วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569

📌 สยามคูโบต้า เดินหน้าภารกิจดูแลสิ่งแวดล้อม
“KUBOTA Forest For Life” ชูแนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก”
ตั้งเป้าสร้างพื้นที่สีเขียว 50,000 ต้นทั่วไทยภายในปี 2571
 
กรุงเทพฯ 30 มิถุนายน 2569 - บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด นำโดย นายรัชกฤต สงวนชีวิน (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้จัดการฝ่าย Sustainability Development พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ ในโครงการ KUBOTA FOREST FOR LIFE “คูโบต้าร่วมใจปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียว” ภายใต้แนวคิด “ปลูกรอด เปลี่ยนโลก” นำโซลูชันและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของคูโบต้าในการปลูกต้นไม้ พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ในการดูแลต้นไม้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ต้น ทั่วประเทศ ภายในปี 2571 ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มหน่อไม้ฝรั่งปลอดภัยบ้านปลวกสูง จังหวัดลพบุรี เมื่อเร็วๆ นี้
#แชร์ข่าวเล่ากระแส

⚓️ กรมประมง..ยกระดับบทบาทไทยจับมือองค์กรระดับโลก จัดอบรม CAPFISH Summer Academyสร้างเครือข่ายสกัดประมง IUU ในภูมิภาคสู่ความยั่งยืน

📌 กรมประมง..ยกระดับบทบาทประเทศไทยสู่เวทีความร่วมมือด้านการบริหารจัดการประมงระดับนานาชาติ ร่วมขับเคลื่อนการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดโครงการฝึกอบรม “CAPFISH Summer Academy for Southeast Asia (Phase 2)” ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยการเดินเรือโลก (WMU) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงมหาสมุทรและการประมงแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MOF) และสถาบันการเดินเรือแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KMI) ในระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพมหานคร ผนึกความร่วมมือองค์กรชั้นนำของโลกและผู้แทน 6 ประเทศอาเซียน ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายบุคลากรคุณภาพ เพื่อร่วมปกป้องทรัพยากรทางทะเลและขับเคลื่อนการประมงอย่างยั่งยืน
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า  โครงการ CAPFISH (Capacity-Building Project to Progress the Implementation of International Instruments to Combat IUU Fishing) 
เป็นโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรแบบบูรณาการ (Transdisciplinary Project) ที่ขับเคลื่อนโดยมหาวิทยาลัยการเดินเรือโลก (World Maritime University : WMU) 
เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานตามมาตรการระหว่างประเทศในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) โดยโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จมาแล้วในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน หมู่เกาะแปซิฟิก และแอฟริกาตะวันตก 
ก่อนหมุนเวียนมาจัดการฝึกอบรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก และการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรม “CAPFISH Summer Academy for Southeast Asia (Phase 2)” ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการบริหารจัดการประมงตามมาตรฐานสากล รวมทั้งความพร้อมในการเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการบริหารจัดการประมง 
เพื่อร่วมขับเคลื่อนการป้องกันและขจัดการทำประมง IUU ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน
การฝึกอบรมครั้งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพข้าราชการและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและระดับชำนาญการ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการประมงของแต่ละประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน จากหน่วยงานด้านการประมงและความมั่นคงทางทะเลของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กรมประมง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กระทรวงแรงงาน ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) คณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง (MRC) รวมถึงหน่วยงานประมงและหน่วยยามฝั่งจากประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา และติมอร์-เลสเต ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการรับมือกับปัญหาการทำประมง IUU ที่เป็นความท้าทายร่วมของภูมิภาค
หลักสูตรการฝึกอบรมครอบคลุมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การประมง กฎหมายระหว่างประเทศ การกำกับดูแลและธรรมาภิบาลภาครัฐ ความปลอดภัยและสภาพแรงงานบนเรือประมง ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากมหาวิทยาลัยการเดินเรือโลก (WMU) กระทรวงมหาสมุทรและการประมงแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (MOF) สถาบันการเดินเรือแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (KMI) ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ได้แก่ มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) และ องค์กรเฝ้าระวังการประมงโลก (Global Fishing Watch) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินงานในระดับสากล นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานระบบบริหารจัดการประมงของประเทศไทย ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า–ออกเรือประมง (PIPO) จังหวัดสมุทรสาคร และศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (Fisheries Monitoring Center : FMC) ของกรมประมง เพื่อเรียนรู้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการควบคุม กำกับดูแล และตรวจสอบการทำประมง พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารจัดการประมงร่วมกับประเทศสมาชิก อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการป้องกันและขจัดการทำประมง IUU ในระดับภูมิภาค
         อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า “การประมงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความโปร่งใส ความร่วมมือ และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร กรมประมงเชื่อมั่นว่าโครงการ CAPFISH Summer Academy จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือของภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่การกำหนดนโยบายและการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมปกป้องทรัพยากรทางทะเล สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับการบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการประมงไทยภายใต้แนวคิด Blue Transformation โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ การสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการประมงไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ ยังสอดรับกับแนวคิด Fisheries Connect for Sustainability ของกรมประมง ที่มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ และเครือข่ายประมงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนยกระดับการบริหารจัดการประมงอย่างบูรณาการ อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาภาคการประมงไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว”
         การที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดการฝึกอบรมในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารจัดการประมงตามมาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของภูมิภาคในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการป้องกันและขจัดการทำประมง IUU ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับการพัฒนาภาคการประมงของภูมิภาคให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป 
#แชร์ข่าวเล่ากระแส

