วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2566



วช. หนุนทีมวิจัย ม.อ. พัฒนาศักยภาพการกักเก็บข้อมูลคาร์บอน ของป่าชายเลนและหญ้าทะเลตามธรรมชาติและปลูกบริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามัน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้การสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.),มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) และมหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในการประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของป่าชายเลนและหญ้าทะเลที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นในบริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามัน และจัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึกให้แก่ชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนและพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มภูมิสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนพร้อมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดเครือข่ายอนุรักษ์พัฒนาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งอย่างยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม นำมาซึ่งองค์ความรู้และบทความทางวิชาการเรื่องศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าชายเลนและหญ้าทะเลของพื้นที่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งอันดามัน ในการสร้างนักวิจัยชุมชนสร้างผลกระทบในวงกว้างในการสร้างการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยบรรเทาและชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) เป็นกลไกสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนให้การสนับสนุนงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์คิดค้นหรือนวัตกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการกักเก็บคาร์บอนสีน้ำเงิน (Blue Carbon) จากระบบนิเวศป่าชายเลนและหญ้าทะเลนั้น มีบทบาทสำคัญในการชะลอและบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตามความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศหญ้าทะเลและป่าชายเลนจะทำให้ความสามารถนี้ลดลง ซึ่งแนวทางสำคัญที่จะช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและฟื้นฟูบริการของระบบนิเวศชายฝั่งได้นั้น คือ การจัดการ การอนุรักษ์ และการฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน สำหรับกระบวนการในการผลิตหรือการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนและหญ้าทะเลนั้น เกิดจากการตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงมาสะสมในตัวพืชและดิน ทำให้ป่าชายเลนและหญ้าทะเลเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ชายฝั่ง มีความสามารถในการสะสมคาร์บอนมากกว่าระบบนิเวศบนบกถึง 10 เท่า (Hilmi et al., 2021)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลชาติ โชติการ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการประเมินการสะสมคาร์บอนในหญ้าทะเลหรือป่าชายเลนที่ได้รับการฟื้นฟู และการศึกษาจำนวนมากยังขาดค่าประมาณการกักเก็บคาร์บอนที่แม่นยำ งานวิจัยนี้จึงมีการเก็บข้อมูลการกักเก็บคาร์บอนของป่าชายเลนและหญ้าทะเลที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ รวมถึงที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นในบริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่งจังหวัดระนองมีเนื้อที่ป่าชายเลนจำนวน 103,493.42 ไร่ และจังหวัดตรังที่มีพื้นที่หญ้าทะเลมีพื้นที่หญ้าทะเลรวม 33,066.48 ไร่ ทำให้พื้นที่ทั้ง 2 มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในระดับสูงมาก 
การกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนและหญ้าทะเลโดยทั่วไป สูงถึง 495.85 และ 244.75 เมกกะกรัมคาร์บอนต่อไร่ ตามลำดับ (Aye et al., 2023) ทางทีมวิจัยยังมีการจัดกิจกรรม Capacity Building ของนักเรียนในชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง สร้างความเข้มแข็งของชุมชน รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน นอกจากนี้ทางทีมวิจัยยังได้มีการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มภูมิสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงคาร์บอนร่วมกับเทคนิคการรับรู้ระยะไกล (Remote Sensing) เพื่อที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดเครือข่ายอนุรักษ์พัฒนาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม งานวิจัยชิ้นนี้จะนำมาซึ่งองค์ความรู้ทางวิชาการเรื่องศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าชายเลนและหญ้าทะเลธรรมชาติที่ได้รับการฟื้นฟู
        
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลชาติ กล่าวต่อว่า ประโยชน์หรือผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้ นอกจากองค์ความรู้ทางวิชาการที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมนักวิจัยในระดับนานาชาติแล้ว ยังมีการสร้างการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสในการสร้างมูลค่าในตลาดคาร์บอน (Carbon Market) และเป็นเครื่องมือในการพัฒนา Blue Economy ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยจะมีการนำผลงานวิจัยมาต่อยอด เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านการกักเก็บคาร์บอนสีน้ำเงินการฟื้นฟูระบบนิเวศและการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงวิธีการประเมินการกักเก็บคาร์บอนโดยใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล ภูมิสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์


