วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569

🚜🤝⚙️บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เดินหน้ายกระดับบุคลากรภาคการเกษตร ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร

“สยามคูโบต้า” แท็กทีม “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” หนุนยกระดับทักษะพนักงานขับรถตัดอ้อย ผสานเทคโนโลยีแก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน รับอุตสาหกรรมอ้อยยุคใหม่ 
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จับมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เดินหน้ายกระดับบุคลากรภาคการเกษตร ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร พัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาพนักงานขับรถตัดอ้อยคูโบต้า ระดับ 1 เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และมาตรฐานการปฏิบัติงาน รองรับการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในอุตสาหกรรมอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมส่งเสริมแรงงานภาคการเกษตร และยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยของไทย
นายวิภู รักษ์นภาพงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้าเชื่อว่าการพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่คนถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีสามารถสร้างประสิทธิภาพและคุณค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมอ้อยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น 
ทั้งในด้านการเพิ่มความรวดเร็ว ลดภาระการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกร ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรให้มีทั้งความรู้ ทักษะ ตลอดจนสามารถใช้งานเครื่องจักรได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย จึงเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอ้อย สยามคูโบต้าจึงร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี จัดทำหลักสูตรพนักงานขับรถตัดอ้อย ระดับ 1 ซึ่งได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานฝีมือแรงงานตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานจริง และรองรับเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวอ้อยที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการจัดพิธีมอบหนังสือรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานฯ เพื่อยืนยันถึงความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานในการประกอบอาชีพของพนักงานขับรถตัดอ้อยทุกคน
ที่ผ่านมา สยามคูโบต้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านเครื่องจักรกลการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการฝึกอบรมและยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานในเครื่องจักรหลากหลายประเภท อาทิ แทรกเตอร์ และรถเกี่ยวนวดข้าว 
ดังนั้นการพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาพนักงานขับรถตัดอ้อยคูโบต้าครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวของการขยายการพัฒนาบุคลากรให้ครอบคลุมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิตของไทย รวมถึงเป็นโอกาสสำคัญในการตอบโจทย์ลูกค้าคูโบต้าให้มั่นใจถึงบริการที่ดีที่สุด ที่เดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพของสินค้า ตลอดจนสะท้อนก้าวย่างแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวอ้อย เพราะประสิทธิภาพสูงสุดจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเครื่องจักรที่มีศักยภาพ ได้ทำงานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานที่มีศักยภาพเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานในครั้งนี้ จึงไม่เพียงได้รับการรับรองความรู้และความสามารถในการประกอบอาชีพ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการแก่เกษตรกรให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นายจิรวัตร สื่อประสาร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี ผู้แทนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสยามคูโบต้ามีการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาพนักงานขับรถตัดอ้อยคูโบต้า ระดับ 1 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร โดยผู้ปฏิบัติงานจำเป็นต้องมีทั้งความรู้ ทักษะ ฝีมือ และทัศนคติที่เหมาะสม 
เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย หนังสือรับรองที่ผู้ผ่านการทดสอบได้รับเป็นมาตรฐานฝีมือแรงงานที่มีกฎหมายรองรับ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติงานกับรถตัดอ้อยคูโบต้าอย่างมีมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานยังจำเป็นต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะการทำงานกับเครื่องจักรที่มีมูลค่าสูง ซึ่งต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การตรวจสอบและเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรก่อนปฏิบัติงาน การใช้งานอย่างถูกวิธี ไปจนถึงการคำนึงถึงความปลอดภัยในทุกขั้นตอน 
ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการสร้างมาตรฐานให้แก่พนักงานขับรถตัดอ้อยเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาบุคลากรที่สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้และถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องจักร และสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการแก่เกษตรกร อันเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานแรงงานภาคการเกษตร และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

###

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

🌊 ชป. จับตา...เจ้าพระยา หลังน้ำเหนือเริ่มทยอยเพิ่มสูงขึ้น “วิทยา” กำชับเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เตรียมรับน้ำเหนือ