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

📢 "กรมชลประทาน" ลงพื้นที่ติดตามผลการศึกษาออกแบบโครงการขุดลอกแม่น้ำท่าจีน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก พร้อมเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำในหน้าแล้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต

📌 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบและสถาปัตยกรรม         
🟢 กรมชลประทาน นำคณะสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบความก้าวหน้างานสำรวจออกแบบ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ณ ประตูระบายน้ำชลมาร์คพิจารณ์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
📍 นายพิเชษฐ เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำท่าจีนประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและมีแนวโน้มมากขึ้นในอนาคต 
🟠 รวมถึงประสิทธิภาพการระบายน้ำของลำน้ำดังกล่าวลดน้อยลง ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ทันท่วงที สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร อุตสาหกรรม และชุมชน จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 กรมชลประทานจึงได้ขับเคลื่อนแผนบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 9 แผนงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากด้านเหนือออกสู่ทะเล ลดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาน้ำท่วม เพิ่มความมั่นคงเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค 
🟩 ต่อมาในปี 2568 กรมชลประทานได้มอบหมายให้ บริษัท สยาม เทค กรุ๊ป จำกัด ดำเนินการสำรวจออกแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐมและสมุทรสาคร ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2569 หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอแผนงบประมาณโครงการ ก่อนจะดำเนินการก่อสร้างต่อไป
      