 วช.หนุนทีมวิจัย มจธ.พัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม
ต้นแบบสำหรับการทำความสะอาดก๊าซชีวภาพและการผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพ

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้การสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนจากวัตถุดิบก๊าซชีวภาพจากบ่อขยะในชุมชนโดยผ่านกระบวนการเคมีความร้อนหลายกระบวนการ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานขนาดเล็กในชุมชน อย่างไม่มีข้อจำกัดในการกักเก็บพลังงาน และนำออกมาใช้เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยผ่านหอเซลล์เชื้อเพลิง และมีการทดสอบกระบวนการผลิตไฮโดรเจน ออกแบบและพัฒนาระบบการผลิต เพิ่มความบริสุทธิ์และกักเก็บไฮโดรเจนโดยใช้วัตถุดิบก๊าซชีวภาพจากบ่อขยะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จากนั้นทำการทดสอบความน่าเชื่อถือในการผลิตไฮโดรเจนโดยใช้วัตถุดิบก๊าซชีวภาพมีเทนจากบ่อขยะ (ทำการทดสอบระบบแบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 50 ชั่วโมง ที่กำลังการผลิต 20 ลิตรต่อนาที) รวมถึงสร้างความพร้อมบุคลากรให้มีความรู้และเข้าใจในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนจนถึงการใช้งาน 
     
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นองค์กรสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนอุตสาหกรรม หรือ ภาคการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมในการหาแหล่งพลังทดแทนเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งผลงานจากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและต้นแบบสำหรับการทำความสะอาดก๊าซชีวภาพและการผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพ ที่มีแหล่งที่มาจากบ่อขยะในชุมชน มาผ่านกระบวนการเพื่อนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งนอกจากเป็นการเสริมสร้างศักยภาพแหล่งพลังงานในชุมชนแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างคุณภาพที่ดีด้านสิ่งแวดล้อมจากพลังงานชีวภาพอีกด้วย
    
ศาสตราจารย์ ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า โครงการนี้ (มจธ.) ได้รับการสนับสนุนทุนจาก (วช.) โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตก๊าซไฮโดรเจนจากก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างทางเลือกให้กับก๊าซชีวภาพจากบ่อขยะของประเทศไทย โดยก๊าซไฮโดรเจนที่ได้สามารถนำไปใช้ร่วมกับเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขั้นตอนกระบวนการผลิตหลักๆ จะประกอบไปด้วยการทำความสะอาดก๊าซชีวภาพเพื่อกำจัดสิ่งปฏิกูลจำพวกซัลเฟอร์และคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนออก จากนั้นนำก๊าซที่ได้จากกระบวนการบำบัดไปเข้าสู่เครื่องปฏิกรณ์หลักเพื่อผลิตไฮโดรเจน โดยภายในจะทำการบรรจุตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีศักยภาพในการแตกสลาย Volatile Organic Compounds (VOCs) การแปรสภาพมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นไฮโดรเจน และการกำจัดคาร์บอนมอนอกไซด์เพื่อเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนในผลิตภัณฑ์
    
ศาสตราจารย์ ดร.นวดล กล่าวว่า ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยนี้สามารถเพิ่มมูลค่าและทางเลือกในการใช้ก๊าซชีวภาพจากบ่อขยะเพื่อผลิตพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรองรับนโยบายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ของประเทศ โดยจะมีการขยายผลพัฒนาต่อยอดสร้างความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ในการนำระบบผลิตไฮโดรเจนดังกล่าวไปใช้ร่วมกับเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