🌊 ชป. จับตา...เจ้าพระยา หลังน้ำเหนือเริ่มทยอยเพิ่มสูงขึ้น “วิทยา” กำชับเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เตรียมรับน้ำเหนือ
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พบว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มทยอยไหลลงสู่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 06.00 น.ของวันที่ 24 ส.ค.2569 ที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์  มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 936 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) /วินาที ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยายกตัวสูงขึ้น อยู่ที่ระดับ +15.94 เมตร (รทก.) ขณะที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่ 450 ลบ.ม./วินาที
 
กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำด้วยการควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำเหนือ เพื่อให้สามารถรองรับมวลน้ำที่จะไหลลงมาและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนให้มากที่สุด มีการรับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนอย่างใกล้ชิด คาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 500 - 700 ลบ.ม./วินาที จะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ไปจนถึงบริเวณ ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา และ ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 1 - 1.5 เมตร แต่ยังอยู่ต่ำกว่าตลิ่ง 

นายวิทยาฯ กล่าวอีกว่า “ได้กำชับสำนักงานชลประทานที่ 12 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำในเรื่องของการเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และบุคลากร ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำหลากที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยกรมชลประทานได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 7 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้ประชาชนริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยกรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ
#แชร์ข่าวเล่ากระแส

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

📢 สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย

สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานภาคเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย 
โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนา ผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP) ซึ่งเป็นโมเดลที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงบริการเครื่องจักรกลได้สะดวก ทันต่อฤดูกาลผลิต ลดภาระการลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง และช่วยให้ผู้มีเครื่องจักรกลสามารถสร้างรายได้เสริมจากการให้บริการในพื้นที่
ประโยชน์สำคัญของ ASP คือ การทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตรถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและทั่วถึงมากขึ้น โดยเกษตรกรรายย่อยสามารถเลือกใช้บริการเครื่องจักรกลตามความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมการผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน ปลูก ดูแลรักษา พ่นสารด้วยโดรน เก็บเกี่ยว ไปจนถึงขนส่งผลผลิต ช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคน ลดระยะเวลาการทำงาน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และเพิ่มความแม่นยำ
ในการใช้ปัจจัยการผลิต ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการ ASP ยังมีโอกาสใช้เครื่องจักรที่มีอยู่ให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน และช่วยให้บริการเครื่องจักรกลกระจายถึงเกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น
ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญข้อจำกัดด้านแรงงานอย่างชัดเจน 
โดยอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 59.44 ปี ในปี 2565 ขณะที่สัดส่วนแรงงานเกษตรอายุมากกว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2546 เป็น 22% ในปี 2561 สวนทางกับแรงงานเกษตรวัย 15–40 ปี ที่ลดลงจาก 48% เหลือ 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความจำเป็นในการนำเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหมาะสมกับบริบทของภาคเกษตรไทย
สศก. จึงสนับสนุนแนวทาง Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปันในภาคเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล สามารถพัฒนาเป็น ASP เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่นที่ยังไม่มีเครื่องจักรกลเป็นของตนเอง ช่วยให้เกิดการใช้เครื่องจักรกลร่วมกันอย่างคุ้มค่า เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรรายย่อย และสร้างรายได้เสริมให้กับผู้มีเครื่องจักรกลในพื้นที่
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้จัดทำ ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร ผ่านเว็บไซต์ https://emachine.doae.go.th/ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล เข้าสู่ระบบการให้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลในพื้นที่ต่างๆสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิตมากขึ้น
เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรผ่านผู้ให้บริการ ASP หากดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ ชนิดพืช และช่วงเวลาการผลิต เกษตรกรมีโอกาส เพิ่มผลผลิตหรือรายได้ ขณะที่ผู้ให้บริการ ASP มีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากการรับจ้างบริการเครื่องจักรกล 
สำหรับปี 2569 สศก. จะต่อยอดการดำเนินงานดังกล่าว โดยเริ่มดำเนินการ จัดเก็บข้อมูลอัตราค่าให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นปีแรก จำนวน 296 ตัวอย่างทั่วประเทศ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การจัดทำข้อมูลสนับสนุนเชิงนโยบาย และการวางแผนพัฒนาระบบบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้ตอบโจทย์เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
“การพัฒนา ASP เป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรกลได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ โดย สศก. จะสนับสนุนข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรตอบโจทย์พื้นที่ และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม” เลขาธิการ สศก. กล่าว