📌 นายพิเชษฐ เปิดเผยอีกว่า สำหรับผลการสำรวจออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แม่น้ำท่าจีนตอนบน โดยการขุดลอกตะกอนในแม่น้ำท่าจีน บริเวณเหนือประตูระบายน้ำ 4 แห่ง ความยาว 108.60 กม. ได้แก่  
1.ด้านเหนือ ปตร.ท่าโบสถ์ ความยาว 17.40 กม. 
2.ด้านเหนือ ปตร.ชลมารคพิจารณ์ ความยาว 20.70 กม. 
3.ด้านเหนือ ปตร.โพธิ์พระยา ความยาว 10.50 กม. และ 4.ตั้งแต่ท้าย ปตร.โพธิ์พระยาถึงจุดบรรจบคลองพระยาบันลือ ความยาว 60 กม. ส่วนที่ 2 แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ 1.การขุดลอกตะกอนส่วนที่ตกจมยื่นเข้ามาในแม่น้ำท่าจีน ในเขตจังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร จำนวน 23 แห่ง รวมความยาว 37.40 กม. ส่วนที่ 2 การปรับปรุงขุดลอกตะกอนช่องลัดแม่น้ำท่าจีน จำนวน 4 ช่องลัด ได้แก่ 1.ช่องลัดงิ้วราย โดยการปรับปรุง ปตร.งิ้วราย โดยเพิ่ม ปตร. 1 แห่ง ขนาด 4.00 x 4.00 ม. พร้อมเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง ทำกำแพงป้องกันตลิ่ง-ขุดลอกร่องน้ำเดิม ความยาว 2.30 กม. และปรับปรุงสะพานรถยนต์ 1 แห่ง 
2.ช่องลัดท่าคา ทำการขุดลอก-ปรับปรุงท้อคลอง ความยาว 1.50 กม. 
3.ช่องลัดบางม่วง ทำกำแพงกันดิน-ขุดลอกท้องคลอง ความยาว 4.30 กม. และ 
4.ปรับปรุงคลองวัดท่ากระบือเพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำช่องลัดบางม่วง งานกำแพงกันดิน-ขุดลอก ความยาว 3.50 กม. รวมระยะทางขุดลอกท้องคลองและ 4 ช่องลัด ประมาณ 157.6 กม.
  📣 นายพิเชษฐ กล่าวว่า หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถรองรับปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพื่อระบายออกสู่ทะเลได้เต็มศักยภาพ อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งบริเวณพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงกับคลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ 
อาคารชลประทาน แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำสาขา รวมถึงการใช้พื้นที่หน่วงน้ำ กักเก็บน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร การอุปโภค-บริโภค อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว รักษาระบบนิเวศ และกิจกรรมอื่น ๆ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต กระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน
 🟩 นายประพันธ์ เดือนศิริรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก 
🔶️ เปิดเผยถึงสภาพปัญหาแม่น้ำท่าจีนที่ตื้นเขินโดยเฉพาะตอนบนของ ปตร.ชลมาร์คพิจารณ์ว่า หากทำการขุดลอกท้องแม่น้ำแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับปริมาณการส่งน้ำได้ไม่น้อยกว่า 250 ลบ.ม./วินาที  เป็นการช่วยเพิ่มมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมจะสามารถเร่งระบายน้ำได้เร็วขึ้น
  📍"โครงการขุดลอกตะกอนในแม่น้ำท่าจีนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในกรณีเกิดอุทกภัย  ขณะเดียวกันการขุดลอกตะกอนก็จะช่วยเพิ่มความจุของแม่น้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือเกษตรกรในหน้าแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น" นายประพันธ์ กล่าว
    🟢 ด้านนายคมม์ แจ่มแจ้ง ประธานคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสามชุก 
📌 กล่าวว่า ปัญหาในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องภัยแล้ง เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ต้องรับน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา การขุดลอกตะกอนนั้น  นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแล้ว  ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ช่วยลดต้นทุนการสูบน้ำของเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อมีน้ำเพียงพอ ผลผลิตก็ดีขึ้น ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มีความอยู่ดี กินดีมากขึ้นอย่างยั่งยืน
#แชร์ข่าวเล่ากระแส
#กรมชลประทาน #ลงพื้นที่ติดตามผลการศึกษาออกแบบโครงการขุดลอกแม่น้ำท่าจีน 
#เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ #แก้น้ำท่วมซ้ำซาก 
#พร้อมเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำในหน้าแล้ง #ช่วยลดต้นทุนการผลิต

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

🛫🌧 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

🌧🛫  เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2569 นายวิทยาแก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมีนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนัก/กอง/กลุ่ม ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมเทวกุล และผ่านระบบ VDO conference
การประชุมในครั้งนี้ อธิบดีฝนหลวงฯ มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนภารกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 
เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดขมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งฝนหลวง” และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกร โดยมีเป้าหมายการทำงาน 3 เรื่องหลัก คือ 
1. ยกระดับ “ฝนหลวงแม่นยำระดับลุ่มน้ำ“ 2. ลดความเสี่ยงภัยแล้ง และ 3. เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศในภูมิภาคอาเซียน โดยทำงานเชิงรุก ใช้ Data และ AI
เป็นตัวขับเคลื่อนเชื่อมภารกิจฝนหลวงกับ “เขื่อน + เกษตร” และลดต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ  
#อธิบดีฝนหลวงฯ #มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนภารกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 
#เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร #มหาภูมิพลอดุลยเดขมหาราช #บรมนาถบพิตร #พระบิดาแห่งฝนหลวง
#และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว #ที่ทรงห่วงใยพสกนิกร #โดยมีเป้าหมาย