“Fisherman Shop Festival” สุดคึกคัก 
สินค้า “ประมงธงเขียว” สุดฮอต 3 วัน ฟันยอดขาย 5 แสนบาท
กรมประมง เผยผลการจัดงาน Fisherman Shop Festival ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เมื่อวันที่ 25 - 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สินค้าและผลิตภัณฑ์ประมง ตราสัญลักษณ์ “ประมงธงเขียว” สุดฮอต ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามทั้งคนซื้อคนขาย ยอดจำหน่ายพุ่งกว่า 5 แสนบาท ส่งผลให้ Fisherman Shop ทั้ง 121 สาขาทั่วประเทศ ทำยอดขายรวมทะลุเป้าแล้ว 90 ล้านบาท
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากที่กรมประมง ได้จัดงาน Fisherman Shop Festival ขึ้น ระหว่างวันที่ 25 - 27 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ โซนสันทนาการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงานได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้สนใจทั้งที่เป็นคนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เข้าร่วมชมงานในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก พร้อมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของร้านค้าจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่กรมประมงได้เลือกสรรมาร่วมออกบูท 30 ร้านค้า มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงที่เป็นของดีของเด็ดประจำจังหวัดมาจำหน่ายมากกว่า 500 รายการ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ได้รับตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว ที่กรมประมงให้การรับรอง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าเป็นสินค้าประมงที่การันตีว่ามีความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม 
 “ ภาพรวมของการจัดงานครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย สามารถช่วยส่งเสริมให้เกิดการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้ตามนโยบายตลาดนำการผลิต มีมูลค่าการซื้อขายในงานกว่า 500,000 บาท และที่สำคัญยังทำให้เกิดการรับรู้ เกิดความเชื่อมั่น เชื่อถือ ในสินค้า และผลิตภัณฑ์ประมง ภายใต้ตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว” อธิบดีกรมประมง กล่าว
อธิบดีกรมประมง ยังได้กล่าวถึงผลการดำเนินการของร้าน Fisherman Shop ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายสาขาครอบคลุมในทุกจังหวัด รวม 121 สาขา ว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนผู้บริโภคในทุกพื้นที่เป็นอย่างดี ด้วยสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงที่นำมาวางจำหน่ายนั้น เน้นการคัดเลือกสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด ได้รับรองว่ามีความสด สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว จึงทำให้มียอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการทั่วประเทศที่เข้าร่วมแล้วถึง 90 ล้านบาท ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เกิดความเข้มแข็ง มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพระยะยาว
ทั้งนี้ กรมประมงได้รายงานว่า ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน  Fisherman Shop Festival กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสาธิตการแปรรูปเมนูจากวัตถุดิบของดีประจำจังหวัด เช่น การทำสะตอผัดกุ้ง โดยร้าน Fisherman Shop @บางเขน, การทำปลาหมอต้มเค็มของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลาหมอ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น ขณะเดียวกันในช่วงนาทีทองจำหน่ายสินค้าประมงคุณภาพจาก Fisherman Shopซึ่งมีการลดราคาอย่างจุใจถึง 50 เปอร์เซ็นต์จากราคาปกติ เป็นอีกกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก จนทำให้ต้องมีการขยายช่วงเวลา และปริมาณสินค้าเพื่อตอบสนองกับความต้องการ ขณะที่การเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียวทุกชนิดที่จำหน่าย อาทิ ปลากุเลาเค็มตากใบจังหวัดนราธิวาส กุ้งขาวสดแช่แข็งจังหวัดนครปฐม ปลาเนื้ออ่อนย่างรมควันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปลาสลิดอบกรอบจังหวัดสมุทรปราการ ปลานวลจันทร์ทะเลต้มเค็มหวานจังหวัดระยอง กะปิแท้จังหวัดสมุทรสาคร ข้าวเกรียบปลา น้ำพริก หมึกอบกรอบ จ๊อปลานิล ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแช่แข็ง เป็นต้น ต่างได้รับความสนใจ และร่วมเลือกซื้อกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ผู้ร่วมงานยังได้มีการซักถามถึงความเป็นมา แรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความโดดเด่นของแต่ละชนิด ทำให้บรรยากาศโดยรวมของ Fisherman Shop Festival เป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง 
สำหรับผู้สนใจที่ต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงที่เป็นของดีของเด็ดประจำจังหวัด ภายใต้ตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้าน Fisherman Shop ทั้ง 121 สาขาทั่วประเทศ และในช่องทางออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม Fisheries Shop by Fisherman พร้อมติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมและสินค้าต่าง ๆ ได้ที่ www.facebook.com/BangKhen2565



