กรมชลฯ เดินหน้าโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย แบบขั้นบันไดหน่วงน้ำ บรรเทาอุทกภัย-ภัยแล้งซ้ำซาก
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569
นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ได้เข้าร่วมการประชุมปัจฉิมนิเทศ งานจ้างสำรวจออกแบบโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมจังหวัดสุโขทัย
(โดยมี นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในการประชุม)
จากนั้น นายพิเชษฐ รัตนปราสาท และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่
มายัง ประตูระบายน้ำแม่ยม (บ้านหาดสะพานจันทร์)
นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ได้ให้สัมภาษณ์กับคณะสื่อมวลชน ว่า แม่น้ำยม ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงน้ำหลากจะมีปริมาณน้ำมากและอาจมีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ราษฎร ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างมาก ส่วนในฤดูแล้งปริมาณน้ำในแม่น้ำยมมีน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม สาเหตุสำคัญมาจากการขาดเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมสายหลัก
เนื่องจากปัจจุบันแม่น้ำยมสายหลักมีอาการบังคับน้ำไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง
โดยเฉพาะในเขตอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ดังนั้น กรมชลประทานจึงมีนโยบายที่จะพัฒนาอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมเป็นช่วงๆ แบบขั้นบันไดเพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนตลอดลำน้ำ
จากสภาพปัญหาดังกล่าวกรมชลประทาน โดยฝ่ายพิจารณาโครงการส่วนวิศวกรรมสำนักงานชลประทานที่ 4 ได้จัดทำรายงานการศึกษาโครงการเบื้องต้น สรุปตำแหน่งโครงการประตูระบายน้ำในแม่น้ำยม 4 แห่ง ในเขตอำเภอลอง อำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ 2 แห่ง และอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย 2 แห่งประกอบด้วย 1. ประตูระบายน้ำพระธาตุแหลมลี่ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ (อาคารบังคับน้ำบ้านวังน้ำเย็น) 2. ประตูระบายน้ำหน้าด่านวังขอนแดง อำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ (อาคารบังคับน้ำบ้านหาดอ้อน) 3. ประตูระบายน้ำเวียงเชียงชื่น อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (อาคารบังคับน้ำบ้านบานชื่น) 4. ประตูระบายน้ำหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย (อาคารบังคับน้ำบ้านเกาะน้อย)
ต่อมาในปี 2563 กรมชลประทานได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประตูระบายน้ำทั้ง 4 แห่ง และในปี 2568 กรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทวิศวชาญ 2002 จำกัด ดำเนินงานจ้างสำรวจ ออกแบบ โครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม จังหวัดสุโขทัย อาคารบังคับน้ำบ้านเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อาคารบังคับน้ำบ้านบานชื่น อำเภอศรีสัชนาลัยจังหวัดสุโขทัย โดยมีระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 540 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 จนสิ้นสุดโครงการวันที่ 23 ตุลาคม 2569
เนื่องจากงานศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ลงพื้นที่จัดการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อนำเสนอเหตุผลความจำเป็น ความเป็นมาของโครงการ วัตถุประสงค์และรายละเอียดโครงการ และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งในการประชุมสรุปผลพิจารณาทางเลือก สรุปตำแหน่งที่ตั้งหัวงานอาคารบังคับน้ำ ได้มีการลงมติจากผู้เข้าร่วมประชุม เปลี่ยนชื่ออาคารบังคับน้ำให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ตั้งหัวงาน โดยเปลี่ยนชื่อจาก "อาคารบังคับน้ำบ้านเกาะน้อย" เป็น "ประตูระบายน้ำหาดเสี้ยว" ส่วน "อาคารบังคับน้ำบ้านบานชื่น" เป็น "ประตูระบายน้ำเวียงเชียงชื่น"
สำหรับประโยชน์ของโครงการ สามารถบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยม เพื่อส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อบรรเทาอุทกภัยบริเวณที่อยู่อาศัยของราษฎรและพื้นที่เกษตรกรรมในฤดูน้ำหลาก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนของประชาชนในท้องถิ่นรวมถึงนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังสามารถเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย
นายวัชรดุลย์ ธนามี ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 4 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน
กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันได้มีการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยในส่วนของกรมฯ ก็ได้จัดเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดจนได้มีการปรึกษาหารือกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงส่วนราชการ โดยประชาชนทั้งหมดเห็นด้วยกับโครงการนี้ เพื่อบรรเทาอุทกภัยของจังหวัดสุโขทัย และช่วยหน่วงน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และจะมีการต่อยอดโครงการสร้างระบบส่งน้ำ ซึ่งปัจจุบันได้มีการปัจฉิมนิเทศเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นก็จะดำเนินการสำรวจออกแบบ ภายในเดือนตุลาคม 2569 และกรมฯ จะทำเรื่องเสนอต่ออนุกรรมการลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำหลัก และเสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อขออนุญาตการใช้พื้นที่ และดำเนินการก่อสร้างในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม คาดว่าโครงการประตูระบายน้ำเวียงเชียงชื่น จะดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี (2571-2573) จะก่อสร้างในช่องทางลัด ลักษณะเป็นประตูระบายน้ำ จำนวน 6 ช่อง ขนาด 12.50×10.00 เมตร ความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 7.33 ล้านลูกบาศก์เมตร คันกั้นน้ำความยาวประมาณ 1,350 เมตร ทำนบดินปิดลำน้ำเดิม ชนิดดินถมแกนดินเหนียว ความยาว 150 เมตร พื้นที่รับประโยชน์โครงการ 7,050 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 3,541 ไร่ ดังนั้น เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะได้เครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นจากประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ ทั้งยังมีประโยชน์ช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีกกว่า 3,500 ไร่อีกด้วย ส่วนประตูระบายน้ำหาดเสี้ยวอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จะก่อสร้างในลำน้ำ ลักษณะเป็นประตูระบายน้ำ จำนวน 6 ช่องขนาด 12.50×10.00 เมตร ความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 9.53 ล้านลูกบาศก์เมตร คันกั้นน้ำความยาวประมาณ 1,045 เมตร พื้นที่รับประโยชน์โครงการ 39,173 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 29,518 ไร่
นายชวนินทร์ สุภาษา ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสุโขทัย สำนักงานชลประทานที่ 4 กรมชลประทาน กล่าวเสริมว่า ใน ปี 2569 พบว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำ ยมค่อนข้างน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งชลประทานสุโขทัยจะต้องบริหารจัดการน้ำอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งในฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ประชาชน เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ รวมถึงการประปาส่วนภูมิภาคก็มีความห่วงใย ว่าจะเกิดภัยแล้งรุนแรงในปี 2570 สำหรับในปี 2569 เราสามารถบริหารจัดการน้ำได้ดี โดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพื้นที่ในจังหวัดสุโขทัยทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าทั้ง 2 โครงการนี้เสร็จสิ้น จะทำให้การบริหารจัดการน้ำในส่วนของชลประทานจังหวัดสุโขทัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะสามารถหน่วงน้ำ หรือชะลอน้ำ
เพื่อป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยจะวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นอย่างดี เพื่อให้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนในพื้นที่
นางรุ่งอรุณ คำโมง
นายกเทศมนตรีตำบลหาดเสี้ยว
ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า จังหวัดสุโขทัยเกิดปัญหาน้ำหลาก น้ำกัดเซาะตลิ่งมายาวนาน พอถึงฤดูแล้งจะแล้งมาก เพราะไม่มีอาคารบังคับน้ำหรือแหล่งเก็บกักน้ำมากพอ ทำให้เกษตรกรในอำเภอศรีสัชนาลัยได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร พอถึงฤดูน้ำหลากระดับน้ำ จะขึ้นเร็วลงเร็ว และจะกัดเซาะตลิ่งเสียหายเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น ถ้าหากมีการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำขึ้นมาก็จะเป็นผลดี จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี จะมีน้ำกินน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคการเกษตร และการประมง ที่สำคัญที่สุดคือคนคืนถิ่น การสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมยังคงอยู่รุ่นสู่รุ่น ยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้คลองต่างๆ ที่ถูกรุกล้ำ ก็จะได้ลำน้ำกลับคืนมา ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ชาวสุโขทัยก็จะมีรอยยิ้ม ที่งดงาม สร้างความมั่นคงให้กับ ชุมชน ปัญหาต่างๆ ก็จะลดน้อยลง บ้านเมืองก็จะเจริญเติบโตเศรษฐกิจก็ดีขึ้น ดั่งคำขวัญ "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" สิ่งเหล่านี้ก็จะสร้างความอุดมสมบูรณ์ ทำให้สังคมอบอุ่น ครอบครัวอบอุ่น
"อยากให้โครงการนี้สำเร็จโดยเร็ว ทุกภาคส่วนจะต้องทำงานร่วมกันและมีระบบบริหารจัดการที่ดี เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ ก็จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" นายกเทศมนตรีตำบลหาดเสี้ยว กล่าวด้วยรอยยิ้ม
กำนันตำบลแม่สำ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กล่าวอีกว่า ในพื้นที่ตำบลแม่สำประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากมาหลายสิบปี ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร ดังนั้น ถ้าทั้ง 2 โครงการนี้ก่อสร้างสำเร็จ ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ สามารถตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดี จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในด้านการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น ผลผลิตก็จะได้มากขึ้น ก็ขอฝากกรมชลฯ ให้เร่งจัดทำโครงการนี้ให้เร็วที่สุดและขอขอบคุณที่มองเห็นปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่สำ
ส่วนนางสาวพาขวัญ ญาณปัญญา
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านดอนระเบียง ตำบลแม่สำ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กล่าวในตอนท้ายว่า ตนเองมีอาชีพเป็นเกษตรกร ปลูกส้มเขียวหวาน 16 ไร่ แล้วก็ปลูกข้าว 8 ไร่ ได้รับผลกระทบในช่วงฤดูแล้ง ไม่มีน้ำใช้เลย ต้องรอน้ำฝนเพียงอย่างเดียว พอถึงฤดูฝนน้ำก็ท่วมข้าวเสียหาย โดยเมื่อปีที่แล้วน้ำท่วมเสียหายหมดเลย นี่คือทุกข์ของชาวบ้าน ซึ่งตนก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะจะได้รับประโยชน์ในการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และทำ การเกษตร สามารถทำนาได้ตลอดทั้งปี จะช่วยแก้ปัญหาทำให้มีน้ำเพียงพอ อยากให้กรมชลฯ ดำเนินการก่อสร้างให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้มีน้ำกินน้ำใช้ให้เร็วที่สุด สามารถสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นด้วย