถปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ อีกทั้งยังเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ กับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ประจวบคีรีขันธ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้
มาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรในชุมชน โดยปัจจุบันได้ต่อยอดส่งเสริมการจัดทำบัญชีด้วย Application SmartMe ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรม Smart4M ที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่าย ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ Smart Phone ทำให้เกษตรกรผู้จดบันทึกบัญชี สามารถวางแผน
การใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพอีกด้วย” นายทวีศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย.

                        ///////////////////////////////////////////

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...