กรมประมง...เดินหน้าเปิดระบบ “กพส.สร. 1”
รับแจ้งปัญหาสัตว์น้ำป่วย/ตาย ทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง 
เน้นแก้ปัญหาตรงประเด็น ฉับไว มีประสิทธิภาพ
  กรมประมง เปิดให้บริการ “ระบบรายงานสัตว์น้ำป่วย (แบบ กพส.สร.1)” แก่ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิดผ่านระบบออนไลน์ เพื่อป้องกันและรักษาการเกิดโรคสัตว์น้ำป่วย/ตาย หรือพบเชื้อก่อโรค พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและทันเวลา ซึ่งจะช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคระบาดในสัตว์น้ำ เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อคในการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการสุขภาพสัตว์น้ำในอนาคต 
 นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า...ระบบรายงานสัตว์น้ำป่วย (แบบ กพส.สร.1) เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่กรมประมงได้จัดทำขึ้น เพื่อติดตามปัญหาการเลี้ยงกุ้งทะเลและสัตว์น้ำของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว ฉับไว รวมทั้งเป็นการอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรที่อยู่ห่างไกลได้รับการบริการที่เข้าถึงได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเมื่อกรมประมง ได้รับแจ้งรายงานข้อมูลจากในระบบฯ เบื้องต้นทางนักวิชาการจากกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำจะติดต่อกลับไปยังฟาร์มเกษตรกรที่พบการป่วย หรือตายของสัตว์น้ำ เพื่อสอบถามหาสาเหตุ และติดต่อเจ้าหน้าที่ประมงในพื้นที่ เก็บตัวอย่างพร้อมให้คำแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาการป่วยหรือตายสัตว์น้ำให้กับเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
ด้านนางสาวพุทธรัตน์ เบ้าประเสริฐกุล ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กล่าวเสริมว่า...สำหรับระบบดังกล่าว ได้เริ่มมีการทดลองใช้งานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 มาจนถึงปัจจุบัน โดยมีเกษตรกรที่แจ้งรายงานการพบสัตว์น้ำป่วย/ตาย รับการติดต่อช่วยเหลือพร้อมให้คำปรึกษาจากกรมประมงผ่านระบบ กพส.สร.1 รวมจำนวน 120 ราย แบ่งเป็นการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม จำนวน 102 ราย การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ จำนวน 14 ราย และการเลี้ยงผสมผสานระหว่างกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ จำนวน 1 ราย ปลากะพงขาว จำนวน 2 ราย และปลานิล จำนวน 1 ราย ปัจจุบันปัญหาการติดเชื้อก่อโรคในสัตว์น้ำที่มีการรายงานเข้ามาผ่านระบบ กพส.สร.1 ได้แก่ Enterocytozoon hepatopenaei (EHP), Vibrio parahaemolyticus (VpAHPND), White spot syndrome virus (WSSV), Viral nervous necrosis (VNN) และ Red sea bream iridovirus (RSIV) เป็นต้น โดยในอนาคตกรมประมงมีแผนที่จะพัฒนาให้ระบบ กพส.สร.1 รองรับต่อการรายงานสัตว์น้ำให้ครอบคลุมทุกชนิด เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำภายในประเทศ
 
รองอธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้ายว่า…ขอให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาสัตว์น้ำป่วย/ตาย รายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบ กพส.สร. 1 เพื่อที่กรมประมงสามารถให้ความช่วยเหลือแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้คำปรึกษาเพื่อเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคดังกล่าวในฟาร์มของท่านเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นใจในการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้สนใจสมัครเข้าระบบสามารถเข้าไปที่ลิงค์ 
https://forms.gle/azM27Cu8CSi92bG3A หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง โทร. 02 579 4122, E-mail : fisheries.epidem@gmail.com หรือ Facebook : facebook.com/AAHRDD

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

71 ปี วันสถาปนา มหาวิทยาลัยเกริก

  เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 71 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยเกริก ในวันที่  28 พฤษภาคม 2566 มหาวิทยาลัยเกริก ถือกำเนิดจาก “โรงเรียนภาษาและวิชาชีพ” 
โดย ดร.เกริก มังคละพฤกษ์ ผู้ซึ่งเป็นนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ จุดมุ่งหมายในการตั้งมหาวิทยาลัยในระยะแรกนั้น เพื่อดำเนินการเรียนการสอนด้านภาษาอังกฤษแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจาก ดร.เกริก มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ทั้งในด้านการเรียนการสอนและ ประสบการณ์จากการทำงานนับได้ว่าท่านเป็นคนไทยคนแรกที่นำการสอนภาษาอังกฤษสมัยใหม่ ซึ่งมุ่งให้นักศึกษาได้มี ความรู้ในหลักภาษาและสามารถใช้ภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพ
จากจุดเริ่มต้น “โรงเรียนภาษาและวิชาชีพ” มาเป็น “โรงเรียนเกริกวิทยาลัย” และพัฒนาเป็น “สถาบันเทคโนโลยีสังคม (เกริก)” และ “มหาวิทยาลัยเกริก” จวบจนปัจจุบันครบรอบ 71 ปี ที่มีการพัฒนาทางด้านการศึกษาให้ก้าวหน้า ทันสมัย และมีความเป็นนานาชาติมากยิ่งขึ้น โดยมี ศ.ดร.นพ. กระแส ชนะวงศ์ เป็นอธิการบดี ซึ่งมีแนวคิดในการบริหารให้มหาวิทยาลัยเกริก มีการพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าและทันสมัย และยกระดับมหาวิทยาลัยเกริกให้เป็นมหาวิทยาลัยในระดับสากล
จากโรงเรียนที่เปิดสอนทางด้านภาษาอังกฤษ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกริก ได้พัฒนาการศึกษาให้เป็นนานาชาติมากยิ่งขึ้น ได้มีการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติภาษาและวัฒนธรรมจีน เปิดสอนหลักสูตรภาษาต่างประเทศ (ภาษาจีน) และวัฒนธรรมจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติได้เข้ามาศึกษากับคณาจารย์ที่มีความรู้ ความสามารถ และเป็นอาจารย์เจ้าของภาษา กับการเรียนการสอนที่มีความเป็นสากล และปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีทั้งการเรียนแบบ On Site และ Online

 มหาวิทยาลัยเกริก เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับที่ 149 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย ประจำปี 2566 ถือได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ใน 150 อันดับแรกของเอเชียจากการจัดอันดับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชียกว่า 985 แห่ง ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ 33 แห่งจาก 39 แห่งของจีนด้วย มหาวิทยาลัยเกริก ยังเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับ 5 ในประเทศไทย และได้รับรางวัล QS 5-star University Excellence และรางวัล Times Higher Education Asia Award สองปีซ้อนในปี 2564 และ 2565
ยิ่งไปกว่านั้นในปี 2566 นี้ มหาวิทยาลัยเกริก ติดอันดับ 1 ของประเทศไทย อันดับ 7 ของเอเชีย และอันดับที่ 35 ของโลก ในสาขาวิชา “ศิลปะและการออกแบบ” จากการจัดอันดับของ QS World University Rankings by Subject 2023 ความสำเร็จที่ได้มาในครั้งนี้ เกิดจากความพยายามอย่างไม่ลดละของคณาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเกริกในการทุ่มเทเพื่อพัฒนาให้มหาวิทยาลัยเกริกก้าวไปอยู่ในอันดับโลกได้สำเร็จ
 ตลอด 71 ปี ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเกริก ยังคงยึดมั่นและสืบสานเจตนารมณ์ของ ดร.เกริก มังคละพฤกษ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกริก ในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคม ดังปรัชญาที่ว่า “ความรู้ทำให้องอาจ” และมหาวิทยาลัยพร้อมเดินหน้าพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ทันสมัย ยกระดับมหาวิทยาลัยเกริกให้อยู่ในระดับสากลต่อไป

วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

กรมประมง!!!...เตือนเกษตรกรรับมือหน้าฝน เฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำ
แนะ...วางแผนการเลี้ยง เพื่อลดความสูญเสีย
 
          กรมประมง!!!...เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำในฤดูฝน อาจส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เนื่องจากประเทศไทยได้เริ่มต้นเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่นและต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้คุณภาพของน้ำมีการเปลี่ยนแปลง เสี่ยงกระทบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แนะเกษตรกรควรเฝ้าระวัง หมั่นดูแลสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด 
 นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ด้วยขณะนี้ประเทศไทยได้เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน โดยในหลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ส่งผลให้คุณภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลง เช่น อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ความเค็ม และความขุ่น ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของสัตว์น้ำ ทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ เสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ง่าย และอาจตายได้อย่างฉับพลัน กรมประมงจึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เฝ้าระวัง และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
 1. วางแผนการเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับจำหน่ายได้ก่อนช่วงรอยต่อระหว่างฤดูฝนถึงฤดูหนาว หรือฤดูน้ำหลาก และเตรียมกั้นตาข่ายกันสัตว์น้ำหนี
2. ควรเลือกลูกพันธุ์สัตว์น้ำจากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ สัตว์น้ำแข็งแรง ไม่มีบาดแผลหรือแสดงอาการของโรคสัตว์น้ำ
3. ควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมหรือน้อยกว่าปกติ เพื่อลดความสูญเสียจากคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
 4. เลือกใช้อาหารที่มีคุณภาพดี และให้ในปริมาณที่เหมาะสม เสริมสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของสัตว์น้ำ เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม เป็นต้น 
5. วางแผนจัดการคุณภาพน้ำที่ดี ให้เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น หากสภาพอาการปิดและมีฝนตก ปริมาณออกซิเจนในน้ำจะลดลงอย่างฉับพลัน เกษตรกรสามารถป้องกันการตายของสัตว์น้ำโดยการเปิดเครื่องตีน้ำหรือสูบน้ำในบ่อให้สัมผัสอากาศ จะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำได้ เป็นต้น
6. ควรตรวจสอบเรื่องปริมาณอาหารที่เหลือ เนื่องจากในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงสัตว์น้ำกินอาหารลดลง อาหารที่เหลือสะสมก้นบ่อจะทำให้สารอินทรีย์เพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อก่อโรค ควรทำความสะอาดพื้นบ่อ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ
 7. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ กรณีที่สัตว์น้ำเกิดการป่วยหรือตายควรกำจัดโดยการฝังกลบหรือเผา ไม่ควรทิ้งสัตว์น้ำที่ป่วยหรือตายไว้ในบริเวณบ่อเลี้ยงหรือกระชัง หรือเอาให้สัตว์น้ำอื่นกินเพราะจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้เกิดการระบาดของโรคสัตว์น้ำได้
 8. กรณีที่พบสัตว์น้ำมีอาการผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้สัตว์น้ำป่วยและตาย และให้รีบแก้ไขตามสาเหตุ หากไม่ทราบหรือไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง ให้รีบปรึกษาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ด้านโรคและการจัดการด้านสุขภาพสัตว์น้ำ
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในฤดูฝน เกษตรกรควรเตรียมความพร้อมในเรื่องของการจัดการต่างๆที่กล่าวข้างต้น โรคที่ควรเฝ้าระวังในปลาจะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคตัวด่างที่มีสาเหตุจากเชื้อฟลาโวแบคทีเรียม (Flavobacterium columnare) มักพบหลังจากการย้ายบ่อ หรือการขนส่ง ปลาที่ป่วยจะมีแผลด่างขาวตามลำตัว ดังนั้นหลังการเคลื่อนย้ายหรือขนส่งปลาให้ใช้เกลือแกง 1 กิโลกรัมต่อปริมาตรน้ำ 1 ตัน เพื่อช่วยลดความเครียด สำหรับโรคในกุ้งควรเฝ้าระวังปรสิตที่มีสาเหตุจาก ซูโอแทมเนียม (Zoothamnium sp.) หากพบปริมาณมากอาจส่งผลต่อการลอกคราบ ทำให้กุ้งลอกคราบไม่ออก การรักษาสามารถทำได้โดยวิธีการแช่ด้วยฟอร์มาลิน 25-50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ตัน ระยะเวลาการแช่ 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกตลักษณะอาการภายนอกและพฤติกรรมของสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเกิดบาดแผลบริเวณผิวหนัง หายใจถี่ การรวมกลุ่มตามขอบบ่อ การกินอาหารน้อยลง เพื่อให้สามารถหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่พบได้อย่างรวดเร็วและยังเป็นการลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตายของสัตว์น้ำได้ 
อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเกษตรกร พบปัญหาด้านโรคสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่  สำนักงานประมงอำเภอ/จังหวัด หรือหน่วยงานอื่น ๆ ของกรมประมงทุกแห่งทั่วประเทศ และหากต้องการส่งสัตว์น้ำป่วยเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค หรือขอคำแนะนำด้านโรคสัตว์น้ำ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง โทร. 0 2561 3372 หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำสงขลา โทร. 0 7433 5244 5

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย พร้อมสมาชิกสมาคมฯได้เข้าร่วมกิจกรรม มิตรประชากองทัพอากาศปฏิบัติงานบริการประชาชน
 โดยมี พลอากาศโท สมพร  แต้พานิช  เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ  เป็นประธานในการจัดกิจกรรมในการนี้ 
พลอากาศตรี บุญเลิศ  อันดารา รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช (สายงานการศึกษา) ผู้แทนผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช นำนักเรียนนายเรืออากาศเข้าร่วมแนะแนวการศึกษาให้ความรู้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดกลางดงและกิจกรรมการเล่นดนตรีร่วมกับกองดุริยางค์กองทัพอากาศ เพื่อเป็นการสร้างฝัน และแรงบันดาลใจ ให้กับน้องๆ
สำหรับ กิจกรรมปันน้ำใจให้น้องในครั้งนี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และ หน่วยงานพันธมิตร อาทิ สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมค้าเมล็ดพันธุ์ ฟอร์ดประเทศไทย  ได้มอบอุปกรณ์กีฬา เมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว  กล้วยหลากหลายสายพันธุ์ จาก สมบัติ อาณาจักรกล้วย กล้วยไม้จากสวนกล้วยไม้วิโรจน์ออร์คิดบางเลน ร่วมแบ่งปันน้ำใจให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดบ้านกลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 
โดยมีหน่วยมิตรประชา กองทัพอากาศ ที่ให้บริการ ตรวจสุขภาพ ตัดแว่นฟรี ตัดผมฟรี และทำโรงทานแจกอาหาร โดยมีร้านพี่พิศมัย ปลาร้ากาฬสินธ์ จากตลาดสี่มุมเมืองปลาร้านัวๆมาเป็นเครื่องปรุง และ ลูกชิ้นไทหล่ม จากเดอะวันสเต๊ก

 🔍 ธุรกิจพืชครบวงจร​  ข้าว​ ขนส่ง​และบริการ​(CPCRT)​ เครือเจริญโภคภัณฑ์​   ขับเคลื่อนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไท...